Power of The Black Sun

" Let the future tell the truth, and evaluate each one according to his work and accomplishments. The present is theirs; the future, for which I have really worked, is mine. "

"ให้อนาคตเป็นเครื่องบอกความจริงของคนๆหนึ่ง โดยพิจารณาจากสิ่งที่คนๆนั้นทำเเละความสำเร็จที่คนๆนั้นได้รับ ปล่อยให้ปัจจุบันเป็นเรื่องของพวกเขา ส่วนอนาคต ซึ่งผมตั้งใจทำมันอย่างจริงจัง คืองานของผม "
............................................................................................

วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ความจริงที่ไม่สวยหรูนักสำหรับพลังงานทดเเทน (renewable energy)



จากหัวข้อที่เเล้วผมได้พูดถึงเเนวคิดที่สุดเเสนจะเกินจินตนาการไปหน่อยเกี่ยวกับการผลิตไฟฟ้าจากเเสงอาทิตย์ในห้วงอวกาศ เเต่ก็เป็นเรื่องที่ถือว่าเป็นไปได้ เเละมีความง่ายในทางเทคนิคมากกว่าระบบผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์ฟิวชัน (Fusion Plant) ซึ่งจะกล่าวต่อไปในโอกาสหน้า ต่อไปผมจะเสนอเรื่องราวของความหมายที่เเท้จริงของคำว่า ทดเเทนได้ (renewable) ว่าหมายความว่าอย่างไร

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว (บทความนี้เขียนขึ้นวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2554) คณะรัฐบาลระหว่างประเทศที่ทำงานเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของโลก (Intergovernmental Panel on Climate Change, IPCC) ได้สรุปและเขียนรายงานกว่าพันหน้าเกี่ยวกับพลังงานทางเลือก (renewable energy) ซึ่งประกอบด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ น้ำ ลม คลื่น ความร้อนใต้พิภพ และชีวมวล ทาง IPCC กล่าวว่าปัจจุบันสามารถผลิตได้ 13.8 % ของความต้องการพลังงานทั้งโลก แต่ถ้ามีความจริงจังที่จะใช้ประโยชน์จากพลังงานเหล่านี้ มันสามารถแทนที่พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์

ในทางกลับกันพลังงานทดแทนหลักในปัจจุบัน 10.2 % จาก 13.8 % เป็นพลังงานที่มาจากชีวมวล โดยหลักคือไม้ (ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกนำมาเผาถ่าน) และมูล และที่เหลือส่วนใหญ่จะเป็นพลังงานจากน้ำ และน้อยกว่า 0.5% เป็นพลังงานที่มาจากลม คลื่น แสงอาทิตย์และความร้อนใต้พิภพ รวมกัน ดังนั้นแล้วจึงกล่าวได้ว่าไม้และมูลเป็นพลังงานทดแทนที่แท้จริงสำหรับในปัจจุบัน

สิ่งหนึ่งที่สร้างความหวาดวิตกให้กับป่าฝนคือการตัดไม้ทำลายป่าโดยคนยากจนทั้งหลาย ที่ประเทศเฮติความต้องการพลังงานประมาณ 60 % มาจากถ่านที่ผลิตขึ้นจากการตัดไม้ทำลายป่า แม้กระทั่งธุรกิจการทำเบเกอร์รี่ ซักอบรีด อุตสาหกรรมน้ำตาล และการกลั่นเหล้า ในประเทศนี้ก็ใช้พลังงานจากป่าไม้ พวกเขาถือว่าพลังงานจากถ่านที่ได้จากการตัดไม้ทำลายป่าเป็นพลังงานที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ดังนั้นจึงมีคนทำนายว่าประเทศเฮติ จะต้องตัดไม้ 98% ที่ปกคลุมอยู่ทั้งประเทศแล้วนั่งนับมัน ความเสียหายทางระบบนิเวศน์ของประเทศเฮติเทียบเท่าได้กับการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลของประเทศเพื่อนบ้านอย่างโดมนิกัน ซึ่งมีป่าไม้ปกคลุม 48% ของพื้นที่ประเทศ และในอนาคตอันใกล้ชาวเฮติก็ถึงคราที่จะต้องขุดรากไม้มาเป็นพลังงานเพราะพวกเขาตัดไม้ไปจนหมดประเทศแล้ว

คุณอาจจะยังคงมีคำถามในใจว่า แล้วพลังงานทดแทนรูปแบบอื่นหล่ะ ทีนี้ขอยกตัวอย่างลมซึ่งไม่เคยหยุดพัด แต่อย่าลืมไปว่าอุตสาหกรรมในการผลิตส่วนประกอบของระบบผลิตพลังงานด้วยลมล้วนทำจากเหล็ก คอนกรีต และแร่ต่างๆที่อยู่บนโลก เพื่อใช้ในการทำกังหัน รวมถึงส่วนประกอบแม่เหล็กและอื่นๆที่จำเป็นของระบบ ปัจจุบันลมสามารถผลิตพลังงานได้เพียง 0.2 % ของความต้องการพลังงานทั้งหมดบนโลกใบนี้ สมมติว่าเราต้องการพลังงาเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในทศวรรษที่กำลังจะมาถึง เราจะต้องสร้างฟาร์มของกังหันลมเพิ่มขึ้นถึง 100 เท่าของที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อได้พลังงาน 10 % ของความต้องการพลังงานทั้งโลกซึ่งถือว่าน้อยนิด แต่เราจะไม่มีพื้นที่สำหรับขุดเจาะ หรือนำพลังงานฟอสซิลมาใช้แล้ว เพราะพื้นที่ถูกทำเป็นฟาร์มกังหันลมหมด

สิ่งที่ผมจะกล่าวอาจทำให้คุณเกิดความเครียดที่ว่าแร่เหล็กทั้งโลกที่จะถูกนำไปถลุงเป็นเหล็กกล้ากำลังจะหมดไปในไม่ช้า ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่คุณก็สามารถเถียงได้ว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลที่เป็นไฮโดรคาร์บอนที่ยังคงมีอยู่มากมายบนในเปลือกโลกยังคงเป็นแหล่งที่สะสมพลังงานอยู่ถึง 500,000 exajoules ซึ่งประกอบด้วย แก๊สต่างๆ และถ่านหิน โดยที่ทั้งโลกมีความต้องการใช้พลังงานทั้งหมดเพียงปีละ 500 exajoules ดังนั้นไฮโดรคาร์บอนที่เหลืออยู่จึงดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งที่มีค่ามากสำหรับอัตราการใช้พลังงานในปัจจุบัน

เมื่อเปรียบเทียบกับปลาวาฬสีน้ำเงิน ปลาคอด และนกพิราบ ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก พวกมันถือได้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถทดแทนได้ด้วยการออกลูกออกหลาน แต่การที่เราหาประโยชน์จากพวกมันมากเกินไป ทำให้จำนวนประชากรของพวกมันลดลงอย่างรวดเร็ว และบางชนิดกำลังจะสูญพันธ์ไปในอีกไม่กี่ทศวรรษ ผลดังกล่าวจึงสั่นคลอนคำว่า ทดแทนได้

เกาโน (Guano) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการทำฟาร์มในช่วงศตวรรษที่ 19 ถือได้ว่าเป็นปุ๋ยที่สามารถทดแทนได้ ซึ่งทำมาจากมูลของนกทะเลที่มาจากเกาะ เปรูเวียน และนามิเบียน แต่ในไม่ช้ามันก็หมดไป ดังนั้นในไม่ช้าปุ๋ยเคมีสังเคราะห์ที่ทำจากอากาศและกลับสู่อากาศโดยแบคทีเรียชนิดเดนทริไฟ (denitrifying bacteria) จึงถูกเรียกว่าแหล่งที่สามารถทดแทนได้ แม้กระทั่งเชื้อเพลิงฟอสซิลครั้งหนึ่งก็เคยถูกเรียกว่าแหล่งพลังงานทดแทนได้ เนื่องจากความรู้สึกของมนุษย์เราที่มีต่อมันว่ามันก็ยังคงนอนกองอยู่ที่ใดที่หนึ่งบนชั้นเปลือกโลกซึ่งยังคงมีเหลืออยู่มากมาย ซึ่งเรื่องราวดังกล่าวก็เทียบเคียงกันได้กับที่ชาวเฮติคิดว่าป่าไม้ที่มีอยู่ในประเทศของตนมีอยู่มากมายจนไม่มีวันหมดเช่นกัน

เมื่อพูดถึงพลังงานนิวเคลียร์ ยูเรเนียมไม่ใช่แหล่งพลังงานทดแทน แต่พลูโตเนียมใช่ เนื่องจากคุณก็ทราบดีอยู่แล้วว่าคุณสามารถคลอด (breed) มันออกมาได้ในเครื่องปฏิกรณ์บรีดเดอร์ ดูเหมือนว่ามันจะเป็นเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่ทดแทนได้ แต่เราคงไม่ชอบมันเท่าไหร่

ดังนั้นทั้งหมดทั้งปวงที่กล่าวมาเมื่อพูดถึงแนวคิดเกี่ยวกับพลังงานทดแทนที่สะอาด ปราศจากมลพิษ และไม่มีวันหมดจึงดูเหมือนเป็นเรื่องของไสยศาสตร์ จะเห็นได้ว่าพลังงานทดแทนและพลังงานสะอาดเป็นเรื่องที่ยาก และต้องอาศัยการระดมความคิดและเทคนิคระดับสูงเพื่อให้ได้มา ดังนั้นต้นทุนของมันจึงสูง เมื่อเปรียบเทียบกับพลังงานสกปรกเช่นพลังงานจากฟอสซิล เมื่ออ่านถึงตรงนี้คุณคงจะสรุปความหมายของคำว่าทดแทนได้ (renewable) ได้แล้วใช่มั้ย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น