Power of The Black Sun

" Let the future tell the truth, and evaluate each one according to his work and accomplishments. The present is theirs; the future, for which I have really worked, is mine. "

"ให้อนาคตเป็นเครื่องบอกความจริงของคนๆหนึ่ง โดยพิจารณาจากสิ่งที่คนๆนั้นทำเเละความสำเร็จที่คนๆนั้นได้รับ ปล่อยให้ปัจจุบันเป็นเรื่องของพวกเขา ส่วนอนาคต ซึ่งผมตั้งใจทำมันอย่างจริงจัง คืองานของผม "
............................................................................................

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

นิโคล่า เทสล่า ชายผู้สร้างอนาคต : ตอนที่ 4 ขอเพียงที่นั่นมีเเสงสว่าง


การให้เเสงสว่างในยามค่ำคืนนั้นเป็นเรื่องที่สร้างปัญหาให้กับคนในยุคก่อนๆมาก สมัยนั้นถ้าเราต้องการมองเห็นในที่มืดเราจำเป็นต้องก่ไฟ เเต่เราไม่สามารถพกพาไฟไปไหนมาไหนได้สะดวก ทางเดียวที่ทำได้ในสมัยนั้นก็คือการประดิษฐ์คบเพลิงอย่างง่าย เเล้วก็ถือมันไปยังที่มืด เเต่อย่างไรก็ตามเเท่งคบเพลิงอย่างง่ายให้เเสงสว่างอย่างจำกัด เเละระยะเวลาไม่ยาวนาน ต่อมาจึงมีคนความเเนวคิดใหม่ด้วยการก่อสร้างอ่างที่ทำจากหินหรือดินเหนียว เเล้วเติมไขมันสัตว์หรือน้ำมันลงไป จากนั้นก็ใช้เชือกจุ่มเพื่อทำเป็นไส้ตะเกียง น้ำมันที่เป็นเชื้อเพลิงเหลวจะไหลขึ้นมาตามไส้ตะเกียงเพื่อเป็นเชื้อเพลิงป้อนให้กับเปลวไฟอย่างต่อเนื่อง เปลวไฟจะเผาไหม้ไปเรื่อยๆจนกระทั่งน้ำมันถูกเผาไหม้จนหมด ดังนั้นตะเกียงนี้จึงสามารถพกพาไปไหนมาไหนได้ เเละได้การเผาไหม้ที่ยาวนานกว่าเเท่งคบเพลิงอย่างหยาบ หลังจากนั้นตะเกียงน้ำมันก็เป็นที่นิยมใช้งานกันอย่างเเพร่หลาย


เทียนไข คือเเท่งวัสดุสำหรับให้เเสงสว่างที่เผาไหม้ช้า โดยวัสดุที่นำมาใช้ทำเเท่งเทียนไขทำจากไขมันสัตว์หรือขี้ผึ้ง เเละไส้เทียนทำจากเส้นใยผ้าฝังอยู่เเกนกลางของเเท่งขี้ผึ้งทรงกระบอก เทียนไขถือเป็นอีกหนึ่งนวตกรรมของมนุษย์ที่ทำให้มนุษย์สามารถพกพาเเสงไฟไปยังที่ต่างๆได้ เทียนไขถูกเริ่มต้นใช้งานเป็นครั้งเเรกเมื่อ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล เเละมันได้กลายเป็นของใช้ที่นิยมใช้กันทุกครัวเรือนมาจนถึงปัจจุบัน เเละสามารถให้เเสงสว่างได้อย่างเพียงพอ

ความก้าวหน้าขั้นต่อไปในการให้เเสงสว่างเกิดขึ้นที่เมือง ยอร์คเซียร์ (Yorkshire) เเห่งเวคฟิลด์ (Wakefield) ซึ่งตั้งอยู่ทางเหนือของอังกฤษ ในปีค.ศ. 1884 พระในศาสนาคริสต์องค์หนึ่งชื่อ รีฟด์ จอห์น เคลย์ตัน (Revd John Clayton) ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์สมัตรเล่น เขาใช้เวลาขณะที่ไม่ได้เข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนามาให้ความสนใจกับเเร่ถ่านหินในเมืองยอร์คเชียร์ เขาทราบว่าถ่านหินสามารถให้เเก๊สที่เกิดการระเบิดได้ ถ้าให้ความร้อนกับถ่านหินเขาพบว่ามันจะให้เเก๊สออกมามาก ซึ่งเเก๊สดังกล่าวสามารถเผาไหม้ได้ เเละหลังจากการขับเเก๊สออกจากถ่านหินจนหมด มันจะเหลือทาร์ (Tar) ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้


เพื่อทำให้เกิดทาร์ เราจำเป็นต้องให้ความร้อนเเก่ถ่านหินโดยไม่เกิดการเผาไหม้เเละเปลวไฟ เพื่อป้องกันการเกิดเปลวไฟ จึงต้องให้ความร้อนเเก่ถ่านหินในตู้คอนเทนเนอร์เหล็กปิด โดยกระบวนการนี้ในทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า การกลายเป็นถ่าน (distillation)

ในศตวรรษต่อมา วิลเลียม มอร์ด็อก (William Murdock) ชาวสก๊อตเเลนด์ที่มาจากเมือง เอร์เซีย (Ayrshire) พบว่าถ้าเขาให้ความร้อนเเก่ถ่านหินผ่านตู้คอนเทนเนอร์เหล็กปิด เเล้วต่อท่อเพื่อให้เเก๊สที่เกิดขึ้นไหลออกไป เเก๊สดังกล่าวสามารถนำไปใช้ประโยชน์เพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆได้ ซึ่งจากการค้นพบครั้งนี้ทำให้เขาเกิดความคิดที่จะเผาไหม้เเก๊สถ่านหิน (coal gas) เพื่อให้เกิดเเสงสว่าง ในปีค.ศ. 1792 เขาได้สร้างโรงกลั่นถ่านหิน (distillation plant) ที่บริเวณหลังบ้านของเขาใน รีดรูธ คอนวอล (Redruth, Cornwall) เเละมันสามารถให้เเสงสว่างได้อย่างเพียงพอสำหรับบ้านของเขา จะนั้นระบบให้เเสงสว่างด้วยเเก๊สถ่านหินของเขาก็เเพร่กระจายออกไป หลายโรงงานใช้ระบบให้เเสงสว่างตามเเบบความคิดของเขา เเละในสองปีต่อมาเขาก็ประสบความสำเร็จในการสร้างระบบไฟส่องสว่างจากเเก๊สถ่านหินเเก่โรงงานในโบลตัน เเละวัตต์ในเบอร์มิงเเฮม เเละให้กับโรงงานผลิตผ้าฝ้ายเเห่งเมือง ฟิลิปส์ (Phillips) เเละสี (Lee) ในเเมนเชสเตอร์


มอร์ด็อกใช้ระบบการให้เเสงสว่างด้วยเเก๊สจากถ่านหินของเขาในเเสงสว่างเเก่ตะเกียงเเก๊สถึง 1,000 ดวงในโรงงานผลิตผ้าฝ้ายที่เมืองฟิลิปส์เเละวี เนื่องจากทำได้ง่ายเเละช่วยให้การทำงานกับเครื่องจักรในเวลากลางคืนปลอดภัยจึงเป็นที่นิยมใช้กันอย่างเเพร่หลายในเวลานั้น ในการจะได้เเก๊สจากถ่านหิน จำเป็นต้องให้ความร้อนเเก่ถ่านหินในตู้คอนเทนเนอร์จนถึงอุณหภูมิค่าหนึ่ง โรงงานผลิตผ้าฝ้ายเเละโรงงานอื่นที่ต้องการใช้เเก๊สจะต้องลงทุนสร้างอุปกรณ์ที่มีขนาดใหญ่เเละมีราคาเเพง ซึ่งการกระทำเช่นนี้เกินวิสัยที่เเต่ละครอบครัวจะทำได้ ระบบให้เเสงสว่างด้วยเเก็สมีความสะดวกกว่าเทียนไขเเละตะเกียงน้ำมันมาก เนื่องจากสามารถป้อนเเก๊สเชื้อเพลิงที่เดินจากท่อที่อยู่ด้านล่าง เเก๊สจะลอยขึ้นด้านบนตามกฎของเเรงลอยตัว จากนั้นเมื่อจุดไฟ ไฟก็จะติดอย่างต่อเนื่องตราบเท่าที่ยังมีเเก๊สไหลขึ้นมา บรรดานักวิทยาศาสตร์ในตอนนั้นต่างปลื้มใจในผลงานการค้นพบของมอร์ด็อก เเละในปีค.ศ. 1808 เขาจึงได้รับรางวัน Rumfold Gold Medel of the Royal Socirty for the Advancement of Science


การค้นพบระบบการให้เเสงสว่างด้วยเเก๊สช่วยให้สามารถเเก้ปัญหาเรื่องการรักษาระดับเชื้อเพลิงป้อนให้เเก่ตะเกียงเเก๊ส ดังนั้นการให้เเสงสว่างในสถานที่สาธารณะจึงเป็นเรื่องทีสมัยก่อนทำไม่ได้ ให้กลายเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ ถนนเส้นเเรกใช้ระบบให้เเสงสว่างด้วยเเก๊สคือถนน พอลมอล (Pall Mall) ในลอนดอน ตามด้วยสะพานเเละถนนเวสมินเตอร์ (Westminter) จากการที่ไฟถนนจะต้องมีการเปิดเเละจุดให้สว่างในเวลากลางคืน เเละดับลงในตอนกลางวันจึงทำให้มีการว่าจ้างเเรงงานวันละสองครั้งคือตอนพลบค่ำเพื่อจุดไฟให้สว่าง เเละตอนใกล้รุ่งเพื่อดับไฟ


ต่อมาจึงมีบริษัทไฟส่องสว่างด้วยเเก๊สเเห่งหนึ่งได้ปรับปรุงพัฒนาระบบให้ง่ายขึ้น เพื่อลดค่าจ้างเเรงงานในการจุดเเละดับไฟ พวกเขาได้เพิ่มอุปกรณ์เข้าไปหนึ่งอย่างคือเปลวไฟล่อ (pilot flame) ซึ่งเป็นเปลวไฟเล็กๆที่ติดอยู่ตลอดเวลา การเปิดตะเกียงก็ทำได้เพียงเเค่เปิดวาล์วของระบบท่อ เเก๊สก็จะพุ่งออกมากระทบกับเปลวไฟล่อ เปลวไฟขนาดใหญ่ก็จะลุกติดขึ้นมา


จากนั้นในเทศบาลเเต่ละท้องถิ่นได้มีการวางระบบท่อเเก๊สใต้ดินเพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสได้ใช้ระบบไฟส่องสว่างจากเเก๊สอย่างทั่วถึงทุกครัวเรือน เเละในปีค.ศ. 1875 บ้านเกือบทุกหลังก็ได้ใช้ไฟส่องสว่างจากเเก๊สส เเก๊สจะถูกเผาไหม้ด้วยหัวเผาปากเเบน ซึ่งรู้จักกันในชื่อว่าหัวเผาปีกค้างคาว (batwig burner) เนื่องจากรูปร่างของมันเหมือนปีกค้างคาว หนึงตันของถ่านหินสามารถผลิตเเก๊สได้ 16,000 ลูกบาศก์ฟุต เเละในปีค.ศ. 1855 อุตสาหกรรมเเก๊สต้องป้อนเเก๊สวันละมากกว่าหนึ่งล้านลูกบาศก์เเก่เมืองลอนดอนเมืองเดียว เราจึงเริ่มเห็นการปรากฎตัวของถังเก็บเเก๊สขนาดใหญ่ปรากฎอยู่ตามที่ต่างๆในเมือง


นักประดิษฐ์ชื่อ คาร์ล ออยเอย์ ฟอน เวลส์บัค (Carl Auer von Welsbach) ได้พัฒนาคุณภาพของเเสงไฟจากเเก๊สให้มีความสว่างเพิ่มขึ้น เขาได้ประดิษฐ์สิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่าเเก๊สเเมนเทิล (gas mantle) เป็นอุปกรณ์ซึ่งมีลักษณะคล้ายตะเเกรงลวดครอบเปลวไฟเเก๊สที่กำลังเผาไหม้อยู่ทำให้เปลวไฟสว่างขึ้นมาก อุปกรณ์นี้ส่วนใหญ่จะมีการใช้งานตามท้องถนน เเละให้เเสงสว่างเท่ากับเทียนไข 4,000 เล่ม เเต่เเก๊สเเมนเทิลจะให้เปลวไฟที่เย็นกว่า เเละดับง่ายกว่า


ต่อมามีการสร้างหลอดไฟฟ้าอย่างหยาบที่เรียกว่า หลอดไฟอาร์ค (arc lamp) หลอดชนิดนี้มีการใช้งานในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ซึ่งถูกใช้ครั้งเเรกในปีค.ศ. 1858 ที่ Sout Foreland lighthose เเสงไฟจากหลอดไฟอาร์คมีกำลังส่องสว่างสูง ทำงานได้โดยการทำให้เกิดการสปาร์คระหว่างเเท่งคาร์บอนสองเเท่ง เเสงที่ได้มาจากลำเเสงที่เกิดจากการสปาร์ค เเต่หลอดไฟชนิดนี้จำเป็นต้องอาศับเทคนิคด้านวิศวกรรมขั้นสูงในการรักษาสภาวะการทำงานของมัน ไฟอาร์คทำงานที่กระเเสไฟฟ้าสูง เเละเเรงดันต่ำ เพื่อให้ได้กระเเสที่สูงพอจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจำเป็นต้องใช้ลวดตัวนำทองเเดงที่มีขนาดใหญ่ ทำให้การใช้งานจาหลอดไฟชนิดนี้มีราคาค่อนข้างสูง เว้นเเต่หลอดไฟจะมีความน่าเชื่อถือในการใช้งานมากกว่านี้จึงจะสามารถนำมาใช้งานตามท้องถนนได้

เมื่อถึงตอนนี้โลกของเราก็เป็นโลกที่สว่างไสว เเต่งานที่น่าเบื่อก็ยังคงอยู่คือการต้องคอยเปิดปิดวาล์วเเก๊ส เเละเเก๊สถ่านหินก็ยังเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เเก๊สผลผลิตที่ได้จากการเผาไหม้จะลอยมาให้เราได้สูดดมทุกวัน เเละยังมีอันตรายที่เกิดจากการระเบิดในกรณีที่มีเเก๊สรั่วซึมออกจากท่อ ผู้ส่งเเก๊สรายใหม่อาจมีข้อเสนอที่น่าสนใจคือการใช้เเก๊สธรรมชาติ ซึ่งผลผลิตที่ได้จากการเผาไหม้ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เเต่อันตรายที่เกิดจากการระเบิดก็ยังคงอยู่


หลอดไฟอาร์ค มีหลัการทำงานคือการเผาเเท่งอิเล็คโทดที่ทำจากคาร์บอนให้ร้อนด้วยไฟฟา เพื่อให้เกิดการสปาร์คอย่างต่อเนื่อง เเต่ถ้าช่องว่างระหว่างปลายของเเท่งอิเล็กโทดทั้งสองเเทง หรือเรียกว่าช่องว่างเเห่งการสปาร์ค (spark-gap) อยู่ในระยะที่ไม่เหมาะสม การสปาร์คจะหยุดลงดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้เทคนิคขั้นสูงในการรักษาระยะช่องว่างเเห่งการสปาร์คนี้ให้คงที่อยู่เสมอ หลอดไฟอาอาร์คจะถูกใช้ในสถานที่พิเศษที่ต้องการความสว่างมากเช่น ประภาคาร เเต่ไม่เหมาะที่จะนำมาใช้กับบ้านเรือนหรือสถานที่สาธารณะ

โทมัส เอดิสัน ทราบดีว่าถ้าเขาต้องการสร้างธุรกิจไฟฟ้าส่องสว่าง เขาต้องมีสินค้าที่ดีกว่าธุรกิจไฟฟ้าส่องสว่างด้วยเเก๊ส เขาทราบว่านักวิทยาศาสต์ชาวอังกฤษชื่อ เซอร์ โจเซฟ สวาน (Sir Joseph Svwan) ได้ประดิษฐ์หลอดไฟอินเเคนเดสเซนต์ (incandescent light bulb) ซึ่งเป็นหลอดไฟที่ให้เเสงสว่างเหมือนเปลวไฟทั่วไป เเต่หลอดไฟของท่านเซอร์ สวาน มีอายุการใช้งานเพียงไม่กี่นาทีก่อนที่ไส้หลอดจะขาด ไส้หลอดของท่านเซอร์ สวานทำจากกระดาษหุ้มด้วยทองเเดง อยู่ในหลอดเเก้ว โดยที่อากาศภายในถูกสูบออกจนหมด เเละผ่านกระเเสไฟฟ้าเข้าไปที่ไส้หลอด


ไส้หลอดไฟจะให้เเสงสว่างสีขาวเเละร้อน เเต่ที่สำคัญคือมันไม่จำเป็นต้องจุดให้ติดด้วยไม้ขีด เพียงเเค่กดสวิทช์ที่ติดอยู่ข้างๆประตูหลอดไฟก็จะติดเเละได้เเสงสว่าง เอดิสันเป็นอัจฉริยะในเรื่องการนำเอาผลงานของคนอื่นมาต่อยอดเพื่อให้สามารถใช้งานได้จริงเเละดีกว่าเดิม หลอดไฟของเอดิสันก็คือผลผลิตของงานวิจัยที่เอดิสันได้ทำต่อยอดมาจากท่านเซอร์ สวาน เขาได้พยายามใช้วัสดุต่างๆมาทำเป็นไส้หลอดไฟ เเก้วที่ใช้ทำหลอด รวมถึงเเก๊สชนิดต่างๆที่บรรจุเข้าไปในหลอด เเละในที่สุดเขาก็ประสบความสำเร็จในการประดิษฐ์หลอดไฟอินเเคนเดสเซนต์ หลอดไฟของเอดิสันมีอายุการใช้งานสี่สิบชั่วโมง ซึ่งถือว่าไม่นานเมื่อเทียบกับหลอดไฟสมัยใหม่ที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมีอายุการใช้งานถึง 1,000 ชั่วโมง เเต่ก็ถือได้ว่าเป็นความสำเร็จที่น่าจดจำสำหรับในปี ค.ศ. 1880 ด้วยความมีสัฐชาตญาณของความเป็นนักธุรกิจของเอดิสัน เขาทราบดีว่าเพียงเเค่ประดิษฐ์หลอดไฟสำเร็จนั้นไม่เพียงพอ เขาจะต้องมีระบบการให้บริการที่สมบูรณ์ ถ้าเขาต้องการที่จะขายหลอดไฟให้ได้มากเท่าใด เขาจะต้องบริการไฟฟ้าต่อผู้ใช้บริการให้ได้มากเท่านั้น


ในปีค.ศ. 1882 เอดิสันได้เปิดโรงไฟฟ้าต้นกำลังเป็นโรงเเรกในนิวยอร์ค มันสามารถผลิตไฟฟ้าได้เพียงพอกับความต้องการของคนเเปดสิบคน หรือหลดไฟ 400 หลอด ดังนั้นในช่วงเริ่มต้นของยุคไฟฟ้า เราต้องขอบคุณระบบไฟฟ้ากระเเสตรงของเอดิสัน ที่ทำให้เราสามารถขจัดความมืดมิดในยามค่ำคืนเพียงเเค่ใช้ปลายนิ้วสัมผัสกับสวิตช์ไฟ เเต่ระบบไฟฟ้าของเอดิสันก็ไม่ได้เป็นที่นิยมอย่างเเพร่หลาย จะมีเฉพาะในสถานที่พิเศษหรือบ้านของคนรวยเท่านั้นที่มีโอกาสได้ใช้ เพราะไฟฟ้ากระเเสตรงของเอดิสันสามารถส่งไปได้ไกลที่สุดไม่เกินครึ่งไมล์จากโรงไฟฟ้าต้นกำลัง ดังนั้นถ้าใครต้องการใช้ระบบไฟฟ้าส่องสว่าง จะต้องมีการตรวจสอบอย่างรอบคอบก่อนว่าที่ที่พวกเขาอยู่นั้นสามารถสร้างโรงไฟฟ้าต้นกำลังได้หรือไม่ ในตอนนั้นบริเวณชานเมืองนิวยอร์คยังคงใช้ระบบไฟส่องสว่างจากเเก๊ส ตะเกียงน้ำมัน หรือเทียนไข เเละน้อยมากที่จะได้มีโอกาสใช้ระบบไฟฟ้าส่องสว่าง


ในปี ค.ศ. 1895 เอดิสันไม่ได้ให้ความสนใจกับการให้เเสงสว่างเเก่สถานที่สาธารณะ เขาจึงไม่สามารถควบคุมอุตสาหกรรมไฟฟ้าของอเมริกาได้ทั้งหมด ดังนั้นเมื่อนิโคล่า เทสล่า ออกจากบริษัทของเอดิสันเขาสามารถประยุกต์ความเชี่ยวชาญทางด้านวิศวกรรมของเขาให้เข้ากับงานด้านไฟฟ้าส่องสว่างได้ ซึ่งความพร้อมในด้านดังกล่าวของเทสล่านั้นเข้าขั้นว่าสุกงอมเต็มทีเหลือเเต่เพียงมีผู้เห็นคุณค่าเเละพร้อมจะลงทุน


ระหว่างที่เทสล่าอยู่ที่อเมริกา เขาได้มีโอกาสเรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจเพียงเล็กน้อย เเต่ก็ไม่มากพอเท่าที่ควรจะมี เพื่อนของเขาชื่อ เออร์เนส ออสบอร์น (Ernest Osborne) ได้ชักชวนให้เขาเข้าร่วมกลุ่มธุรกิจ โดยที่ออสบอร์นจะสร้างบริษัทร่วมทุนเพื่อผลิตหลอดไฟอาร์คเเละอุตสาหกรรมไฟฟ้าส่องสว่างเเข่งกับเอดิสัน เทสล่าผู้ซึ่งไม่เคยจดจำบทเรียนทางธุรกิจที่ว่าควรจะมีการเจรจาตกลงเงื่อนไขกันให้ชัดเจนก่อนที่จะลงนามทำสัญญา ก็ได้จรดปากการเซ็นสัญญาเข้าร่วมกับบริษัทนี้เป็นที่เรียบร้อย


เทสล่ารู้เพียงว่าอำนาจในการควบคุมงานวิจัยของเขามาจากตำเเหน่งที่ถูกกำหนดในบริษัท เขาทราบว่าบริษัทได้เตรียมเงินไว้ส่วนหนึ่งให้เขาสำหรับทำการทดลองเเละวิจัย บริษัทจะได้กำไรจากการขายผลผลิตจากการประดิษฐ์ เเต่สิ่งที่เทสล่าไม่เข้าใจคือวัตถุประสงค์หลักในการวิจัยเพื่อผลิตสินค้าถูกกำหนดลงมาจากกลุ่มผู้ถือหุ้นหลัก เเละกลุ่มผู้ถือหุ้นหลักเหล่านี้จะจ่ายเงินเดือนให้เทสล่าเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับผลประกอบการทั้งหมดที่พวกเขาได้รับ ส่วนหนึ่งของผลกำไรจะถูกเเบ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการภายในบริษัท ส่วนหนึ่งเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับงานวิจัย เเละส่วนหนึ่งเป็นผลตอบเเทนผู้ถือหุ้นหลัก สำหรับสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทนี้ของเทสล่าถือว่าน้อยมาก ทำให้เขาไม่มีอำนาจในการตัดสินใจใดๆในการกำหนดทิศทางของบริษัท เเละเขาก็ไม่เคยปริปากเเสดงความจำนงค์ว่าต้องการจะเป็นผู้บริหาร หรือผู้ถือหุ้นหลักด้วย เทสล่าก้าวสู่โลกเเห่งธุรกิจที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมด้วยความไร้เดียงสา เเละความเชื่อมั่นที่ว่าเขาจะสามารถโน้มน้าวใจให้ผู้ถือหุ้นหลักเห็นดีเห็นงามกับความคิดเกี่ยวกับไฟฟ้ากระเเสสลับของเขา เเต่เขาคิดผิดตลอดในเรื่องธุรกิจ


เทสล่าเขียนบันทึกความจำของคำพูดเขาไว้ว่า ' นี่คือโอกาสเเห่งความก้าวหน้าครั้งสุดท้ายในวงการมอเตอร์ เเต่เมื่อผมเสนอความคิดนี้กับบรรดาผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท พวกเคยก็ตอบไม่อย่างเดียว พวกเขาบอกว่าพวกเขาต้องการพัฒนาหลอดไฟอาร์ค พวกเขาไม่สนใจความคิดไฟฟ้ากระเเสสลับของผม'


เทสล่าไม่เข้าใจว่ามอเตอร์ไฟฟ้ากระเเสสลับที่เขาประดิษฐ์นั้นมันไม่มีประโยชน์ในเชิงธุรกิกจเพราะมันขาดเเหล่งป้อนพลังงานไฟฟ้ากระเเสสลับ (AC power supply) ที่จะมาเป็นเเหล่งพลังงานสำหรับขับมัน ถ้าเทสล่าต้องการขายมอเตอร์กระเเสสลับให้ได้จริงๆ เขาจะต้องมีระบบพื้นฐานของไฟฟ้ากระเเสสลับที่สมบูรณ์เสียก่อน โดยระบบที่สมบูรณ์จะประกอบด้วย โรงจักรต้นกำลัง สายส่ง กล่องควบคุม สถานีไฟฟ้าย่อย หม้อเเปลง เเละมิเตอร์ไฟฟ้า หุ้นส่วนทางธุรกิจของเขาทราบดีในสิ่งนี้ เเละมันจะต้องลงทุนอย่างมหาศาลซึ่งเกินงบประมาณที่พวกเขามีอยู่ ระบบไฟฟ้าต้นกำลังสาธารณะในตอนนั้นมีเพียงเเค่โรงไฟฟ้าต้นกำลังสำหรับผลิตไฟฟ้ากระเเสตรงของเอดิสัน ซึ่งไม่สามารถนำมาใช้กับมอเตอร์ของเทสล่าได้


บรรดานักธุรกิจในกลุ่มของพวกเขามองไม่เห็นเงินจากการสร้างมอเตอร์ไฟฟ้ากระเเสสลับที่ไม่สามารถใช้กับระบบผลิตไฟฟ้าที่มีอยู่ได้ เเต่เงินจะมาจากการให้เเสงสว่างกับเมืองในยามค่ำคืน ไม่ใช่จากการสร้างมอเตอร์ที่ไม่มีใครต้องการ ระบบการให้เเสงสว่างเเก่เมืองต้องการหลอดไฟที่ให้กำลังส่องสว่างมากกว่าหลอดไที่เอดิสันใช้ทำเงินอยู่ขณะนี้ซึ่งมีความสว่างเพียงเเค่สิบเเรงเทียนเเละไม่เพียงพอสำหรับการให้เเสงสว่างในสถานที่สาธารณะในเมืองต่างๆของอเมริกา หลอดไฟอาร์ค มีความสว่างกว่าหลอดไฟของเอดิสันมาก เเละหลอดไฟของเอดิสันก็ไม่สามารถเเข่งขันกับหลอดไฟอาร์คได้อย่างเเน่นอน เทสล่าสามารถทำหลอดไฟอาร์คที่พวกเขาต้องการได้ เเละเเน่นอนว่าเขาทำให้


หลอดไฟอาร์คให้เเสงสว่างสดใส เเต่มันจะให้เเสงสว่างได้เพียงระยะเวลาสั้นๆ ตราบเท่าที่เเท่งคาร์บอนยังไม่ถูกเผาไหม้มาก ไฟฟ้าจะเผาคาร์บอนจนกระทั่งช่องว่างเเห่งการสปาร์คห่างกันจนเกินกว่าที่การสปาร์คจะเกิดขึ้นได้ กระเเสไฟฟ้าก็จะหยุดไหล เเละหลอดไฟก็หยุดให้เเสงสว่าง


หลอดไฟอาร์คหลอดเเรกที่สามารถใช้งานได้จริงถูกสร้างขึ้นโดยชาวรัสเซียชื่อ พอล จ็อบล็อชคอฟ (Paul Joblochkoff) ก่อนหน้านั้นสิบปี เขาเคยเป็นผู้ดูเเละระบบโทรเลขที่เชื่อมต่อระหว่างเมืองมอสโคว (Moscow) เเละเคอร์ส (Curse) จนกระทั่งในปีค.ศ. 1875 เขาตัดสินใจที่จะเลิกทำงาน เพื่อท่องเที่ยงไปยังฟิลาเดเฟีย (Philadephia) เพื่อดูงานนิทรรศการใหญ่ของเมืองประจำปีค.ศ. 1876 ระหว่างนั้นเขาได้ประดิษฐ์หลอดไฟอาร์คหลอดเเรกของโลกที่สามารถใช้งานได้จริง เเละได้รับความสนใจติดตั้งใช้งานในสถานที่สาธารณะเป็นบางเเห่ง


หลอดไฟอาร์คของจ็อบล็อชคอฟ กลายเป็นที่รู้จักว่าประกอบด้วยเเท่งคาร์บอนสองเเท่งที่ถูกห่อด้วยพลาสเตอร์จากปารีสสองเเท่งวางขนานกัน เเละเเท่งคาร์บอนจะถูกติดตั้งบนฐานทองเหลืองซึ่งยื่นไปหาเเท่งจับเพื่อทำการต่อเข้ากับเเหล่งพลังงานไฟฟ้า ไส้คาร์บอนบางๆจะอยู่ที่ปลายอีกด้านหนึ่งของเเท่งคาร์บอนเเต่ละเเท่ง เมื่อสับสวิตช์ให้ไฟฟ้าไหลเข้ามา ไส้คาร์บอนจะเริ่มต้นเผาไหม้ เเละเริ่มมีการอาร์ค เมื่อเเท่งคาร์บอนถูกเผาไหม้ พลาสเตอร์ที่หุ้มอยู่จะค่อยๆเเตกออกอย่างต่อเนื่อง เเละเผยเนื้อของคาร์บอนที่ยังไม่ถูกเผาไหม้ออกมา ซึ่งกลไกเช่นนี้จะเกิดขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งเเท่งคาร์บอนเผาไหม้หมด เเต่หลอดไฟอาร์คของจ็อบล็อชคอฟสามารถให้เเสงสว่างได้เพียงเเค่เก้าสิบนาทีเท่านั้น


ตอนที่เทสล่ายังทำงานอยู่ที่ปารีสบ่อยครั้งที่เขาได้เดินไปตามเส้นทางสู่โรงโอเปร่าเเห่งหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า Place de Ope'ra เขาเห็นเเท่งเเสงไฟที่สว่างมาก 46 เเท่ง มีกลไกการทำงานคล้ายเทียนไข เขาค่อนข้างมั่นใจว่าสามารถสร้างหลอดไฟอาร์คที่ดีกว่าของจ็อบล็อชคอฟได้ เขาเชื่อว่ากลุ่มผู้ถือหุ้นหลักของเขาอาจพอใจเเละอนุมัติเงินให้เขาทำมอเตอร์ไฟฟ้ากระเเสสลับได้ เป็นเวลาเกือบสองปีเขาได้ออกเเบบหลอดไฟอาร์คที่สามารถเริ่มต้นทำงานได้เอง (self-start arc lamp) ที่มีระบบการป้อนคาร์บอนอัตโนมัติ (sutomativ feed mechanism) เพื่อให้เกิดการป้อนคาร์บอนอย่างต่อเนื่อง เพื่อชดเชยที่มันถูกเผาไหม้ไป เทสล่าใช้เงินเดือนอันน้อยนิดเเละเวลาว่างของเขาวิจัยเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเเละมอเตอร์ไฟฟ้ากระเเสสลับของเขา จากนั้นเขาก็ไปหาท่านผู้อำนวยการบริษัทของเขาที่กิจการกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นจากหลอดไฟอาร์คที่เทสล่าประดิษฐ์ให้ เเละเขาก็ได้ของร้องท่านผู้อำนวยการอีกครั้งเพื่อให้ช่วยสนับสนุนเงินทุนสำหรับการพัฒนามอเตอร์ไฟฟ้ากระเเสสลับ เเละนี่เป็นอีกครั้งที่เทสล่าต้องผิดหวัง เมื่อท่านผู้อำนวยการตอบไม่สนใจความคิดเรื่องไฟฟ้ากระเเสสลับ บริษัทมีความต้องการที่จะผลิตเเละทำกำไรจากหลอดไฟอาร์คซึ่งกำลังทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำในเวลานี้ ตอนนี้เทสล่าเริ่มรู้เเล้วว่าถ้าเขาต้องการพัฒนาความคิดของเขาด้านไฟฟ้ากระเเสสลับ เเละสร้างงานของเขาเองเขาจะต้องเป็นอิสระไม่ขึ้นกับใคร


เทสล่าถามผู้อำนวยการว่าหุ้นที่เค้าถืออยู่ในบริษัทร่วมทุนเเห่งนี้มีมูลค่าเท่าใด เเละเขาเริ่มเรียนรู้ความเจ็บปวดจากบทเรียนของการเข้าร่วมบริษัทร่วมทุน เมื่อหุ้นไม่ได้ถูกอ้างถึงในตลาดหลักหลักทรัพย์ เขาจะต้องขายหุ้นคืนให้เเก่ผู้ถือหุ้นหลัก หรือบุคคลที่ผู้ถือหุ้นหลักอนุญาติ เเต่คงไม่มีผู้ใดที่ต้องการซื้อหุ้นของบริษัทตัวเองคืน เทสล่าเขียนบันทึกไว้ว่า 'ในปีค.ศ. 1886 หลอดไฟอาร์ของผมทำงานได้อย่างสมบูรณ์เเบบ มันได้ถูกใช้งานในโรงงานต่างๆ เเละเป็นหลอดไฟส่องสว่างในระดับท้องถิ่น เเต่ผมมือเปล่า ไม่มีอะไรที่เป็นของผมเลย นอกจากใบประกาศที่สวยงามที่เเสดงว่าผมเคยผ่านการทำงานจากบริษัทร่วมทุนเเห่งนี้ '


นี่เป็นอีกครั้งที่เทสล่าเดินจากงานที่เขากำลังทำอยู่ เขามีความมีอุดมการณ์ที่เเน่วเเน่เกินกว่าที่จะกล่าวว่าเขาเป็นคนไร้เกียรติ เเต่เขาไม่ต้องการทำงานอยู่กับคนที่ไม่เข้าใจเขาเเละเขาไม่เขาใจ จึงไม่สามารถทำงานอยู่กับบุคคลจำพวกนี้ได้นาน ตอนนี้เขาอยู่ในสถานะว่างงานอีกครั้ง เเละยังไม่มีใครเสนองานให้เเก่วิศวกรหนุ่มผุ้ปราศเปรื่องที่สามารถทำในสิ่งที่คนทั่วไปบอกว่าเป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ เขาได้เเต่นั่งคิดถึงมอเตอร์เเห่งการปฏิวัติของเขาว่าจะมีเพียงโอกาสได้เเต่ตั้งอยู่ในบ้านของเขาหรือ ระหว่างนั้นเขาได้เเต่ใช้เวลาหลายวันนั่งท้อเเท้


การศึกษาเล่าเรียนที่ยาวนานของเขากับความชำนาญทางด้านวิศวกรรมไม่สามารถนำพาเขาสู่อนาคตที่เขามุ่งหวังได้ ความพากเพียรพยายามทำงานหนักของเขามีประโยชน์เพียงเพื่อช่วยให้คนอื่นประสบความสำเร็จ ความหลงไหลในไฟฟ้ากระเเสสลับทำให้เขาต้องสูญเสียหน้าที่การงานที่เหมาะสมกับเขา วิสัยทัศน์ของเขาไม่สามารถเดินเคียงคู่กับธุรกิจที่หยาบกระด้างเเละโหดร้ายของศตวรรษที่ 19 ได้ สิ่งประดิษฐ์ต่างๆในช่วงเวลานั้นที่ผู้คนต่างภาคภูมิใจเเละเป็นที่เชื่อถือต่างไม่มีปรากฏให้เห็นเเล้วในยุคปัจจุบัน


เทสล่าทราบปัญหาของระบบไฟฟ้าของเอดิสัน คือข้อจำกัดด้านเเรงดันไฟฟ้า ซึ่งเป็นปัญหาของระบบไฟฟ้ากระเเสตรงที่ไม่สามารถเเก้ไขได้ ไม่ว่าจะใช้ไฟฟ้าเพื่อวัตถุประสงค์ใดก็ตามเเรงดันที่ได้จะมีค่าเพียงเเค่ 150 โซล์ ระบบไฟฟ้าของเอดิสันไม่สามารถทำงานที่เเรงดันไฟฟ้าสูงดังที่เราใช้ในปัจจุบันได้ ดังที่ได้กล่าวมาก่อนหน้านี้ว่าเเรงดันไฟฟ้าของระบบไฟฟ้ากระเเสตรงของเอดิสันสามารถส่งไฟฟ้าได้ไกลเพียงเเค่ครึ่งไมล์จากโรงไฟฟ้าต้นกำลังเท่านั้น สำหรับคนรวยที่ไม่ขัดสนเรื่องเงินทอง พวกเขาสามารถลงทุนเพื่อสร้างโรงไฟฟ้าต้นกำลังเป็นของพวกเขาเองใกล้ๆบ้านของพวกเขาได้ เเต่สำหรับประชาชนธรรมดาทั่วไปที่ไม่มีเงินทำอย่างนั้นก็ไม่มีโอกาสได้ใช้ไฟฟ้า ความสำเร็จของเอดิสันในช่วงเเรกอยู่บนพื้นฐานของการทำธุรกิจอย่างผูกขาด ด้วยการขายระบบไฟฟ้าส่องสว่างให้กับคนรวยเพียงเจ้าเดียว ไม่มีคู่เเข่ง ระบบไฟฟ้าของเอดิสันไม่ได้มีไว้สำหรับบุคคลธรรมดาตาดำๆ เเต่สำหรับเทสล่าเเล้วเขาต้องการที่จะให้ทุกคนมีโอกาสได้ใช้ไฟฟ้า


เทสล่าเป็นผู้ที่เข้าใจกฏของโอห์มอย่างถ่องเเท้ เเละได้ประยุกต์ใช้กฏของโอห์มอย่างสร้างสรรค์ เขาพบว่าเขาสามารถเเปลงเเรงดันขึ้นหรือลงได้ ด้วยการใช้ขดลดสองขดลวดที่เชื่อมต่อกัน โดยอุปกรณ์นี้มีชื่อว่าหม้อเเปลงไฟฟ้า ทำให้เขาสามารถส่งไฟฟ้าด้วยเเรงดันสูงเเละกระเเสไฟฟ้าต่ำบนลวดตัวนำที่ยาวเเละเส้นเล็ก ถ้าเขาต้องการใช้พลังงานก็สามารถเเปลงกลับเป็นไฟฟ้าเเรงดันต่ำ กระเเสไฟฟ้าสูงได้ เขาได้ใช้กฎของโอห์มกับระบบไฟฟ้าของเขาจนนำไปสู่ความได้เปรียบหลายประเด็น เเต่ปัญหาที่ใหญ่กว่าคือทำเช่นไรให้ผู้คนยอมรับ การค้นพบความคิดสุดวิเศษไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะยอมรับ

ปัจจุบันเกือบทุกคนบนโลกใบนี้ต้องเคยผ่านประสบการณ์การใช้ไฟฟ้า ไม่ที่ใดก็ที่หนึ่ง เรามีความจำเป็นต้องใช้มัน เเละขาดมันไม่ได้ มันเป็นการยากที่ทุกคนในปัจจุบันจะจินตนาการออกว่าชีวิตที่ขาดไฟฟ้าเป็นอย่างไร เราหลายคนคงคิดว่าไม่มีใครกล้าลุกขึ้นมาต่อต้านเทคโนโลยีที่สุดเเสนวิเศษเเละมีประโยชน์เช่นนี้ได้ เชื่อหรือไม่ว่าในเวลานั้นระบบไฟฟ้ากระเเสสลับของเทสล่าถูกนักลงทุนหมางเมินที่จะลงทุนติดตั้ง พวกเขากลับไปสนใจระบบไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพต่ำกว่าของเอดิสัน ด้วยเหตุนี้ทำให้ชื่อของเทสล่าไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก บรรดาคู่เเข่งของเขาต่างทราบกันดีว่าสิ่งประดิษฐ์ของเทสล่าสามารถทำลายธุรกิจของพวกเขาให้ย่อยยับได้ในพริบตา อย่างไรก็ตามเทสล่ามีเเรงผลักดันคือความต้องการพิสูจน์ตัวเองว่าเขาเป็นนักประดิษฐ์ที่มีคุณค่า เพื่อให้พ่อเเม่ที่ล่วงลับไปเเล้วได้มีความภาคภูมิใจในตัวเขา เเละความเชื่อมั่นที่ว่าเขาได้เดินมาถูกทางเเล้ว เเละเขาจะต้องไม่ล้มเลิกความตั้งใจในความฝันที่จะจุดประกายส่องสว่างโลกทั้งใบด้วยไฟฟ้ากระเเสสลับ การที่เขายอมเสียเวลาขายอุดมการณ์ไปทุ่มเททำหลอดไฟอาร์คอยู่พักหนึ่งนั้นเป็นเพราะความจำเป็นที่จะต้องหาเงินประทังชีวิต ซึ่งเขาคิดว่ามันก็ดีกว่าการขุดคูน้ำเพื่อหาเงินเลี้ยงชีพ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น