Power of The Black Sun

" Let the future tell the truth, and evaluate each one according to his work and accomplishments. The present is theirs; the future, for which I have really worked, is mine. "

"ให้อนาคตเป็นเครื่องบอกความจริงของคนๆหนึ่ง โดยพิจารณาจากสิ่งที่คนๆนั้นทำเเละความสำเร็จที่คนๆนั้นได้รับ ปล่อยให้ปัจจุบันเป็นเรื่องของพวกเขา ส่วนอนาคต ซึ่งผมตั้งใจทำมันอย่างจริงจัง คืองานของผม "
............................................................................................

วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

นิโคล่า เทสล่า ชายผู้สร้างอนาคต : บทนำ พันธะสัญญา


เช้าของฤดูร้อนปี 1884 รถไฟชาเลียสกำลังจะออกจากปารีส ณ ชานชาลามีชายหนุ่มผู้หนึ่งรูปร่างผอมสูงผมดกหนาเเสกกลาง มีหนวดอันเป็นเอกลักษณ์ กำลังมีทีท่าลุกลี้ลุกรนหาของสำคัญบางสิ่ง


เขาจะไปไหน? คำตอบคือชายผู้นี้ไม่เหลืออะไรอีกเเล้วในปารีส เขาขายสมบัติทุกอย่างที่เป็นของเขาจนหมด เเม้กระทั่งบ้านพัก เเละเขาก็ได้ทิ้งอาชีพวิศวกรของเขาที่นั่น เขาหาของสำคัญอย่างหนึ่งไม่เจอ เเละหลับตาลงอย่างสิ้นหวัง เเต่ทันใดนั้นก็ปรากฏตัวเลขสำคัญขึ้นมาในจินตภาพเเห่งความทรงจำ ซึ่งเป็นความสามารถพเศษเหนือบุคคลทั่วไปของเขา ตัวเลขที่ว่าคือตัวเลขตั๋วเรื่อกลไฟที่จะพาเขาเดินทางที่จะพาเขาสู่นิวยอร์ค จากการที่เขาระลึกถึงตัวเลขตั๋วเดินทางได้สามารถทำให้เขาเดินทางสู่นิวยอร์คได้จริงหรือ? คำตอบคือน่าจะได้ เพราะบริษัทเดินเรือจะมีการบันทึกเลขตั๋วเอาไว้ หลังจากผ่านเหตุการณ์เลวร้ายมาได้ เขาก็ได้ขึ้นเรือเเละเรือก็เริ่มออกเดินทางอย่างช้าๆมุ่งหน้าสู่นิวยอร์ค ถ้าเขาพลาดการเดินทางครั้งนี้ โอกาสที่เขาจะได้เดินทางไปยังดินเเดนที่เรียกว่า Land of Gokden Promise คงจะสูญสลายไปพร้อมกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาหวัง ในระหว่างการเดินทางที่ยาวนานบนเรือเขามีเวลามากมายที่จะคิดทบทวนว่าเขาทำตั๋วหายไปได้อย่างไร


ชายผู้มีความจำเป็นเลิศผู้นี้ขณะนี้มีอายุเพียงเเค่ยี่สิบเเปดปี เขาเป็นชาวเซอร์เบียน ชื่อนิโคล่า เทสลา (Nikola Tesla) เรารู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเขาในวันนั้นจากบันทึกของเขาที่ได้เขียนขึ้นในภายหลังเพียงระลึกความทรงจำของเขาที่เกิดขึ้นในวัยหนุ่ม

ย้อนกลับมาที่เรื่องตั๋ว การที่เขาระลึกหมายเลขตั๋วเรือได้เพียงพอหรือที่จะทำให้เขาได้รับอนุญาติเพื่อลงเรือ? จริงๆเเล้วไม่เพียงพอ ในตอนนั้นที่ท่าเรือเขาค้นหาตั๋วอย่างละเอียด ทั้งในกระเป๋าเสื้อ กางเกง กระเป๋าเดินทาง เเพ็คของต่างๆซึ่งมีหนังสือ บทกวี บทความที่เขาเขียนขึ้น การคำนวณที่อินทริกรัลในปัญหาที่เขายังเเก้ไม่ได้ เเบบเเปลนคร่าวของยานบินในจินตนาการของเขา เเละจดหมาย

จดหมายฉบับนี้มาจากเพื่อนชาวอังกฤษที่เขาชอบเล่นบิลเลียดด้วยกันตอนที่อยู่ที่ปารีส เพื่อนของเขาคนนี้ชื่อว่า ชาร์เลส บัทเชเลอร์ (Charles Batsheller) ผู้ซึ่งรู้จักกับนักประดิษฐ์ชาวอเมริกันผู้โด่งดังชื่อ โทมัส เอดิสัน (Thomas Edison) เเละชาร์เลสเเนะนำเทสลาว่า อเมริกาจะเป็นที่ที่เทสล่าสามารถสร้างชื่อเสียงเเก่ตนเองได้ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์ เเละเขาก็เป็นคนเสนอตัวว่าจะเขียนจดหมายเเนะนำตัวเทสล่าให้เเก่เอดิสัน เทสลาจึงใส่ใจจดหมายฉบับนี้ยิ่งกว่ากระเป๋าเงินเเละกระเป๋าเดินทางของเขาซะอีก ซึ่งเทสลาได้ใช้จดหมายฉบับนี้ช่วยในการยืนยันตัวเขาเพื่อให้เขาได้ลงเรือ เขาเปิดจดหมายออกเเล้วอ่านดังๆให้เจ้าหน้าที่บริษัทเดินเรือว่า

"ถึงคุณ โทมัส เอดิสัน...

ผู้ถือจดหมายฉบับนี้คือคุณ นิโคลา เทสลา...."

นี่เป็นการยืนยันว่าเขาคือนิโคลา เทสลาตัวจริง เขาเเสดงจดหมายฉบับนี้ต่อเจ้าหน้าที่ดำเนินการของบริษัทเดินเรือ เเละในเมื่อไม่มีใครอื่นที่อ้างตัวว่าเป็นนิโคล่า เทสล่า เขาจึงได้รับอนุญาติให้ลงเรือ


การเดินทางเป็นไปด้วยดี เเต่ว่าความลำบากที่เทสลาได้รับในตอนนั้้นเราคงจะจินตนาการได้ไม่ยาก บนเรืออาหารการกินของเขาได้รับการจัดเตรียมเป็นอย่างดี เเละเขาก็มีห้องสำหรับนอนพักผ่อน เเต่เขาไม่มีอะไรติดตัวมามากมายนอกจากเสื้อผ้าเเละเงินเพียงเล็กน้อย นี่คือประสบการใหม่สำหรับสุภาพบุรุษชาวยุโรปซึ่งจู้จี้จุกจิก วัฒนธรรมสูง เเละการศึกษาสูงผู้นี้ หลายวันในทะเลผ่านไปเขาเริ่มรู้สึกอัดอัด เพราะเขาเป็นคนที่อนามัยจัด เขาเริ่มรู้สึกถึงกลิ่นตัวดังนั้นเขาจึงใช้เวลาส่วนใหญ่นั่อยู่ท้ายเรือ โดยหวังว่าอากาศบริสุทธิ์จากท้องทะเลจะช่วยเจือจากกลิ่นตัวของเขา ด้วยความที่เขาเป็นนักว่ายน้ำที่เเข็งเเรงเขาจึงคิดเล่นๆว่านั่งอยู่เเถวๆนี้หากมีมหาเศรษฐีผู้ใดตกลงไปในน้ำ เขาจะได้กระโดดลงไปช่วยเผื่อว่าจะได้รับเงินรางวัล เเต่เเน่นอนสิ่งที่เขาหวังไว้ไม่เกิดขึ้นตลอดการเดินทางข้ามเเอตเเลนติก เทสลายังคงนั่งอยู่บนท้ายเรือด้วยความกังวลในกระเป๋าเงินที่มีเงินอันน้อยนิดของเขามากกว่าที่จะมีความสุขไปกับการสูดอากาศบริสุทธิ์


เขากำลังอยู่ระหว่างการเดินทางไปหางานทำกับนักประดิษฐ์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกผู้ซึ่งสามารถเอาชนะอุปสรรคต่างๆด้วยความพยายาม ผู้ซึ่งประสบความสำเร็จในการลงทุน เเละเป็นผู้จุดประกายความสว่างเเก่โลกด้วยไฟฟ้า


เทสลามีความกระตือรือล้นอยากที่จะพบกับนักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่ผู้ซึ่งมีอายุมากกว่าเขายี่สิบปีผู้นี้ เพื่อเเสดงความสามารถทางเทคนิค เเละต้องการที่จะเสนอความคิดระดับที่เรียกว่า ปฏิวัติโลก เขาหวังว่าเมื่อเขาได้อธิบายทฤษฎีใหม่เกี่ยวกับไฟฟ้ากระเเสสลับ (Alternative Current) เเก่เอดิสัน จะทำให้เอดิสันสนใจเเละให้เงินทุนสนับสนุนงานวิจัยดังกล่าว


เอดิสันเป็นมนุษย์ไฟฟ้าที่มีความมั่งคั่ง ซึ่งในขณะนั้นเขาได้ประดิษฐ์อุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆมากมาย ที่ผู้คนทั้งหลายจำเป็นต้องซื้อ ได้เเก่ เครื่องเล่นเเผ่นเสียง ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่สามารถบันทึกเสียงได้เป็นชนิดเเรกของโลก ทำมาจากกระบอกเเว็กซ์ (wax cilinder) เเละหลอดไฟฟ้า ซึ่งสิ่งประดิษฐ์ของเขาเหล่านี้ได้รับการจดสิทธิบัตรเป็นที่เรียบร้อย


จากที่กล่าวมา เอดิสันคือบุคคลที่สามารถสร้างเงินได้จำนวนมหาศาลจากความคิด เเละเขาเป็นผู้มองเห็นโอกาสที่จะสร้างความมั่งคั่งจากหลอดไฟฟ้าจากการที่เขารับทราบได้ถึงความจริงที่ว่าผู้คนทั้งหลายไม่ได้ต้องการซื้อเพียงเเค่หลอดไฟฟ้า เเต่พวกเขาต้องการระบบไฟฟ้าที่สมบูรณ์เเบบ พวกเขาต้องการระบบไฟฟ้าเเสงสว่างเเทนที่ระบบให้เเสงสว่างด้วยเเก๊ส เพื่อใช้ในบ้านเเละธุรกิจ กิจการของพวกเขา ณ ตอนนั้นซึ่งเป็นเวลาที่เอดิสันกำลังคิดก่อสร้างระบบไฟฟ้าเเสงสว่าง เพื่อเเทนที่ระบบให้เเสงสว่างด้วยเเก๊ส อุตสาหกรรมการให้เเสงสว่างด้วยเเก๊สกำลังมีอนาคตที่สดใสในอเมริกา ซึ่งมีมูลค่ากว่า 150 ล้านเหรียญต่อปี


เทสล่าได้เรียนรู้โดยตรงถึงความพยายามของเอดิสันในการประดิษฐ์หลอดไฟฟ้า (หลอดไส้) ในตอนที่เขาทำงานให้กับบริษัทย่อยของเขาในปารีสที่มีชื่อว่า Continent Edison เขาได้อ่านบทสัมภาษณ์ของเอดิสันในปารีสจากหนังสือพิมพ์มีใจความว่า

"ผมจะใช้ไฟฟ้าในการให้เเสงสว่างเเทนที่การให้เเสงสว่างด้วยเเก๊ส เเต่ผมจำเป็นจะต้องทำให้มีความใกล้เคียงกับสิ่งที่เเก๊สทำได้ให้มากที่สุด อีกทั้งยังต้องปรับปรุงเรื่องความสว่าง เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับสภาวะธรรมชาติ การประดิษฐ์ เเละการตลาด"


เทสลารู้ว่าเอดิสันเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงซึ่งเป็นที่รู้จักดีใยฐานะที่เป็นชายผู้ซึ่งสามารถทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้ เอดิสันเริ่มต้นจากการเป็นพนักงงานโทรเลขผู้เจียมเนื้อเจียมตัว เเละเป็นผู้ที่เห็นโอกาสที่จะพัฒนาเเละปรับปรุงระบบโทรเลข เอดิสันได้สร้างเครื่องจักรเครื่องหนึ่งที่ถูกเรียกว่า รีเลย์โทรเลข (Telegraphic Relay) ซึ่งทำหน้าที่รับโทรเลขเเละส่งต่อไปยังสถานีต่อไปโดยไม่จำเป็นต้องใช้คนทำงานในขั้นตอนนี้ ความสำเร็จในการประดิษฐ์ช่วยให้สามารถส่งข้อความได้ระยะทางไกลขึ้น ทำให้สามารถประหยัดเงินค่าจ้างในการดำเนินการเเละลดความผิดพลาดในขั้นตอนการพิมพ์ข้อความซ้ำด้วยมือ เทสลายกย่องวิธีการที่เอดิสันทำในการพัฒนาอุปกรณ์ที่ใช้ในการส่งข้อความได้สี่ข้อความบนสายโทรเลขหนึ่งเส้น เเละนี่อาจเป็นเหตุผลเดียวที่เขาข้ามมหาสมุทรเเอตเเลนติกมาเพื่อพบกับพ่อมดเเห่งหลอดไฟผู้นี้


เรื่องราวอันมีสีสันเกี่ยวกับงานนิทรรศการจัดเเสดงสินค้าที่โด่งดังของเอดิสันได้เเพร่สะพัดมาสู่ปารีส จากการเดินทางมาเยี่ยมเยือนปารีสของเอดิสัน เทสลาทราบเรื่องราวของคนงานผิวดำที่บนหมวกของเขามีไฟส่องสว่างตอนที่เอดิสันเเจกใบปลิวเเก่เเขกผู้มาเยือน เเละเรื่องราวของเจ้าหน้าที่หลายร้อยคนที่เเต่ละคนใส่หมวกที่มีไฟส่องสว่างอยู่บนหัวเดินเรื่องเเถวลงมาจาก Fifth Avenue เเละในมือของพวกเขาถือกระบองเเกว่งไปมาซึ่งที่ปลายของกระบองมีไฟติดอยู่ อีกทั้งเรื่องราวของสาวๆโชว์เกิร์ลทั้งหลายที่ชุดเครื่องเเต่งกายของพวกเธอสามารถส่องสว่างได้จากไฟฟ้า เทสลาคิดว่าใครก็ตามที่สามารถทำให้เกิดสิ่งเหล่านั้นได้จะต้องมีเงินอย่างเหลือเฟือ ชาร์เลส บัทเซเลอร์ ได้บอกเป็นนัยกับเทสลาว่าเมื่อเขาไปถึงเอดิสันอาจยื่นข้อเสนอเงินทุนเเก่เทสลาเพื่อพัฒนามอร์เตอร์ไฟฟ้าที่เขาได้ประดิษฐ์ขึ้น


เทสลาผู้ซึ่งทั้งจนเเละกรอบในตอนนั้นนั่งอยู่ท้ายเรือไฟด้วยความวิตกกังวล เเต่เมื่อเขาคิดถึงเงินที่เอดิสันจะมอบให้เพื่อสร้างเเละพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ที่มาจากความคิดเขาทำให้เขารู้สึกมีกำลังใจขึ้นมา


หลังจากขึ้นจากเรือที่ท่าเรือนิวยอร์ค เทสลาถึงกับต้องตกตะลึง เทสลาเคยไปเยือนเมืองหลวงของประเทศต่างๆในยุโรป เช่น ปราก บูดาเปส เบอร์ลิน เเละปารีส เเต่ไม่เคยได้เตรียมพร้อมสำหรับเมืองที่หยาบเเละดิบอย่างนิวยอร์ค เทสลาคุ้นเคยกับเมืองที่มีสถาปัตยกรรมเเละวัฒนธรรมสูงอย่างเช่นในยุโรป เเต่สำหรับนิวยอร์คนั้นเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง เมืองสกปรก ผู้คนพลุกพล่านจอเเจ เเละการจราจรติดขัด สิ่งปลูกสร้างมีลักษณะเเข็งเเละหยาบ คล้ายกับเป็นกล่อง หรือเเท่งอะไรสักอย่างพุ่งสูงขึ้นไปบนท้องฟ้า ผู้คนที่นี่ดูรีบเร่งเเละวิตกกังวลกับธุรกิจของตนเอง การเเข่งขันสูง คนที่นี่พูดภาษาอังกฤษในสำเนียงที่เทสลาไม่คุ้นเคย ตอนที่เทสลาเดินขึ้นจากเรือเขามีเงินติดกระเป๋ามาเเค่สี่เซนต์ ความวิตกกังวลของเขาเริ่มสูงขึ้น เขาครุ่นคิดว่าจะเอาตัวรอดได้อย่างไรในสถานที่ที่น่ากลัวเเละเเปลกประหลาดเช่นนี้ เขาไม่รู้เเม้กระทั่งว่าจะไปพบโทมัส เอดิสัน เเห่ง Ediso Electric Light Company ได้ที่ไหน เขารู้เพียงว่าสำนักงานใหญ่ของบริษัทตั้งอยู่ที่ Fifth Avenue เเต่ว่ามันอยู่ที่ไหนหล่ะ?


เริ่มต้นจากที่ท่าเรือ เทสลาเสียเวลาหลายนาทีไปกับชายในชุดเครื่องเเบบ ซึ่งก็คือตำรวจนิวยอร์คนั่นเอง เขาเดินไปที่ตำรวจนิวยอร์คผู้หนึ่งเพื่อที่จะถามทางไปสำนักงานใหญ่ของบริษัทของเอดิสัน เสียงบนท้องถนนดังมาก ตำรวจคนนั้นพยายามตะโกนพูดกับเทสล่าด้วยท่าทางไม่ค่อยสุภาพซึ่งเทสลาไม่คุ้นเคย เทสลาตอนนั้นดูเหมือนว่าจะเดินมาเป็นระยะทางไกลพอควรอีกทั้งเสื้อผ้ายังไม่ได้เปลี่ยน เขาตั้งสติเเละเริ่มถามคำถามอีกครั้งพร้อมกับทำไม้ทำมือประกอบด้วย จากนั้นตำรวจก็บอกทางให้ได้ เขาบอกให้เดินตรงไปตามถนน

ต้องขอบคุณตำรวจคนนั้น เทสลาเริ่มต้นชีวิตในนิวยอร์คได้เเล้วสิ ... นิวยอร์คเป็นเมืองที่มีกิจกรรมจอเเจไปหมด ซึ่งเเตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับเมืองที่เงียบสงบ เคร่งขรึมเเละสวยงานตามสไตล์ยุโรปที่เขาคุ้นเคย เมืองต่างในยุโรปให้ความรู้สึกกับเทสลาว่าเหมือนบ้าน เขารู้จักรูปเเบบวัฒนธรรมเเละสถาปัตยกรรมของยุโรปเป็นอย่างดี เเต่ที่นี่เขารู้สึกเหมือนว่าเป็นมนุษย์ต่างดาว เเม้กระทั่งภาษาอังกฤษยังมีความเเตกต่างจากที่เขาเคยได้เรียนมาในโรงเรียน เขารู้สึกสับสน สกปรก หิว เเละวิตกกังวลเนื่องจากตอนนี้มีเงินอยู่ในกระเป๋าเพียงเเค่สี่เซนต์ ตอนนี้เป็นช่วงเวลาสายๆของนิวยอร์ค เขาเริ่มกังวลว่าจะหาเงินสำหรับจ่ายค่าอาหารในมื้อต่อไปอย่างไร


ในปี 1917 เทสลาได้พูดที่ American Institute of Electrical Engineer ซึ่งตอนนั้นเขาได้รับรางวัล Edison Gold Medal เขาได้รำลึกความหลังเกี่ยวกับเวลาหลายช่วงโมงเเรกของชีวิตเขาในนิวยอร์คว่า ตอนนั้นเขาได้เดินไปตามถนนผ่านร้านช่างร้านหนึ่ง นี่เป็นครั้งเเรกในอเมริกาที่เขาได้เห็นในสิ่งที่เขาคุ้นเคย ภายในร้านดังกล่าวเขาได้เห็นไดนาโมตัวใหญ่ ซึ่งเป็นชนิดเดียวกับที่เขาเคยไปติดตั้งที่ปารีส เเละสตุทการ์ท ชายที่กำลังทำงานกับไดนาโมตัวนี้ ฟังจากเสียงของเขาทำให้พอจะทราบได้ว่าเขากำลังมีปัญหา


เทสลาเห็นเช่นนั้นจึงอดใจไม่ได้ที่จะเข้าไปช่วย "มีอะไรให้ช่วยมั้ยครับ" เทสลาถาม ไดนาโมยักษ์ตัวนี้มันเสียมันเป็นไดนาโมที่มาจากยุโรปเเละเกินความสามารถที่จะซ่อมได้ช่างเเละเขาก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันช่างซ่อมคนนั้นบอกกับเทสลา เทสลาไม่รอช้าถอดเสื้อสูทออกด้วยความยินดี เพราะจะเป็นโอกาสครั้งเเรกที่จะได้เเสดงฝีมือในอเมริกา เทสลาบอกนายช่างคนนั้นว่าอย่าได้วิตกเดี่ยวเขาจะช่วยดูให้ เทสลาซ่อมไดนาโมเครื่องนั้นจนถึงเวลาบ่ายเเก่ๆ เเละในที่สุดก็ซ่อมเสร็จ นายช่างคนดังกล่าวดีใจมากเเละยื่นข้อเสนอว่าจะให้งานกับเทสลา เเต่เทสลาก็ได้ตอบปฏิเสธไปอย่างสุภาพ เเละอธิบายให้ฟังว่าเขาเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาก็เพื่อมาของานทำกับเอดิสัน นายช่างผู้นั้นขอบคุณเทสลาเป็นอย่างมาก เเละได้มอบเงินให้ 20 เหรียญเป็นสินน้ำใจ เทสลาประหลาดใจเเละดีใจมาก เพราะว่าเค้าได้เงินค่าที่พักอย่างน้อยก็หนึ่งคืนพร้อมค่าอาหารในมื้อต่อไป ก่อนที่จะไปหาเอดิสันในวันพรุ่งนี้ เเน่นอนว่าเขาได้ข้อมูลโดยละเอียดของเส้นทางที่จะเดินทางไปหาเอดิสันเเล้ว


"คุณอย่าลืมหล่ะ ไม่มีใครใช้ผ้าม่านที่มีลวดลายเยอะมากมายอย่างนายเอดิสันนะ" นายช่างคนนั้นกล่าวให้เทสลาฟัง วันรุ่งขึ้นหลังจากเทสล่าได้พักผ่อนอย่างเต็มที่เเละเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยทำให้รู้สึกสดชื่น เขาก็เดินทางไปหาเอดิสันที่สำนักงานใหญ่ของบริษัทของเอดิสัน ซึ่งตั้งอยู่ที่ Fifth Avenue เลขที่ 65 นายช่างคนนั้นพูดถูก สำนักงานของเอดิสันมีความโดดเด่นเเตกต่างจากบ้านหลังอื่นๆในละเเวกเดียวกัน เนื่องจากมีเพียงสำนักงานของเขาเท่านั้นที่ใช้ผ้าม่านสีฉูดฉาด เเละลวดลายเยอะ

ขณะที่เทสลาเดินไปตามทางของสำนักงานเขาได้ยินเสียงดังก้องมาจากห้องเครื่องจักรไอน้ำซึ่งเป็นห้องเล็กๆทางทิศตะวันตกสุดของชั้นใต้ดิน เทสลาหยุดอยู่ครู่หนึ่งเพื่อชื่นชมระเบียงที่ประดับด้วยเสาหิน ขณะที่เทสลาผ่านเข้ามาในสำนักงานของเอดิสัน เขามองเห็นห้องทำงานหลายห้อง ภายในมีชั้นวางของ ที่นั่งทำงานช่าง โต๊ะทำงาน เเละหลออดไฟส่องสว่าง เทสลาสงสัยว่าเอดิสันทำอย่างไรเพื่อให้เทอเรซที่ถูกประดับไว้อย่างงดงามมีความสอดคล้องกับผ้าม่านสีฉูดฉาดที่ใช้ในการบังเเสงเเดดไม่ให้ส่องเข้ามา ภายในสำนักงานของเอดิสันช่างเป็นสำนักงานที่น่าประทับใจมาก ด้วยสีผ้าม่านที่ฉูดฉาดจะช่วยถนอมสายตาในเวลากลางวัน เเละจะช่วยเพิ่มความสว่างเเก่ห้องในเวลากลางคืน เทสลายืนคอยเอดิสันอยู่ครู่หนึ่ง หลังจากนั้นเขาก็รับอนุญาติให้เข้าพบเอดิสัน เข้าได้ยื่นจดหมายเเนะนำตัวที่นำมาด้วยให้เเก่เอดิสัน

เมื่อเทสลาพบกับเอดิสันตัวจริง ตอนนั้นเอดิสันอยู่ในชุดสูทสามชิ้น สวมเสื้อเชิร์ตยาวสีขาว ผูกโบว์ดำที่หน้าอก ตัวจริงของเอดิสันในความรู้สึกของเทสลาไม่ได้เหมือนวีรบุรุษอะไร เเต่เทสลากลับรู้สึกว่าเอดิสันมีลักษณะเหมือนชาวนาที่เเต่งตัวดีๆเพื่อไปเข้าโบสถ์ในวันอาทิตย์ เอดิสันตัวเตี้ยกว่าเทสลาไม่กี่นิ้ว มีผมเส้นเล็กบางสีเทา ใบหน้าโกนหนวดเกลี้ยงเกลาสะอาด เเละบุคคลิกมีความน่าเชื่อถือ "ยินดีต้อนรับอย่างอบอุ่น" เอดิสันกล่าว หลังจากที่เอดิสันได้อ่านจดหมายเเนะนำตัวของเทสลาที่บัทเชเลอร์เขียนให้ เอดิสันก็เสนองานให้กับเทสลาทันที


เทสลาได้ทีไม่รอช้า เขาเริ่มคุยกับเอดิสันเกี่ยวกับผลการทำนายทางคณิตศาสตร์ว่าไฟฟ้ากระเเสสลับจะสามารถทำให้มอร์เตอร์ชนิดใหม่ทำงานได้อย่างไร เอดิสันฟังที่เทสลาอธิบายอยู่พักหนึ่งใหญ่ๆ เเน่นอนว่าเขาพอใจ เเต่ท้ายที่สุดเขาตอบเทสลาไปว่าตอนนี้เขายังไม่สนใจทฤษฎีใหม่ใดๆทางไฟฟ้า เพราะเขามีระบบไฟฟ้าที่สามารถทำงานเเละเงินให้เขาได้อยู่เเล้ว เอดิสันบอกว่าเขาสามารถทำงานได้ด้วยตัวเขาเองโดยไม่จำเป็นต้องไปวุ่นวายกับคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนเเต่อย่างใด

เทสลารู้สึกประทับใจกับชายผู้มีความมั่นใจในตัวเองสูงผู้นี้ ผู้ซึ่งไร้การฝึกอบรมมารยาททางสังคมเเละพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เเต่สามารถประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างมากมายในฐานะนักประดิษฐ์ ด้วยความเป็นคนขี้สงสัยของเทสลา เขาจึงตั้งคำถามกับตัวเองว่าเขาได้เสียเวลาเรียนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วรรณกรรม บทกวี เเละพูดได้หลายภาษามาเพื่ออะไร? เขาเสียเวลาอย่างมากมายในการนั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องสมุดต่างๆ เขาอ่านทุกอย่างตั้งเเต่ Newton's Principia ไปจนถึงนวนิยายของ Paul de Kock ถ้าเอดิสันสามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้โดยปราศจากการฝึกฝนกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เเล้ว เราจะมีระบบการศึกษาไปเพื่ออะไร?

ในตอนที่เอดิสันเริ่มเเสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่สนใจทฤษฎีทางไฟฟ้า สร้างความประทับใจให้กับเทสลามาก เพราะเขาเป็นเจ้าของบริษัทที่ประกอบกิจการเกี่ยวกับไฟฟ้าเเต่กลับไม่สนใจทฤษฎีไฟฟ้า เเละเทสลาก็เริ่มสงสัยว่าหนังสือเเละตำราที่เขาอุตสาห์หอบข้ามน้ำข้ามทะเลมา ความความรู้ที่เขาได้ร่ำเรียนมามันจะไม่มีค่าอะไรเลยหรือ? เทสลารู้ว่าเขาจะต้องเอาชนะความมั่นใจในตัวเองของเอดิสันให้ได้ด้วยการพิสูจน์ตัวเองว่าเขาเป็นวิศวกรไฟฟ้าระดับปฏิบัติการที่มีความเชี่ยวชาญสูง เทสลาเชื่อว่าต้องทำเช่นนี้เท่านั้นเอดิสันจึงจะสนใจยอมฟังสิ่งที่เขาเสนอ เกี่ยวกับอนาคตของโลกเเห่งไฟฟ้า เเละขณะที่เอดิสันกำลังคุยกับเขาอยู่เขาพยายามที่จะหาหนทางที่จะได้เเสดงความสามารถทางวิศวกรรม


เอดิสันได้รับมอบหมายหน้าที่จากสถาปนิกจากกองทัพเรือสหรัฐที่มีชื่อเสียงชื่อว่า หลุยซ์ นิซอน (Louis Nixon) เพื่อให้ซ่อมระบบไฟฟ้าให้กับเรือ SS Oregon ซึ่งเรือลำนี้เป็นเรือที่ใช้สำหรับขนส่งผู้โดยสารข้ามมหาสมุทรเเอตเเลนติก เจนเนอเรเตอร์สองตัวที่ถูกติดตั้งไว้บนเรือสองตัวเกิดพังพร้อมกันทำให้ระบบไฟฟ้าในเรือไม่สามารถใช้การได้ เเละไม่สามารถเดินเรือได้


เอดิสันในตอนนั้นมีความวิตกกังวลไม่มีสมาธิที่จะทำงานเนื่องจากเพิ่งได้รับข่าวมาว่าภรรยาของเขาป่วยเป็นโรคไทฟอยด์ ซึ่งเป็นที่เข้าใจในภายหลังว่าอาจเป็นเพราะสาเหตุนี้ที่ทำให้เอดิสันไม่สนใจทฤษฎีใหม่ทางไฟฟ้าที่เด็กหนุ่มจากชาวเซีร์บ นิโคลา เทสลา เสนอในตอนนั้น

เทสลาเตือนความจำเอดิสันว่าตอนที่เขาทำงานอยู่ที่บริษัทย่อยของเอดิสันในปารีส เขาได้เคยพิสูจน์ความสามารถให้เป็นที่ประจักษ์เเล้ว เเละเอดิสันก็เคยได้รับทราบ ดังนั้นครั้งนี้เขาของโอกาสในการจัดการกับเรือ SS Oregon ลำนี้เอง เทสลาประหลาดใจเเละดีใจที่เอดิสันอนุญาติ


ก่อนที่ระบบไฟฟ้าส่องสว่างจะถูกสร้างขึ้น ตะเกียงน้ำมัน เเละเทียนไข คือหนทางเดียวเท่านั้นในการให้เเสงสว่างสำหรับการเดินเรือในทะเล ตะเกียงเเก๊สไม่สามารถใช้งานได้เนื่องจากไม่สามารถหาทางบรรจุเเก๊สได้มากพอที่จะใช้ตลอดระยะทางการเดินเรือ เเต่ระบบไฟฟ้าส่องสว่างนั้นมีความสะดวกสบายกว่าเเละมีประสิทธิภาพสูงกว่ามาก ดังนั้นเมื่อเอดิสันเริ่มต้นขายเจนเนอเรเตอร์ บรรดานักสร้างเรือทั้งหลายจึงเห็นโอกาสที่จะได้ปรับปรุงเเละพัฒนาเรือของเขา


หลุยซ์ นิซอน ได้สร้างเรือ SS Oregon ซึ่งเป็นเรือเดินทะเลที่มีความเร็ว สะดวกสบาย เเละทันสมัยที่สุดในบรรดาเรือที่เดินทางข้ามมหาสมุทรเเอตเเลนติกทั้งหมด เเละสร้างขึ้นจากความก้าวหน้าทางวิทยาการที่ล้ำสมัยที่สุดในเวลานั้น ซึ่งวิทยาการที่ว่ารวมถึงเทคโนโลยีไฟฟ้าส่องสว่างของเอดิสันด้วย


ในการเดินทางครั้งเเรกของเรือ SS Oregon ระบบไฟฟ้าส่องสว่างได้รับการยกย่องอย่างมากมายเเละถือเป้นการปฏิวัติระบบส่องสว่างบนเรือ เเต่ในช่วงฤดูร้องของปี 1884 ระบบไฟฟ้าส่องสว่างของเรือเกิดเสีย


เมื่อเทสลาขึ้นไปบนเรือ SS Oregon พบว่าขดลวดหลักของของไดนาโมเกิดไหม้ ทีมงานของเอดิสันบอกว่าเราสามารถซ่อมได้เเต่ต้องยกไปที่โรงงาน เเต่การยกไปที่โรงงานเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เพราะไดนาโมตัวใหญ่มาก เเละมันถูกติดตั้งพร้อมกับการก่อสร้างเรือ เทสลาไม่รีรอเขาบอกว่า ไม่มีเวลาจะเสียอีกเเล้ว ทุกชั่วโมงที่เจ้าของเรือไม่สามารถทำการเดินเรือได้หมายถึงเขาจะต้องเสียเงินมหาศาล เทสลาสั่งทีมงานรื้อเครื่องไดนาโมออก เเล้วเค้ากับทีมงานก็เริ่มทำการซ่อมไดนาโมดังกล่าว การซ่อมดำเนินไปตลอดทั้งคืน จนกระทั่งเวลา 5.30 น.ของวันรุ่งขึ้นการซ่อมจึงเสร็จสิ้น ทุกอย่างกลับมาทำงานได้ตามปกติ เมื่อเอดิสันทราบข่าวเขาที่ทั้งประหลาดใจเเละดีใจ ในวันนั้นเทสลาเดินเข้ามาหาเอดิสันด้วยความภาคภูมิใจที่ตนได้มีโอกาสได้เเสดงความสามารถให้เอดิสันเห็น เเต่ตอนเข้ามาเข้าประหลาดใจที่พบบัทเชเลอร์อยู่กับเอดิสัน บัทเชเลอร์เดินทางมาเเนะนำเทสล่าให้กับเอดิสันได้รู้จักด้วยตัวเขาเองอย่างเป็นทางการ เเละระหว่างที่เอดิสันกับบัทเชเลอร์เดินคุยกันระหว่างทางที่ออกไปจากห้อง เทสลาเเอบได้ยินเอดิสันพูดกับบัทเชเลอร์ว่า "คุณได้ส่งคนที่มีฝีมือสูงส่งอะไรเช่นนี้มาให้ผม ช่างโชคดีจริงเลย" วันนั้นเทสล่ารู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น