Power of The Black Sun

" Let the future tell the truth, and evaluate each one according to his work and accomplishments. The present is theirs; the future, for which I have really worked, is mine. "

"ให้อนาคตเป็นเครื่องบอกความจริงของคนๆหนึ่ง โดยพิจารณาจากสิ่งที่คนๆนั้นทำเเละความสำเร็จที่คนๆนั้นได้รับ ปล่อยให้ปัจจุบันเป็นเรื่องของพวกเขา ส่วนอนาคต ซึ่งผมตั้งใจทำมันอย่างจริงจัง คืองานของผม "
............................................................................................

วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

การทดลองฟิลาเดลเฟีย ตอนที่ 1

    ต่อไปเล่าเรื่องการทดลองฟิลาเดลเฟีย (Philadelphia Experiment) เพื่อเพิ่มความเร้าใจในการศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับพลังงานในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่เราไม่เคยได้รู้จากการศึกษาทั่วไป
เรื่องราวที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งในอาชีพการงานของบราวน์ที่จะไม่กล่าวถึง ไม่ได้ก็คือเรื่องการทดลองฟิลาเดลเฟีย (Philadelphia Experiment) แต่เอกสารเกี่ยวกับเรื่องนี้มีไม่มากและขัดแย้ง เรื่องราวของงานวิจัยนี้เป็นการทดลองงานวิจัยของกองทัพเรือสหรัฐที่ถือได้ ว่าเป็นความลับทางราชการในระดับสุดยอดที่ได้บันทึกไว้ ใน กองเรือฟิลาเดลเฟีย (Philadelphia Navy Yard) ในปีค.ศ. 1943 มีการกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการทดลองนี้ว่าเป็นการทดลองเทคโนโลยที่สามารถ ทำให้เรือทั้งลำล่องหนได้ โดยไม่สามารถตรวจจับได้ด้วยเรดาร์และทำให้ตาของคนไม่สามารถมองเห็นมันได้
รายชื่อนักวิทยาศาสตร์ที่ใช้อ้างอิงในการทดลองนี้ประกอบด้วย Albert Einstien, Vannerar Bush, John von Neaumann และ Nikola Tesla ก่อนที่จะเล่าเรื่องราวของการทดลองนี้ จะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากถ้าได้ทบทวนผลงานวิจัยที่บราวน์ได้ทำก่อน และเรื่องราวที่บราวน์ได้ประสบพบเจอหลายปีก่อนที่โครงการนี้จะเริ่มขึ้นดัง นี้ 


รูปที่ 1. โทมัน เทาว์เซนด์ บราวน์
  
    ในปี ค.ศ. 1933 ระหว่างที่บราวน์ทำงานวิจัยให้กับห้องทดลองของกองทัพเรือที่วอชิงตันดีซี บราวน์ได้ถูกบอกให้พักงานชั่วคราวเพื่อไปทำหน้าที่เป็นนักฟิสิกส์ในการสำรวจ ทางธรณีฟิสิกส์ที่แคริบเบียน ซึ่งการสำรวจครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก Smithsonian Institute และได้รับการสนับสนุนด้านการเงินจากนักธุรกิจชื่อ Eldridge Johnson ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Victor Talking Machine ซึ่งเป็นผู้นำด้าน RCA การสำรวจของ Johson และ Smithsonian ครั้งนี้ได้เดินทางด้วยเรือยอร์ชชื่อ Caroline ที่มีตำแหน่งของแผนที่รอยแยกใต้น้ำที่จะทำการสำรวจ
อย่างไรก็ตามมันมีอะไรที่มากกว่าการสำรวจทางวิทยาศาสตร์ทั่วไป ในระหว่างการเดินทางบราวน์ได้มีโอกาสพบกับ Johnson และผู้ช่วยของเขาอีกหลายคน ซึ่งแต่ละคนต่างมีฐานะร่ำรวย เช่น Leon Douglass และสายลับอังกฤษชื่อ William S. Stephenson 


     Paul Schatzkin ผู้เขียนอัตชีวประวัติของบราวน์ได้ทำการสืบค้นแล้วพบว่า Johnson และ Douglass เป็นสมาชิกของเครือข่าย Stephenson intelligence network ระหว่างอยู่บนเรือ Caroline บราวน์ก็ได้ถูกเรียกตัวให้เข้าร่วมในกลุ่มนี้ด้วย Schaztkin ได้ขนานนามกลุ่มเครือข่ายกลุ่มนี้ว่ากลุ่ม Caroline และสามารถกล่าวได้ว่าการเข้าร่วมกับกลุ่มนี้ของบราวน์มีส่วนสำคัญในการกำหนด ชะตาชีวิตของบราวน์




    ในช่วงปีต้นๆของการเริ่มงาน บราวน์ได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับ Morgan ผู้ซึ่งตอนนั้นมีตำแหน่งสูงมากใน US intelligence agencies อีกหลายปีต่อมาบราวน์ได้รับงานเพิ่มมากขึ้น หนึ่งในโครงการที่มีคุณค่ามากที่ควรแก่การกล่าวถึงคืองานที่เขาได้รับมอบหมายให้ทำในปี 1938 ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ผู้ช่วยวิศวกรในเรือ USS Nashville ซึ่งเป็นการเดินเรือครั้งแรกของเรือลำนี้ เพื่อเดินทางข้ามมหาสมุทธแอตแลนติกไปยังยุโรป ขากลับจากยุโรปเรือลำนี้ได้ขนทองแท่งมูลค่า 50 ล้านเหรียญสหรัฐมาจากอังกฤษแล้วนำไปฝากไว้ในธนาคารที่แมนฮัตตันนิวยอร์ก ระหว่างที่บราวน์อยู่บนเรือ ห้องทดลองเพื่อทำการทดลองหัวข้อเรื่อง electrogravity กำลังถูกสร้างขึ้นเพื่อเขาโดยเฉพาะที่มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย  Schatzkin ได้เขียนไว้ว่า Johnson มีส่วนเกี่ยวข้องในการก่อสร้างห้องทดลองนี้ ซึ่งเงินทุนในการสร้างห้องทดสอบนี้ส่วนหนึ่งมาจากภารกิจที่มอบหมายให้บราวน์ไปทำบนเรือ USS Nashville นี้ 

   ในปี 1939 บราวน์ได้ออกจากมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนียเพื่อไปทำงานในฐานะวิศวกรวัสดุและวิศวกรดำเนินการให้กับบริษัท Glenn Martin ใน Baltimore ซึ่งเป็นบริษัทที่ก่อตั้งขึ้นมาก่อนที่จะกลายมาเป็น Lockheed Martin Aerospace Corporation ในปัจจุบัน หลังจากนั้นไม่นานกองทัพเรือก็ได้เรียกตัวบราวน์กลับมาเพื่อทำโครงการ วิจัยและพัฒนาการเก็บกวาดทุ่นระเบิด” (Mine Sweeping Research and Development Project) โครงการวิจัยนี้อยู่ภายใต้การดูแลของ กรมเรือ (Bureau of ship) ในวอชิงตันดีซี  William Moore ได้เขียนไว้ว่าบราวน์ได้เป็นผู้นำงานวิจัยนี้โดยมีผู้ร่วมทำงานวิจัยกับเขาระดับ ดร. หลายคนซึ่งโครงการวิจัยนี้ตั้งงบประมาณการวิจัยไว้ถึง 50 ล้านเหรียญ จนบางคนตั้งข้อสงสัยว่าเงินที่ใช้ดำเนินโครงการวิจัยนี้อาจเป็นเงินก้อนเดียวกันกับที่บราวน์ได้รับมอบหมายให้นำมาจากอังกฤษแล้วนำมาเก็บไว้ที่แมนฮัตตันเมื่อสองปีก่อนหน้านี้ ซึ่งเงินก้อนนี้ถือเป็นเงินก้อนที่มีความสำคัญมาก มันมีปริมาณเทียบเท่ากับ 5% ของงบประมาณกองทัพเรือสหรัฐในปี 1940 บางคนพิจารณาว่าโครงการดังกล่าวนี้จะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกคนในกลุ่ม Caroline และโครงการนี้จะต้องมีความสำคัญอย่างมากและน่าจะมีอะไรมากกว่าการเก็บกวาดทุ่นระเบิด 

    หลังจากที่สหรัฐอเมริกถูกโจมตีที่เพิร์ลฮาเบอร์เป็นเหตุให้สหรัฐอเมริกาต้องเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเป็นทางการ บราวน์จึงได้รับมอบหมายให้ไปทำงานที่ ฐานทัพเรือ (Naval Operation Base) ใน Norfolk, Virginia ในฐานะเจ้าหน้าที่คนสำคัญใน Atlantic Fleet Radar Material School and Gyro-Compass School   และในช่วงฤดูร้อนของปี 1942 เขาได้รับมอบหมายให้กลับมาทำงานที่ฟิลาเดลเฟีย เพื่อที่จะทำการรื้อถอนอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ที่เก็บไว้ในห้องทดลองที่มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย แล้วขนขึ้นเรือมาที่ Norfolk และเขาก็ทำงานต่อที่นั่นจนเกษียณอายุราชการจากกองทัพเรือในปี 1943
   จากอัตชีวประวัติของเขาพบว่าหลังจากที่ได้รับมอบหมายให้ไปทำงานที่กรมเรือในวอชิงตันดีซีและก่อนที่จะได้รับมอบหมายให้ไปทำงานที่ Atlantic Fleet Radar School เขาได้รับมอบหมายให้ไปทำงานที่กองเรือฟิลาเดลเฟียในฐานะผู้ช่วยด้านเครื่องจักรกลในการติดตั้งเครื่องมือในเรือใหม่  ในอัตชีวประวัตของเขาเขียนไว้ว่างานที่เขาได้รับมอบหมายในระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีดังนี้
1.       เจ้าหน้าที่วิจัยงานเก็บกวาดทุ่นระเบิดด้วยคลื่นเสียงและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่กรมเรือในวอชิงตันดีซี
2.       ผู้ช่วยดูแลงานติดตั้งอุปกรณ์ทดสอบในเรือใหม่ในกองเรือฟิลาเดลเฟีย
3.       เจ้าหน้าที่วิจัยที่ Laboratory-Radar Refresher
4.       เป็นเจ้าหน้าที่วิจัย สอนหนังสือ เขียนตำรา และเจ้าหน้าที่ห้องสมุดที่ Atlantic Fleet Radar School (Commanding Officer) Naval Operating Base, Norfolk 

   

งานเขียนของ Moor ได้เขียนไว้ว่าบราวน์ได้เริ่มงานที่ Radar School ในช่วงเวลาหลังจากที่สหรัฐถูกโจมตีที่ร์ลฮาเบิอร์ได้ไม่นาน คือข่วงเดือนธันวาคม 1941 ดังนั้นบราวน์คงจะเข้าร่วมการทดลองฟิลาเดลเฟียร์ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในปี 1941 ในโครงการนี้บราวน์ต้องทำงานอยู่บนเรือพิฆาต USS Eldridge DE 173 ซึ่งเรือลำนี้ได้ถูกเตรียมการติดตั้งอุปกรณ์การทดสอบสำหรับการทดลองฟิลาเดลเฟียโดยเฉพาะ และนี่จะเป็นการทดสอบความสามารถในการล่องหนของเรือจากเรดาร์และสายตามนุษย์เป็นครั้งแรกของสหรัฐอเมริกา



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น