Power of The Black Sun

" Let the future tell the truth, and evaluate each one according to his work and accomplishments. The present is theirs; the future, for which I have really worked, is mine. "

"ให้อนาคตเป็นเครื่องบอกความจริงของคนๆหนึ่ง โดยพิจารณาจากสิ่งที่คนๆนั้นทำเเละความสำเร็จที่คนๆนั้นได้รับ ปล่อยให้ปัจจุบันเป็นเรื่องของพวกเขา ส่วนอนาคต ซึ่งผมตั้งใจทำมันอย่างจริงจัง คืองานของผม "
............................................................................................

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

นิโคล่า เทสล่า ชายผู้สร้างอนาคต : ตอนที่ 5 ชายที่ไร้เหตุผล

นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่เเล้วจะเป็นพวกคิดอ่ะไรสั้นๆ ถ้าพวกเขาไม่สามารถจ่ายหนี้ในเเต่ละสัปดาห์ พวกเขาจะต้องเลิกธุรกิจเเละล้มละลาย ซึ่งหลักเกณฑ์อันหยาบกระด้างเช่นนี้บังคับให้บรรดานักธุรกิจทั้งหลายต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า สิ่งประดิษฐ์นี้มีมูลค่าเท่าไร? จะมีสักกี่คนที่สนใจซื้อ? ผมจะขายมันได้เร็วที่สุดเมื่อไร? ถ้าผมลงทุนผลิตสิ่งประดิษฐ์นี้ผมจะได้เงินลงทุนผมคืนในเวลาเท่าไร?


สินค้าบางอย่างสามารถทำขึ้นได้ง่ายๆเพื่อเอาไว้ขาย ยกตัวอย่างเช่นเทียนไข ครั้งหนึ่งเทียนไขเคยเป็นนวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จในเชิงธุรกิจ เพราะทำได้ง่าย ไม่มีบริการหลังการขาย ผู้ผลิตเพียงเเค่่ผลิตสินค้าออกมาชนิดหนึ่งก็จะมีลูกค้าตามมาซื้อมากมาย ร้านขายของชำเเละร้านค้าปลีกเกือบทั้งหมดจะประกอบด้วยสินค้าหลายชนิด นักธุรกิจอเมริกันผู้ริเริ่มมีความเข้าใจถึงความต้องการสินค้าอาหารเเละอุปกรณ์เครื่องมือง่ายๆ ดังนั้นพวกเขาจึงได้ริเริ่มทำห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ เพื่อขายสินค้าหลากหลายชนิดเป็นจำนวนมาก


เมื่อสังคมมีความซับซ้อนมากขึ้น ความต้องการสินค้าผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่จึงมีมากขึ้น ดังนั้นเเท่งเทียนไขธรรมดาจึงถูกเเทนที่ด้วยตะเกียงเเก๊ส ซึ่งให้ความสะดวกสบายกับลูกค้าได้มากกว่า พวกเขาจะได้ใช้เเสงสว่างจากเเก๊สเพียงเเค่พวกเขามีเงินจ่ายค่าเเก๊ส เเต่สำหรับนักธุรกิจเเล้วพวกเขาจะต้องสร้างระบบท่อเเก๊สเเละจะต้องมีเเก๊สอยู่เต็มท่อตลอดเวลา


เพื่อให้เเสงสว่างด้วยเเก๊สทำงานได้ จะต้อง มีขั้นตอนมากมาย ถ่านโค้กจะต้องถูกผลิตขึ้นจากการให้ความร้อนเเก่ถ่านหิน ถังเเก๊สขนาดใหญ่จะถูกติดตั้งเพื่อเก็บเเก๊สที่ได้จากกระบวนการทางความร้อน จะต้องมีการวางระบบท่อเเก๊สหลักใต้ดินเพื่อเชื่อมต่อกับท่อเเก๊สย่อยของบ้านเรือนเเต่ละหลัง ดังนั้นความเสี่ยงต่างๆจึงตกมาอยู่กับนักธุรกิจ ที่จะต้องลงทุนจ้างเเรงงานเพื่อสร้างระบบให้ความร้อนเพื่อสกัดเเก๊ส วางระบบท่อ จัดหา ผลิต เเละติดตั้งมิเตอร์ เพื่อใช้ในการเก็บเงินค่าเเก๊ส เเละสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือการซ่อมบำรุง เช่นในกรณีที่เกิดท่อเเก๊สรั่ว เงินที่ลงทุนไปจะต้องได้รับความเสี่ยงในระยะยาว เช่นว่าลูกค้าจะตัดสินใจใช้ตะเกียงเเก๊สส่องสว่างหรือไม่ เงินลงทุนอาจต้องใช้ระยะเวลาหลายปีกว่าจะคืนทุนกว่าจะทำกำไรได้จากสิ่งประดิษฐ์ ในระหว่างนั้นอาจมีใครบางคนประดิษฐ์คิดค้นเทคโนโลยีใหม่ที่ดีกว่า เมื่อถึงเวลานั้นเงินทั้งหมดที่ลงทุนไปอาจต้องถึงการพินาศย่อยยับ ถ้าไหวตัวไม่ทัน


เมื่อถึงปีค.ศ. 1878 เอดิสันผู้ซึ่งเริ่มต้นธุรกิจจากการไม่มีอะไรเลย เขาเป็นเพียงพนักงานโทรเลขของบริษัทเเห่งหนึ่ง เเต่เขาสามารถตั้งตัวได้ด้วยความชาญฉลาดเเละเจ้าเล่ห์ของเขา เขาเเสดงให้เห็นว่าเขามีความเข้าใจอย่างถ่องเเท้ว่าผู้คนต้องการอะไร เมื่อเขาได้เริ่มต้นพัฒนาระบบไฟฟ้าส่องสว่าง ซึ่งมาพร้อมกับความสะดวกสบายในการให้เเสงสว่าง ซึ่งสร้างความวิตกกังวลอย่างมากเเก่กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจเเก๊สส่องสว่าง


ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของเอดิสันมีจำกัด เเต่เขาเป็นนักเเสดงความเชียวชาญผู้ยิ่งใหญ่โดยเฉพาะในเวลาที่มีเรื่องเกี่ยวกับธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง ด้วยเหตุนี้เขาจึงประสบความสำเร็จในการสร้างความมั่นใจให้กับผู้คนว่าระบบไฟฟ้าส่องสว่างของเขาจะต้องเป็นที่ต้องการของประชาชนอย่างเเท้จริง เเม้ว่าเขาจะพูดก่อนที่จะสร้างโรงจักรต้นกำลังโรงเเรกของเขาซะอีก ในความจริงเเล้วเขาเป็นนักโฆษณาตัวฉกาจ เพื่อให้ผู้คนได้เห็นลักษณะของสินค้า เขาได้จัดขบวนคาราวานสินค้าโดยมีการจ้างโชว์เกิร์ลเป็นสิ่งดึงดูดความสนใจด้วย เขายังอาศัยการขายส่งเพื่อช่วยในการโฆษณาเเละขายสินค้าของเขาอีกด้วย เเละมีการส่งเสริมการขายให้กับร้านค้าส่งด้วยการออกเอกสารของบริษัทเขาทุกๆสิบวัน โดยเนื้อหาในเอกสารจะเป็นการนำเสนอผลงานการติดตั้งระบบไฟฟ้าส่องสว่างในที่ต่างๆที่เเล้วเสร็จ เเละในเอกสารก็ไม่ลืมที่จะโจมตีคู่เเข่งของเขาคือพวกประกอบกิจการระบบเเก๊สส่องสว่าง ตัวอย่างข้อความที่เอดิสันเหน็บเเนมคู่เเข่งเช่น

'ในห้องที่มีพนักงานทำงานร่วมกันถึงห้าสิบคน เเละทำงานทั้งวันทั้งคืน จะได้รับผลกระทบจากความร้อนของเเก๊ส ซึ่งพิสูจน์เเล้วว่าไม่ส่งผลดีเลยต่อสุขภาพ เเละเเสงสว่างจากเเก๊สก็ได้รับการพิสูจน์เช่นกันว่าไม่ดีต่อสายตาย เเต่ลองจินตนาการ ถ้าห้องนี้เปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้าส่องสว่างจากโรงจักรต้นกำลังส่วนตัวที่เราสามารถมอบให้ท่านได้ สิ่งไม่ดีต่อสุขภาพทั้งหลายที่อาจได้รับจากเเก๊สจะหมดไป '

จากการระเบิดของเเก๊สหลายต่อหลายครั้ง เป็นสิ่งยืนยันความน่ากลัวของการใช้เเก๊ส เเละความไม่เที่ยงตรงของเเสงสว่างก็เป็นสาเหตุสำคัญของโรคสายตาสั้น ซึ่งข้อเสียเหล่านั้นกลายเป็นหัวข้อใหญ่ของการถูกโจมตี


ดังนั้นระหว่างที่นิโคล่า เทสล่ากำลังง่วนอยู่กับการซ่อมเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าข้างถนนเเห่งหนึ่งในวันเเรกที่เขามาถึงนิวยอร์ค เอดิสันกำลังอยู่ในช่วงการต่อสู้ในเชิงธุรกิจอย่างดุเดือดกับพวกกลุ่มธุรกิจเเก๊สส่องสว่าง เอดิสันเป็นผู้ที่ทำทุกวิถีทางที่จะเอาชนะโดยที่เขาไม่รู้สึกละอายใจที่บางครั้งเขียนข้อความโจมตีที่เกินจริง


เอดิสันมันใจว่าลูกค้าจะต้องเชื่อว่าการใช้ไฟฟ้าส่องสว่างนั้นดีกว่าการใช้เเก๊สส่องสว่างมาก เพราะเขาพูดกรอกหูผู้คนอยู่เป็นประจำ เขาตอกย้ำถึงอันตรายจากการใช้เเก๊สส่องสว่าง เช่น

'ช่างอันตราย.... ถ้ามันรั่ว....ถ้ามันรั่ว!!!! จะเกิดอะไรขึ้น '

เมื่อเอดิสันวางรากฐานความมั่นคงเพื่อเตรียมพร้อมที่จะเป็นมหาเศณษฐีเเทนที่พวกกลุ่มธุรกิจเเก๊สส่องสว่าง เอดิสันได้ออกเเบบระบบไฟฟ้าทั้งหมด จนเสร็จทั้งโรงไฟฟ้าต้นกำลัง หลอดไฟลักษณะต่างๆ เเละมีการเขียนประกาศโฆษณาเเนวคิดใหม่ต่อผู้คนว่า ระบบไฟฟ้าสองสว่างปลอดภัยกว่า สะอาดกว่า สว่างกว่า ดีต่อสุขภาพกว่า ถูกกว่า เเละสะดวกสบายกว่า จากข้อดีทั้งหมดคิดว่าทุกคนต้องชอบมัน


ความเปลี่ยนเเปลงเป็นสิ่งที่ท้าทายต่อความมั่งคั่ง ความเป็นที่นับหน้าถือตา เเละอำนาจ ครั้งหนึ่งกลุ่มบริษัทเเก๊สส่องสว่าง ได้คุกคามความมั่นคงเเละเข้ามาเเทนที่กลุ่มธุรกิจเทียนไขเเละตะเกียงน้ำมัน เเต่ระบบไฟฟ้าส่องสว่างจากไฟฟ้ากระเเสตรงของเอดิสันขณะนี้กำลังจะเข้าคุกคามความมั่นคง เเละมั่งคั่งของกลุ่มกิจการเเก๊สส่องสว่าง


เเม้ว่าเอดิสันจะประสบความสำเร็จในทุกเรื่องที่ผ่านมา เเต่สิ่งที่เขาจะทำต่อไปคือสิ่งที่ไกลเกินความสามารถของเขานัก การจะนำไฟฟ้าส่องสว่างเข้ามาเเทนที่เเก๊สส่องสว่างจำเป็นต้องใช้เงินทุนมหาศาลมากกว่าที่เขาคิดไว้ เเต่โชคดีว่าเขาเป็นเพื่อนกับ กรอสเวเนอร์ โลว์เรย์ (Grosvener Lowrey) ซึงเป็นหนึ่งในนักกฏหมายสิททธิบัตรชั้นนำของอเมริกา เอดิสันตัดสินใจเข้าไปปรึกษาเขาในเรื่องการจัดตั้งบริษัทเพื่อประกอบกิจการไฟฟ้าส่องสว่าง เเละขอการสนับสนุนเงินทุน โลว์เรย์เห็นด้วยกับเเนวคิดของเอดิสันจึงได้นำเเนวคิดของเอดิสันเขาปรึกษากับผู้อำนวยการบริษัท Western Union Telegraph Co. เเละบริษัทย่อยอื่นๆ


ในที่สุดพวกเขาก็ได้จัดตั้งบริษัทที่มีชื่อว่า Edison Electric Light Company ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้น 300,000 เหรียญ ประกอบด้วยหุ้นส่วน 3,000 หุ้น 2,500 หุ้นให้เงินสนับสนุนโดยตรงผ่านเอดิสันเป็นเงิน 250,000 เหรียญ ส่วนอีก 500 หุ้น ผ่านกองทุนต่างๆ รวมเป็นเงิน 50,000 เหรียญ เอดิสันได้ให้สัญญากับผู้ถือหุ้นบริษัทว่าสิ่งประดิษฐ์ทั้งหลายเขาจะสร้างให้เเล้วเสร็จภายในห้าปี ซึ่งการกระทำเช่นนี้ในปัจจุบันถือว่าเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยง เพราะอาจเป็นไปได้ที่การประดิษฐ์จะไม่ประสบความสำเร็จ เเละสิ่งประดิษฐ์ที่เกิดขึ้นอาจไม่สามารถใช้งานได้ดีตามที่คาด ปัจจุบันเราเรียกบริษัทลักษณะนี้ว่าบริษัทร่วมทุน ซึ่งสำหรับในปี ค.ศ. 1878 เเล้วถือว่าเป็นครั้งเเรกที่มีบริษัทประเภทนี้เกิดขึ้น เอดิสันเเสดงความเห็นว่านักลงทุนทุกคนมั่นใจในความสามารถของเขา จึงกล้าที่จะเสี่ยงลงทุนด้วย เพราะเขาถ้าพลาด หมายถึงเงินของนักลงทุนจะต้องสูญไปกับเขาด้วย เเละเอดิสันก็ให้ความมั่นใจกับผู้ถือหุ้นทั้งหลายว่าเขาจะนำเงินทั้งหมดกลับคืนสู่พวกเขาในไม่ช้า เเละจะเป็นเงินที่มากกว่าเดิมหลายเท่า


บุคคลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการลงทุนครั้งนี้คือ เจพี. มอร์เเกน (JP. Morgan) ผู้ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญที่มีส่วนอย่างมากต่อความรุ่งเรืองของการไฟฟ้าอเมริกัน เเละยังเป็นผู้กำหนดโชคชะตาของเทสล่าดังจะได้กล่าวต่อไป


หลังจากได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากนักลงทุน ทำให้เป็นโอกาสทองของเอดิสันที่จะฉกฉวยโอกาสสร้างความร่ำรวย มั่งคั่ง เเละมีเกียรติ มาจากกลุ่มผู้ประกอบกิจการเเก๊สส่องสว่าง เอดิสันจะเเย่งลูกค้าเป็นจำนวนมากออกจากลุ่มกิจการเเก๊สส่องสว่าง ดังนั้นเขาจึงตกเป็นเหยื่อของการข่มขู่ เช่น 'คุณอยากให้ลูกเมียของคุณตาบอด หรือถูกเผาจนตาย หรือระเบิดออกเป็นชิ้นๆดีหล่ะ' ดังนั้นการมาของระบบไฟฟ้าของเอดิสันจึงไม่ใช่เเค่นวัตกรรมใหม่ เเต่มันยังเปรียบเสมือนการปลดปล่อยผู้คนออกจากปีศาจร้ายสู่ดินเเดนเเห่งพันธสัญญาของพระเจ้า


เหตุผลหนึ่งที่เอดิสันไม่เห็นด้วยกับเเผนการสร้างมอเตอร์กระเเสสลับของเทสล่าคือ ขณะนั้นบริษัทของเอดิสันกำลังเผชิญกับปัญหาข้อจำกัดของไฟฟ้ากระเเสตรง เขาไม่ต้องการที่จะผลิตสินค้าที่ไม่สอดคล้องกับระบบไฟฟ้าของเขา เเละเขาไม่ต้องการให้กลุ่มผู้ถือหุ้นทราบข้อจำกัดของเทคโนโลยี ดังนั้นในความเป็นจริงเเล้วเค้าต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง เขาได้สร้างระบบไฟฟ้าสาธารณะขึ้นครั้งเเรกที่เพิร์ล สตรีท นิวยอร์ค (Pearl Street New York) เเต่ราคาของมันสูงเกินกว่าที่คาดการไว้ ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างนาน เเละไม่เป็นที่ดึงดูดเท่าที่ควร ถ้าระบบไฟฟ้าของเอดิสันต้องการจะประสบความสำเร็จ กลายเป็นระบบไฟฟ้าสาธารณะได้เขาจะต้องมีโรงจักรต้นกำลังสำหรับผลิตไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก เพราะเมื่อสร้างครั้งละมากๆ ต้นทุนต่อหน่วยจะถูกลง เเต่ผู้ถือหุ้นของเอดิสันคงต้องปฏิเสธอย่างเเน่นอน พวกเขาคงไม่ต้องการให้เอดิสันนำเงินลงทุนของพวกเขามาถลุงเล่นเป็นเเน่ จากการที่เอดิสันขาดเงินทุนที่มากพอทำให้โครงการพัฒนาระบบไฟฟ้าสาธารณะของเขาต้องหยุดชะงัก เพื่อเเก้ไขปัญหา เอดิสันจึงต้องก่อตั้งบริษัทขึ้นมาเอง


ในสามปีเเรกเอดิสันได้เงินทั้งหมดจากกำไรที่ได้จากการประดิษฐ์ 78,000 เหรียญ เเละขายหุ้นของบริษัท Edison Electric Light Company คืนให้กับกลุ่มผู้ถือหุ้น เเต่เขาก็ยังมีเงินไม่มากพอที่จะสร้างโรงงานสำหรับผลิตเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเเละอุปกรณ์ต่างๆที่จำเป็น ทำให้เขาต้องจำนองบริษัทสาขาย่อยในยุโรปที่เป็นอนาคตของเขาเพื่อขอกู้เงินจากธนาคาร เเต่ก็เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ระบบไฟฟ้าส่องสว่างที่เอดิสันไปติดตั้งที่สตราสบวร์กเกิดประสบอุบัติเหตุ ทำให้เอดิสันต้องจ่ายเงินชดเชยค่าเสียหายเป็นจำนวนมาก มาถึงตอนนี้อนาคตของเอดิสันจึงต้องฝากไว้ที่ระบบสุดท้ายที่เขากำลังติดตั้งอยู่ที่ 104-106 Goerk Street ถ้าระบบนี้เกิดล้มเหลวขึ้นอีกหมายความว่าเอดิสันจะล้มละลายในทันที


เเม้ว่าภายนอกเอดิสันจะดูเป็นชายผู้กล้าหาญ เเละประสบความสำเร็จในทุกเรื่อง เเต่ใครจะรู้ว่าธุรกิจของเขากำลังจะล้มละลาย ในช่วงต้นของทศวรรษที่ 1880 ทุกครั้งที่เจอใบเเจ้งหนี้ประจำสัปดาห์ จะสร้างความวิตกกังวลให้กับเอดิสันมาก เขามักถามเลขาส่วนตัวของเขาซึ่งชื่อ เเซมมี่ อินซูล (Sammy Insull) ว่า 'เเซมมี่ คุณคิดว่าคุณสามารถหาเลี้ยงชีพคุณอีกครั้งด้วยการเป็นนักจดชวเลขหรือไม่ ถ้าคุณทำได้ ผมคิดว่าผมก็จะสามารถหาเลี้ยงชีพผมอีกครั้งด้วยการเป็นพนักงานโทรเลข ดังนั้นอย่าได้กังวลมากไป เพราะอย่างไรเสียเราก็ไม่อดตาย '


กลุ่มบริษัทเเก๊สจับตาดูการเคลื่อนไหวของเอดิสันทุกฝีก้าว ถ้าเมื่อไหร่เอดิสันเกิดความผิดพลาด พวกเขาจะเข้าโจมตีทันที พวกเขาจะใช้ทุกข้อบกพร่องของเอดิสันในการทำลายชื่อเสียงของเอดิสัน เเต่ทันทีที่เขาสับสวิตย์เดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่เพิร์ล สตรีท ในเวลาบ่ายสามของวันจันทร์หนึ่งในเดือนกันยายนปี ค.ศ. 1882 ก่อนเขาสับสวิทช์เขาพูดว่า 'สำเร็จหมายถึงโลกทั้งใบจะต้องใช้ระบบไฟฟ้าของเขา ล้มเหลวหมายถึงจะต้องล้มละลาย เสียความน่าเชื่อถือ เเละความฝันทั้งหมดจบสิ้น '


ระบบไฟฟ้าของเอดิสันที่เขาได้ออกเเบบไว้จะต้องทำงานได้ดีตามคาด เพื่อเป็นการรักษาอนาคตของเขาไว้ ไม่เช่นนั้นกลุ่มบริษัทเเก๊สจะกลับมายิ่งใหญ่ในนิวยอร์คอีกครั้ง เอดิสันจำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าต้นกำลังทุกๆไมล์ ถ้าเขาไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากโรงจักรต้นกำลังหนึ่งโรงซึ่งอาจทำด้วยการเชื่อมเครื่องกำเนิดไฟฟ้ามากกว่าหนึ่งเครื่องเข้าด้วยกัน เขาก็จะพบกับข้อจำกัดทั้งเรื่องระยะทางที่จะสามารถส่งไฟฟ้าไปได้ เเละจำนวนหลอดไฟที่สามารถให้เเสงสว่างได้ นี่คือจุดอ่อนของระบบไฟฟ้าที่เขาได้ออกเเบบไว้ตั้งเเต่เเรกโดยที่เขาไม่รู้ตัวมาก่อน ทำให้เขาไม่สามารถทำกำไรจากอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีราคาเเพงกว่าที่เขาได้ออกเเบบไว้ ความต้องการในการสร้างโรงไฟฟ้าจำนวนมากเพื่อเเก้ใขปัญหาทั้งหมดจะนำไปสู่การลงทุนสูง เอดิสันเคยมีประสบการณ์ในลักษณะนี้มาเเล้วกับระบบไฟฟ้าโทรเลข ซึ่งเขาไม่เคยได้ทราบมาก่อน เเต่เขาก็สามารถเเก้ปัญหาได้ มาครั้งนี้เขาหวังว่าเขาจะสามารถส่งกระเเสไฟฟ้าไปได้ไกลถึง 20 ไมล์ (32 กิโลเมตร) จากเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ซึ่งระยะทางขนาดนี้ไฟฟ้าโทรเลขสามารถทำได้ เเต่สำหรับไฟฟ้ากำลังเเล้วเอดิสันจนปัญญาจริงๆ


ตอนที่เทสล่ามาถึงนิวยอร์คมีเฉพาะบริษัทของเอดิสันเท่านั้นที่สร้างเเละจำหน่ายระบบไฟฟ้าส่องสว่าง โดยระบบจะมีการจัดไว้เป็นชุดๆ ซึ่งเเต่ละชุดจะมีอุปกรณ์ต่างๆของมัน บ้านเรือนหรือบริษัทใดต้องการใช้ระบบไฟฟ้าส่องสว่างก็จะต้องซื้ออุปกรณ์หนึ่งชุดสำหรับบ้านหนึ่งหลัง การกระทำเช่นนี้ทำให้เอดิสันสามารถเลี่ยงปัญหาที่เขาไม่สามารถเเก้ได้คือ การเชื่อมต่อเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเข้าด้วยกัน เพื่อให้ผลิตกระเเสไฟฟ้าได้มากขึ้น จากการที่ไม่สามารถเชื่อมต่อเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเข้าด้วยกัน ทำให้เอดิสันไม่สามารถสร้างระบบไฟฟ้าสาธารณะได้ ทำให้ขาดโอกาสในการทำเงินจากส่วนนี้


จากที่เคยได้กล่าวไว้ในบทที่ 1 ว่าเอดิสันได้ประสบกับเรื่องร้องเรียนครั้งใหญ่จากเจ้าของเรือ SS Oregon เมื่อระบบไฟฟ้าส่องสว่างของเรือถูกติดตั้งในเรือโดยไม่ได้คำนึงถึงว่าจะถอดออกมาซ่อมอย่างไร เเละตอนนี้เขาก็อยู่ในช่วงที่ไม่มีกระจิตกระใจจะทำอะไรด้วย เพราะว่าภรรยาของเข้าป่วยหนัก (เธอเสียชีวิตไม่นานหลังจากนั้น) เเละธุรกิจที่รุ่งเรืองของเขาในช่วงเริ่มต้น ขณะนี้กำลังจะพังทลายลง

ธุรกิจของเอดิสันกำลังคาบเกี่ยวอยู่ระหว่างเจริญรุ่งเรืองเเละทั้งหมดที่เขาทำมากำลังจะพังพินาศ เเต่ในปี ค.ศ. 1884 ธุรกิจของเขาอยู่ในช่วงที่มีความเสี่ยงมาก เขาต้องใช้เวลาอีกหลายปีในการกอบกู้วิกฤตินี้ เอดิสันใช้อุบายให้เทสล่าใช้ความรู้ที่มีอยู่ทั้งด้านทฤษฎีเเละความเชี่ยวชาญด้านการออกเเบบในการเเก้ไขปัญหาพื้นฐานที่เขาเองไม่สามารถเเก้ไขได้ เเละจากนั้นก็ทอดทิ้งวิศวกรหนุ่มชาวเซิร์บผู้นี้อย่างไม่ใยดี เอดิสันเป็นนักธุรกิจที่ดี มีความเฉียบขาดเเต่มาพร้อมกับความเจ้าเล่ห์ ไร้คุณธรรม ขาดน้ำใจ การตั้งคำถามของเขาจะมีพื้นฐานวางอยู่บนเรื่องเงินเสมอ เมื่อเปรียบเทียบกับเทสล่าเเล้วเทสล่ามีความรู้น้อยมากเรื่องการทำธุรกิจเเละเล่ห์เหลี่ยมคน เขาอยู่ในโลกเเห่งความคิดเเละจินตนาการ เขามักจะสร้างวิมานในอากาศมองเห็นการทำงานของสิ่งประดิษฐ์ที่อยู่ในหัวของเขา เมื่อถามเทสล่าว่า คุณคิดว่าสิ่งประดิษฐ์นี้จะต้องใช้เงินเท่าไรในการสร้าง ? เขาจะเริ่มอธิบายอย่างละเอียดว่าสนามเเม่เหล็กหมุนทำงานอย่างไร ถ้าถามเทสล่าว่า คุณคิดว่าจะมีสักกี่คนที่สนใจจะซื้อสิ่งประดิษฐ์ของคุณ ? เทสล่าจะเริ่มสาธิตประสิทธิภาพของสิ่งประดิษฐ์ที่เขาสร้างขึ้น ถ้าถามเทสล่าว่า คุณคิดว่าจะใช้เวลานานเท่าไรถึงจะขายมันได้ ? เขาจะพูดว่า คุณให้เวิร์คช็อปเเละเงินผมมาสิ ผมจะทำให้คุณด่วนที่สุด เเละเมือถามเทสล่าว่า คุณคิดว่าผมจะต้องใช้เวลานานเท่าไรผมจึงจะได้เงินลงทุนของผมกลับคืน ? คำถามนี้เป็นคำถามที่เทสล่าไม่เคยเเม้เเต่จะคิดที่จะตอบ เทสล่าทำงานทุกลมหายใจเพื่อหวังว่ามนุษยชาติจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เขาทำงานโดยไม่คำนึงถึงราคาของสิ่งประดิษฐ์ที่เขาสร้างขึ้นว่าจะทำเงินให้เขาได้เท่าไร เทสล่ามีความคิดที่ใสซื่อเพียงพอที่จะทำให้เขาเชื่อว่าเอดิสันกำลังจะโยนผลงานที่เขาทุ่มเททำด้วยชีวิตจิตใจทิ้ง เขาไม่สนใจการลงทุนที่เพิ่มมากขึ้นของบริษัทของเอดิสันโดยบรรดาหุ้นส่วนที่เเริ่มเห็นโอกาสการเติบโตของบริษัท เขาละทิ้งทุกอย่างที่เขาได้ทำไว้ที่บริษัทเเห่งนี้เพื่อการเริ่มต้นใหม่กับไฟฟ้ากระเเสสลับของเขา

เขาคิดว่าถ้าเอดิสันยอมรับความคิดของเขา เอดิสันจะสามารถเอาชนะปัญหาทุกอย่างที่เขากำลังประสบอยู่ในขณะนี้ เเละจะทิ้งห่างคู่เเข่งซึ่งคือกลุ่มบริษัทเเก๊สส่องสว่างอย่างไม่เห็นฝุ่น เเต่สิ่งที่เทสล่าหวังก็ไม่เกิดขึ้น เทสล่ามองว่าไฟฟ้ากระเเสสลับนั้นดีกว่าไฟฟ้ากระเเสตรงมากเเละเขาหวังว่าเอดิสันจะมองเห็นในสิ่งที่เขาเห็น เเต่เขาก็ต้องประหลายใจมาก ที่เอดิสันไม่เห็นด้วยเเละปรามาสเขาว่าเป็นคนโง่ที่โดนหลอกง่าย ในทางกลับกันเทสล่าก็มองว่าเอดิสันเป็นชายผู้โง่เง่า เเละดันทุรังที่จะผลักดันให้ระบบไฟฟ้าที่เต็มไปด้วยข้อด้อยไปเป็นระบบไฟฟ้าสาธาระณะ


เทสล่าเข้ามาทำงานในบริษัททำหลอดไฟอาร์ค เพื่อต้องการพิสูจน์ตัวเองให้เอดิสันเห็นว่าเขาเป็นคนที่มีฝีมือ เเต่เอดิสันกลับไม่เห็นคุณค่า เทสล่าคิดว่าบุคคลที่เขาเข้าร่วมงานด้วยทั้งหลายเป็นกลุ่มคนที่ไร้เหตุผล เเละไม่มีสัฐชาตญาณของความเป็นนักธุรกิจ เยาไม่สามารถทำงานร่วมกับคนเหล่านี้ได้นาน


นักประดิษฐ์ที่มีเหตุผลจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์เเละความมั่งคั่งของกลุ่มผู้ถือหุ้น เอาใจใส่เเละตรวจสอบความคิดอย่างรอบคอบ เพื่อประดิษฐ์สินค้าที่สามารถทำกำไรได้มากๆ เพื่อสถาบันการเงินจะได้เกิดความเชื่อมั่นในบริษัทเเละตัวสินค้า ถ้าสถาบันการเงินมองว่าการประดิษฐ์หรือสินค้าของบริษัทนี้ไม่สามารถสร้างความมั่นคงให้กับบริษัทได้ พวกเขาจะไม่ปล่อยเงินให้กู้เพื่อเพิ่มการลงทุนอีก จึงเป็นสิ่งที่โง่มากที่จะตอบคำถามใดๆกับผู้ถือหุ้นด้วยประโยคที่ว่า 'เราไม่รู้ว่ามันทำงานอย่างไร' เเละนักประดิษฐ์ที่ไร้เหตุผลก็สมควรที่จะถูกปลดออกจากงาน


หลังจากออกจากบริษัทของเอดิสัน เทสล่าตั้งใจไว้ว่าจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับระบบไฟฟ้ากระเเสตรงอีก เเละจะไม่ยุ่งกับหลอดไฟอาร์คด้วย การเป็นอิสระเป็นสิ่งสำคัญ เเละจะต้องมีความศรัทธาในความคิดของตนเองว่ามันเป็นสิ่งที่มีคุณค่า ถ้าคุณเป็นนักประดิษฐ์ที่มีอุดมการณ์ เเต่นักประดิษฐ์ก็ต้องการการสนับสนุนด้านการเงิน เพื่อใช้จ่ายในการสร้างอุปกรณ์เเละเครื่องมือปฏิบัติการ เเละจงจำไว้ว่า จอบเสียม พลั่ว เเละขี้โ๕ลนไม่ใช่วัตถุดิบที่จะนำมาสร้างระบบโครงข่ายพลังงานไฟฟ้า

การขุดร่องน้ำเสียเป็นงานที่เหนื่อยเเรงกาย เเละได้เงินเลี้ยงชีพเพียงวันละ 2 เหรียญ ทำให้เทสล่าสงสัยเเละตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำไมเขาต้องมาทำงานเช่นนี้ เเละเขาต้องการจะพิสูจน์อะไร ? เขาคิดว่าเขาจะต้องไม่ทำงานกับเอดิสันเเต่เขาก็ต้องการอาชีพที่มั่นคง เเละสามารถทำให้เขาสนุกกับมัน เเละนี่คือเหตุผลว่าทำไมเขาจึงยืนกรานที่จะมองหานักลงทุนที่มีวิสัยทัศน์ เพื่อมาลงทุนกับเขาเพื่อทำเครื่องจักรกลไฟฟ้ากระเเสสลับ เพื่อทำความฝันเมื่อครั้งเป็นเด็กที่จะเปลี่ยนพลังงานจากการไหลของน้ำให้เป็นพลังงานไฟฟ้า เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคนบนโลกใบนี้ เเละคำตอบสำหรับทุกสิ่งในชีวิตของเทสล่าคือเขาต้องการพิสูจน์ตัวเองให้พ่อของเขาซึ่งเย็นชากับเขามากสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ให้ดวงวิญญาณของท่านในสวงสวรรค์ได้เห็น


เทสล่าเป็นคนที่รักสะอาด เขาเป็นคนที่อนามัยสูงมาก เขาคลั่งไคล้กับการล้าง เขาไม่เคยใช้ผ้าขนหนูซ้ำเป็นครั้งที่สอง เเละชอบใส่เสื้อผ้าที่ผ่านการซักอบรีดใหม่ๆ ความสกปรกจากการทำงานในเเต่ละวันคือสิ่งที่เขาสุดจะทน เขาพูดว่า 'ผมได้ผ่านปีที่สุดเเสนจะโหดร้าย ซึ่งทำให้ผมปวดใจ เเละมีน้ำตา ผมชอกช้ำกับความทุกข์ยากที่เกิดจากการขาดสิ่งจำเป็นในชีวิต' เเน่นอนว่าสิ่งจำเป็นในความหมายของเทสล่าก็คือการยอมรับเเละเห็นคุณค่าในตัวเขา เเต่เขายังไม่ได้รับมันเท่าที่ควร ดังนั้นเมื่อเขานั่งนึกย้อนไปถึงตอนที่เขาทำงานออกเเบบมอเตอร์กระเเสตรงให้กับเอดิสันอย่างทุ่มเทเเล้วเขารู้สึกเสียดายเวลา เพราะเขาทราบว่ามอเตอร์ไฟฟ้ากระเเสสลับนั้นดีกว่ามอเตอร์ไฟฟ้ากระเเสตรงมาก เพียงเเต่เขาไม่เข้าใจว่าทำไมจึงไม่มีใครสนใจมัน


วันหนึ่งระหว่างที่เขาสวิงจอบเพื่อขุดคูระบายน้ำเสียอยู่นั้น เทสล่าก็ได้ร้องโอดครวญในโชคชะตาของตัวเอง ระหว่างนั่งพักรับประทานอาหารกลางวัน เขาได้เล่าความฝัน สิ่งประดิษฐ์ของเขา เเละโลกอนาคตของวงการไฟฟ้าให้กับหัวหน้าคนงานฟัง น่าเเปลกว่าในปี ค.ศ. 1887 เป็นปีเเห่งความโชคดี ทุกคนสุขสมหวังกับการหางาน เเละได้งานทำเป็นจำนวนมาก เทสล่าก็เป็นหนึ่งในนั้น เนื่องจากบังเอิญว่าหัวหน้าคนงานของเทสล่าเป็นเพื่อนกับ เอ.เค. บราวน์ (A.K. Brown) เเห่งบริษัท Western Union Company เขาได้เล่าความฝันของเทสล่าให้บราวน์ฟัง บราวน์รู้สึกสนใจความคิดของเทสล่า บราวน์เป็นคนที่มีงานที่มั่นคงเเละมีรายได้ที่เเน่นอน เเต่บางที่อาจเป็นเพราะเขามีความเป็นนักพนันเล็กน้อย จึงทำให้เขาสนใจความคิดของเทสล่าที่อาจเปลี่ยนโลกทั้งใบ สำหรับเขาเเล้วมันเป็นโอกาสจากภายนอกที่ถูกหยิบยื่นมาให้ เเต่สิ่งหนึ่งที่เขาจะต้องทำให้ได้ก่อนคือการหาเพื่อนอีกหนึ่งคนเพื่อมาเข้าหุ้นเล่นเกมส์การพนันครั้งนี้เพื่อให้ได้เงินมากพอที่จะสนับสนุนงานวิจัยเเละการสร้างสิ่งประดิษฐ์ของเทสล่าให้นานพอที่เทสล่าจะสามารถสร้างสิ่งประดิษฐ์เเละจดสิทธิบัตรได้ เเละสิทธิบัตรนี้จะสามารถขายเเละทำกำไรได้ บราวน์บอกว่าเทสล่าสมควรได้รับโอกาสนี้ เพราะเขาเคยทำหลายสิ่งหลายอย่างที่คนทั่วไปทำไม่ได้ให้สำเร็จมาเเล้ว เช่นการเเก้ไขปัญหาการเชื่อมต่อเครื่องกำเนิดไฟฟ้าให้กับเอดิสัน เเละการปรับปรุงหลอดไฟอาร์ค ให้บริษัทร่วมทุนที่เทสล่าได้เข้าร่วมมา บราวน์เชื่อว่าเทสล่าเป็นบุคคลที่จะมาพร้อมกับบางสิ่งที่มหัศจรรย์อย่างที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อน ที่สามารถทำให้เราขายสินค้าที่ออกจากมันสมองของเขาได้เงินเป็นกอบเป็นกำ เมื่อบรรลุข้อตกลง ก็มีการทำสัญญาระหว่างกัน เเละเราก็ได้เห็นเทสล่าเอามือเช็ดโคลนออกจากรองเท้าเป็นครั้งสุดท้าย


หลังจากที่บราวน์หาเพื่อนร่วมหุ้นกับเขาได้เพื่อเล่นเกมส์พนันในครั้งนี้ บราวน์ก็ได้ตั้งบริษัทที่มีชื่อว่า Tesla Electric Company โดยเทสล่ามีสัดส่วนการถือหุ้นเเละออกเสียงห้าสิบเปอร์เซนต์ บราวน์เเละเพื่อนของเขาถือหุ้นอีกห้าสิบเปอร์เซนต์ สิ่งประดิษฐ์ที่เทสล่าประดิษฐ์เเละขายได้จะต้องเเบ่งผลกำไรออกครึ่งหนึ่งเพื่อเป็นการตอบเเทนการลงทุนของเขาเเละเพื่อน บราวน์ได้เสนอต่อเทสล่าว่าลำพังมอเตอร์อย่างเดียวคงไม่สามารถทำงานได้ จำเป็นต้องออกเเบบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า หม้อเเปลง เเละอุปกรณ์อื่นที่เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของระบบไฟฟ้ากระเเสสลับทั้งหมด


เมื่อห้าปีที่เเล้วเทสล่าไม่ประสบความสำเร็จในการโน้มน้าวใจให้บรรดาเศรษฐีเเห่งเมืองสตราสบวร์กเห็นด้วยกับความคิดของเขา เทสล่าจึงได้เเต่เพียงสร้างเเบบจำลองชิ้นเล็กๆของระบบไฟฟ้ากระเเสสลับ เเต่ตอนนี้โอกาสทองของเขาได้มาถึงเเล้ว เขาได้สร้างชุดมอเตอร์ไฟฟ้ากระเเสสลับที่สมบูรณ์ขึ้นมาสามชุดที่ใช้กับไฟฟ้ากระเเสสลับที่เเตกต่างกัน ชุดที่ง่ายที่สุดเรียกว่าไฟเฟสเดี่ยว (single-phase) ซึ่งไฟฟ้ามีการเปลี่ยนเเปลงทิศทางกลับไปกลับมาหกสิบครั้งต่อวินาที โดยไฟฟ้าชนิดนี้เป็นชนิดที่ปัจจุยันใช้กันในบ้านทุกหลังคาเรือน


นอกจากนี้เทสล่ายังได้ออกเเบบระบบสองเฟส (two-phase system) เเละสามเฟส (three-phase system) เเต่มอเตอร์ไฟฟ้าสามเฟสจะให้กำลังมากที่สุด เเละในเวลาหกเดือนต่อมาเทสล่าได้ประดิษฐ์มอเตอร์ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า เเละหม้อเเปลงออกมามากกว่า 40 ชนิด โดยหม้อเเปลงนั้นถูกใช้ในการเเปลงเเรงดันไฟฟ้าขึ้นหรือลงตามต้องการ ด้วยความสามารถในการเเปลงเเรงดันไฟฟ้าทำให้ระบบไฟฟ้ากระเเสสลับของเทสล่ามีประโยชน์อย่างน่าเหลือเชื่อ ทำให้เขาสามารถใช้เส้นลวดตัวนำเส้นเล็กในการส่งไฟฟ้าได้เป็นระยะทางไกลๆ ที่เเรงดันสูง กระเเสไฟฟ้าต่ำ เเละหม้อเเปลงไฟฟ้ายังสามารถลดเเรงดันไฟลงเเละเพิ่มกระเเสไฟฟ้าให้สูงขึ้นเมื่อถึงเวลาที่จะต้องใช้งานในการให้เเสงสว่างหรือการขับมอเตอร์ หลังจากการทำงานอย่างหนักผ่านไปหกเดือน เทสล่าก็สามารถสาธิตอุปกรณ์ของเขาได้ เขาได้ส่งมอเตอร์ไฟฟ้ากระเเสสลับชนิดสองเฟสที่เขาประดิษฐ์ขึ้นไปยังมหาวิทยาลัยคอร์แนล (Cornell University) ที่นั่นได้ทดสอบสิ่งประดิษฐ์ของเทสล่าและพบว่ามีประสิทธิภาพสูงเท่ากับมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงที่ดีที่สุดในเวลานั้น


เทสล่าได้ส่งระบบของเขาทั้งหมดไปยังสำนักงานสิทธิบัตรซึ่งประกอบด้วยอัลเทอเนเตอร์ (alternator) หม้อแปลงและมอเตอร์ แต่สำนักงานสิทธิบัตรยืนยันว่าเขาต้องแยกอุปกรณ์ออกเป็นส่วนๆเพื่อขอรับสิทธิบัตรในแต่ละอุปกรณ์เนื่องจากสิ่งประดิษฐ์ของเขาแต่ละชิ้นถือว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ ทำให้เขาได้รับสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ที่แยกย่อยออกมาได้สามสิบชนิดในปีต่อมา นั่นหมายความว่าเทสล่าและบริษัทได้สร้างอุปกรณ์ต่างๆที่เตรียมพร้อมสำหรับการค้าแล้ว แม้ว่าอุตสาหกรรมไฟฟ้ากระแสสลับจะยังไม่เกิดขึ้นเลยก็ตาม

จากการที่สามารถประดิษฐ์สิ่งประดิษฐ์ออกมาได้มากมายทำให้เทสล่ากลายเป็นบุคคลที่มีเสน่ห์น่าดึงดูดในหมู่ผู้ปราดเปรื่องทางด้านวิศวกรรมทั้งหลาย เทสล่ารับการชื่นชม และต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ตอนที่เขาถูกเชิญไปบรรยายระบบไฟฟ้ากระแสสลับที่สถาบันวิศวกรรมไฟฟ้าอเมริกัน (American Institute of Electrical Engineering) วิศวกรผู้เชี่ยวชาญหลายคนยินดีที่จะพูดคุยและกล่างคำชื่นชมต่อเทสล่า และสิ่งประดิษฐ์ของเทสล่าถือเป็นการพิสูจน์ความยิ่งใหญ่ของอเมริกา จนทุกคนที่เป็นชาวอเมริกันจะต้องให้ความเคารพต่อเทสล่า มาถึงตรงนี้คงจะทราบแล้วว่าเทสล่ายอมขุดคลองระบายน้ำเลี้ยงชีพเพื่ออะไร และท้ายที่สุดเทสล่ารู้สึกว่าเขาได้พิสูจน์ตัวเอง เขาเสียใจแต่เพียงว่าพ่อของเขาไม่มีโอกาสได้อยู่ดูความสำเร็จของเขา


การบรรยายเนื้อหาทางวิชาการเป็นโอกาสดีของเทสล่า และเป็นสิ่งที่ทำให้เขามีชื่อเสียง บุคคลที่มีระดับทางสังคมสูงยังต้องนั่งอยู่แทบเท้าของเทสล่าเพื่อรับฟังการบรรยายหลักฟิสิกส์ที่ละเอียดอ่อนและน่าตื่นเต้นของเทสล่า เขาเป็นคนตรงและไม่ยอมอ่อนข้อให้ใคร และในความเป็นจริง ณ ตอนนั้นคือเขาได้ใช้เงินลงทุนของบราวน์ไปจนเกือบหมดแล้ว แต่ยังไม่สามารถหาเงินได้แม้แต่ดอลล่าเดียวจากสิ่งประดิษฐ์ของเขา ในตอนนั้นเทสล่าปฏิเสธที่จะยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจในทุกกรณี เขาทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับการบรรยายซึ่งเป็นการแสดงถึงความเป็นจริงในตัวเขาว่าเขาชอบอยู่ในแวดวงวิชาการมากกว่าการเป็นนักธุรกิจ


การบรรยายของเทสล่าในตอนนั้นได้กลายเป็นวิชา วิศวกรรมไฟฟ้าคลาสสิก (Classical Electrical Engineering) เขาได้นำเสนอทฤษฎีไฟฟ้ากระแสสลับในหลักการทางวิศวกรรมไฟฟ้ากำลัง จากคณิตศาสตร์พื้นฐานที่นำมาใช้ในทางปฏิบัตในการสาธิตการทำงานของเครื่องจักรกลไฟฟ้าแสดงให้เห็นว่าสิทธิบัตรของเขาทั้งหลายกลายจะกลายเป็นพื้นฐานของระบบไฟฟ้าในอนาคตทั้งหมด มันเป็นก้าวสำคัญของวิศวกรรมไฟฟ้าที่เทสล่ามอบให้และมีคุณประโยชน์มากมายซ่อนอยู่ วิศวกรรุ่นใหม่ได้จัดอันดับความสำคัญของเทสล่าให้อยู่เหนือไมเคิล ฟาราเดย์ เทสล่าได้รับการยอมรับให้เป็นบิดาแห่งการไฟฟ้ายุคใหม่


หลังการบรรยายเทสล่าถูกเทิดทูนให้อยู่ในฐานะที่สูงส่งในสังคม เทสล่าพูดกับบราวน์ว่า มันเป็นสิ่งที่น่ายินดีเป็นอย่างมากที่ได้มีโอกาสไปบรรยายที่สถาบันวิศวกรรมไฟฟ้าอเมริกัน พวกเขาให้ความสนใจกับมอเตอรแลระบบของผม บรรดาวิศวกรระดับสูงต่างร่วมแสดงความยินดีกับผม

ก่อนที่จะมีการบรรยายบราวน์ได้แสดงอาการวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางด้านการเงินอย่างมาก เพราะเงินที่เขามีและได้ให้เทสล่าไปเพื่อทำงานวิจัยถูกเทสล่านำไปใช้สร้างระบบไฟฟ้ากระแสสลับต้นแบบหมดเกือบหมดแล้ว และสิ่งที่ได้มาคือสิทธิบัตรกว่า 40 สิทธิบัตรที่ยังทำเงินไม่ได้แม้แต่ดอลล่าเดียว และยังไม่ได้ถูกผลิตเป็นสินค้าเพื่อออกวางจำหน่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้วเทสล่าไม่ใช่บุคคลที่สนใจเรื่องเงินๆทองๆเหล่านี้เลย แต่โชคดีว่าบราวน์ทำงานอยู่ที่ Western Union Telegraph Company บราวน์ได้พบกับนักลงทุนผู้ซึ่งต้องการท้าทายความยิ่งใหญ่ของเอดิสัน นักลงทุนผู้นี้มีชื่อว่า จอร์ช เวสติ้งเฮาส์ (George Westinghouse)


จอร์ช เวสติ้งเฮาส์ เกิดในครอบครัวของวิศวกรรถไฟ หลังจากจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเซเน็คทาดี (Shenectady University) เขาได้ทำงานในโรงงาน rolling-stock ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในรัฐนิวยอร์ค ตอนที่เขาเรียนในระดับปริญญาตรีเขาได้สร้างผลงานประดิษฐ์อุปกรณ์ขนาดเล็กที่ทำให้รถไฟสามารถเปลี่ยนรางได้ และเรียกอุปกรณ์ชนิดนี้ว่า ‘railway frog’ เพราะมันทำให้รถไฟกระโดดจากรางรถไฟหนึ่งไปยังอีกรางรถไฟหนึ่ง เขาสืบทอดมรดกทั้งหมดของตระกูล ด้วยดีกรีวิศวกรเขาได้แสดงให้เห็นถึงความชำนาญด้านเทคนิคด้วยการประดิษฐ์อุปกรณ์ที่เรียกว่าเปรคอากาศ (air break) อุปกรณ์นี้จะทำหน้าที่หยุดรถไฟโดยอัตโนมัติถ้าสลักของมันถูกถอดออก และเขาได้ขายระบบนี้ให้แก่บริษัททำรางรถไฟและได้เงินมหาศาล


จากการที่บราวน์ยังมองว่าเทสล่าเป็นบุคคลที่จะสามารถทำเงินให้เขาอย่างมหาศาล แต่เขาจำเป็นต้องหาคนมาลงทุนเพิ่มเพื่อจะได้สร้างระบบและสินค้าเพื่อทำเงินให้กับธุรกิจ เขาตัดสินใจแล้วว่าจอร์ช เวสติ้งเฮาส์ เหมาะสมที่สุด เขาได้เชิญเวสติ้งเฮาส์มาฟังบรรยายของเทสล่าในวันที่ 16 พฤษภาคม ค.ศ. 1888


เวสติ้งเฮาส์มีความเข้าใจเรื่องไฟฟ้ากระแสสลับและกฎของโอห์มอยู่บ้าง และรู้ดีว่าระบบไฟฟ้ากระแสสลับจะสามารถเขี่ยระบบไฟฟ้ากระแสตรงของเอดิสันออกไปจากวงการไฟฟ้าได้ ตอนนี้เขามีวิศวกรไฟฟ้าเก่งๆหลายคนทำงานให้กับเขา ซึ่งหนึ่งในนั้นมัวิศวกรหนุ่มชื่อ วิลเลียม สแตนเลย์ (William Sranley) ซึ่งเป็นผู้ที่มีความเข้าใจเรื่องหม้อแปลงไฟฟ้ากระแสสลับเป็นอย่างดี สแตนเลย์เป็นผู้ออกแบบโรงจักรต้นกำลังไฟฟ้าส่องสว่างแห่งแรกให้กับเวสติ้งเฮาส์ และในวันที่ 23 มีนาคม ค.ศ. 1886 ระบบไฟฟ้าส่องสว่างกระแสสลับแห่งแรกก็ได้ถูกใช้งานที่บ้านเกิดของสแตนเลย์ซึ่งอยู่ที่ เกรท บาริงตัน เมสชาซูเซท (Great Barington Massachusetts) เวสติ้งเฮาส์ได้ใช้หม้อแปลงของสแตนเลย์อย่างเต็มประสิทธิภาพ ไฟฟ้าถูกผลิตขึ้นที่ 500 โวลท์และส่งไปแจกจ่ายยังผู้ใช้ โดยที่หม้อแปลงจะทำหน้าที่แปลงไฟลงเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ จากการที่ระบบไฟฟ้ากระแสสลับจำเป็นต้องใช้เนื้อทองแดงสำหรับสายส่งเพียงเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับระบบไฟฟ้ากระแสตรงของเอดิสันที่กำลังการส่งเท่ากัน ดังนั้นราคาของระบบไฟฟ้ากระแสสลับจึงต่ำกว่ามากทั้งในเรื่องการติดตั้งและการซ่อมบำรุง และผลกำไรก็จะมากกว่ามหาศาล ด้วยระบบไฟฟ้ากระแสสลับจะทำให้เวสติ้งเฮาส์มีข้อได้เปรียบอย่างมากในการส่งกระแสไฟฟ้าไปยังสถานที่ที่อยู่ห่างไกล


สแตนเลย์บอกกับเวสติ้งเฮาส์ว่าประสิทธิภาพของหม้อแปลงเป็นกุญแจสำคัญในทางปฏิบัติของระบบไฟฟ้ากระแสสลับ แต่เวสติ้งเฮาส์ทราบดีว่าเอดิสันได้เตรียมพร้อมสำหรับทุกอย่างที่ลูกค้าต้องการแล้วในระบบไฟฟ้ากระแสตรงของเขา ไม่ว่าจะเป็นหลอดไฟ เครื่องทำความร้อน และมอเตอร์ แต่ระบบไฟฟ้ากระแสสลับของเวสติ้งเฮาส์ยังมีเพียงแค่เครื่องทำความร้อน แต่ยังขาดหลอดไฟและมอเตอร์


แต่ที่น่าแปลกคือเวสติ้งเฮาส์ยังคงใช้หลอดไฟอินแคนเดสเซนต์ของเอดิสัน เขาได้ซื่อบริษัท United States Electric ที่ทำให้เขาได้ถือครองสิทธิบัตรหลอดไฟที่ทำงานได้ไม่ค่อยดี ซึ่งเป็นผลงานของ ซอว์เยอร์และมันน์ (Sawyer and Mann) เวสติ้งเฮาส์ได้ลอกเลียนแบบหลอดไฟของเอดิสัน แล้วอ้างว่ามาจากสิทธิบัตรของซอว์เยอร์และมันน์ แต่ว่าซอว์เยอร์และมันน์ได้ออกแบบหลอดไฟที่มีคุณภาพต่ำกว่าของเอดิสันมาก แม้ว่าเอดิสันจะฟ้องเวสติ้งเฮาส์ในศาล แต่เวสติ้งเฮาส์ก็ไม่ยอมหยุดผลิตหลอดไฟละเมิดสิทธิบัตรเอดิสัน เพราะคดีความกำลังอยู่ในระหว่างการไต่สวน และยังไม่สรุป เวสติ้งเฮาส์ถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าหลอดไฟของเขาใช้เส้นใยคาร์บอนในการทำไส้หลอดเหมือนกับของเอดิสันแต่ทำโดยไม่ได้รับอนุญาติจากเอดิสัน และไม่ยอมจ่ายค่าใช้สิทธิบัตรแต่อย่างใด

เวสติ้งเฮาส์พิสูจน์ตัวเองว่ามีความสามารถทางด้านธุรกิจไม่แพ้เอดิสัน ภายหลังเขาหันมาสนใจลงทุนกับเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากว่า เขาได้โฆษณาระบบไฟฟ้ากระแสสลับให้กับประชาชนในเกรท บาริงตัน ว่า

คิดถึงอนาคตของการไฟฟ้าที่ดีกว่าซึ่งถูกยืดเวลาออกไป มันช่างน่าเสียดาย แต่เราใกล้าจะได้สัมผัสมันในระยะเวลาอันใกล้นี้ ด้วยข้อดีที่ว่ามันสามารถแบ่งปันความสุขให้กับทุกคนอย่างทั่วถึง เรากำลังจะก้าวสู่การแข่งขันด้วยค่าใช้จ่ายที่คุณจะต้องจ่ายให้กับเราในราคาเพียงน้อยนิด และในไม่ช้านี้เราจะเป็นแห่งเดียวที่มีระบบไฟฟ้านี้ที่ไม่มีคู่แข่งใดจะสู้เราได้ เราหวังว่าจะได้แบ่งปันความสุขกับคุณทุกคน

การที่เวสติ้งเฮาส์เข้ามาควบคุมกิจการด้านไฟฟ้า เขาหวังจะเป็นผู้ป้อนมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับให้แก่ภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการจะใช้ แต่ตอนนี้เขายังไม่มีมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับเลย จากการที่ได้ถูกรับเชิญไปฟังเทสล่าบรรยาย ทำให้เวสติ้งเฮาส์รู้สึกสนใจในสิ่งที่เทสล่านำเสนอเป็นอย่างมาก ถ้าเทสล่าสามารถสร้างมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับที่สามารถทำงานได้จริง ระบบไฟฟ้ากระแสสลับของเวสติ้งเฮาส์จะสมบูรณ์แบบและเหนือกว่าระบบไฟฟ้ากระแสตรงของเอดิสันทุกประการ และเขาจะพร้อมมากสำหรับการจ่ายไฟฟ้ากระแสสลับให้กับผู้ใช้บริการทั้งในภาคอุตสาหกรรมและที่อยู่อาศัย


เวสติ้งเฮาส์เดินออกจาห้องบรรยายของเทสล่าด้วยความรู้สึกประทับใจ ส่วนประกอบของระบบทั้งหมดประกอบด้วย เครื่องกำเนิดไฟฟ้า หม้อแปลง และมอเตอร์ ซึ่งถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถันให้สามารถทำงานด้วยกันเป็นอย่างดี แต่เขาก็เห็นปัญหาอยู่บ้างเพราะว่าโรงจักต้นกำลังของเขาที่ เกรท บาริงตัน ใช้ระบบไฟฟ้าแบบเฟสเดียว ซึ่งมีความถี่ไฟฟ้า 133 รอบต่อวินาที ซึ่งเร็วกว่าไฟฟ้าที่เทสล่าใช้กับมอเตอร์ซึ่งทำได้ดีที่สึดเมื่อใช้กับระบบสองหรือสามเฟสที่ความถี่ไฟฟ้าระหว่าง 50-60 รอบต่อวินาที แต่เขาคิดว่าปัญหาดังกล่าวคงแก้ได้ไม่ยากเมื่อเทสล่าและสแตนเลย์ได้ทำงานร่วมกัน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น