Power of The Black Sun

" Let the future tell the truth, and evaluate each one according to his work and accomplishments. The present is theirs; the future, for which I have really worked, is mine. "

"ให้อนาคตเป็นเครื่องบอกความจริงของคนๆหนึ่ง โดยพิจารณาจากสิ่งที่คนๆนั้นทำเเละความสำเร็จที่คนๆนั้นได้รับ ปล่อยให้ปัจจุบันเป็นเรื่องของพวกเขา ส่วนอนาคต ซึ่งผมตั้งใจทำมันอย่างจริงจัง คืองานของผม "
............................................................................................

วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

นิโคล่า เทสล่า ชายผู้สร้างอนาคต : ตอนที่ 1 ชะตาชีวิตของผู้เสียสละ

"พลังเเห่งจิตใจคือของขวัญที่พระเจ้ามอบให้ เเละถ้าเราพิจารณาความจริงนี้อย่างถ่องเเท้ เราจะสามารถปรับเปลี่ยนชีวิตให้สอดคล้องกับอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้านี้

เเม่ของผมสอนว่าให้หาความจริงทั้งหมดทั้งปวงในพระคำภีร์ไบเบิล "

นิโคลา เทสลา

"The gift of mental power come from God. Divine being, and if we concentrate over that truth, we become in tune with this great power.

My mother taught me to find all truth in the Bible"

Nikola Tesla


ลูกชายของเรฟด์ มิลูติน เทสล่า (Revd Milutin Tesla) ชื่อนิโคลา เทสลา เกิดในหมู่บ้านเล็กๆของตำบลสมิลจาน ในประเทศโครเอเชีย ในช่วงเที่ยงคืนระหว่างวันที่ 10-11 กรกฎาคม ในคืนที่มีพายุฟ้าผ่า (Thunder Storm) หมอผดุงครรภ์ที่ทำคลอดให้กับมารดาของเทสล่า (นางดโจรคา Djouka) ตกใจกลัวฟ้าผ่าเป็นอย่างมาก เธอถึงกับอุทานขึ้นมาว่า "เด็กคนนี้คือเด็กชายเเห่งสายฟ้า" โดยที่เธอไม่เคยได้ล่วงรู้มาก่อนว่าสิ่งที่เธอได้อุทานในวันนั้นก็คือชะตาชีวิตของเด็กคนนี้ที่เหมือนว่าจะถูกลิขิตไว้เเล้วในวันที่เขาเกิด เด็กชายผู้ซึ่งในภายภาคหน้าสามารถสร้างไฟฟ้ามหาศาลได้มากพอที่จะเขย่าโลกทั้งใบ


ตลอดช่วงชีวิตของเทสลา (เขาเสียชีวิตในปี 1943) มีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับเรื่องราวของเขาในวัยเด็ก เช่นจากบันทึกของเทสลาซึ่งเขาได้ทำอย่างสม่ำเสมอทำให้เรารู้บางอย่างเกี่ยวกับความคิดเริ่มต้นเเละพัฒนาการของเขา เทสลาพูดเสมอว่าความสนใจในเรื่องไฟฟ้าของเขาได้เริ่มขึ้นในวันหนึ่งของฤดูหนาวซึ่งตอนนั้นเขาอายุได้เพียงสามขวบ วันนั้นเขาได้รับประสบการณ์ที่ทำให้เขาตกใจ เมื่อไฟฟ้าสถิตเกิดสปาร์คที่ขนของมาคัค (Macak) เเมวสุดที่รักของเขา (ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้เกิดขึ้นในสภาวะอากาศที่เย็นเเละเเห้ง) ทำให้เทสลาเริ่มต้นความสนใจธรรมชาติของไฟฟ้ารวมถึงพายุฟ้าผ่า (Thunder Storm) "มันเป็นธรรมชาติของเเมวตัวใหญ่หรอกหรือ" เขาตั้งคำถามในใจ


ความอยากรู้อยากเห็นเหมือนเด็กเช่นนั้นมีอยู่กับตัวเทสลาตลอดชีวิต เขาตั้งคำถามกับตัวเองทุกวันจนกระทั่งอายุเเปดสิบว่า "ไฟฟ้าคืออะไรกันเเน่ ?" (What is electricity?) ซึ่งเป็นคำถามที่เขายังตอบไม่ได้

นิโคลา เทสลา เป็นลูกคนที่สี่ของครอบครัว เเละเป็นลูกชายคนที่สอง มีชื่อเรียกสั้นๆว่า นิโก้ (Niko) เขาเป็นสมาชิกที่เป็นที่รักของครอบครัว ครอบครัวของเทสลาเป็นครอบครัวที่มีความอบอุ่น เทสล่ารักเเละเคารพพี่ชายของเขามาก พี่ชายของเขามีอายุมากกว่าเทสลาเจ็ดปี ชื่อว่าเดน (Dane) เดนเป็นเด็กหนุ่มที่มีความสดใส ฉลาด เขาเก่งวิชาการประพันท์เเละพ่อหวังว่าในอนาคตเขาจะดำเนินรอยตามพ่อเป็นพระในโบสถ์

เรฟด์ เทสลามีม้าอาหรับอยู่ตัวหนึ่งซึ่งสวยงามเเละน่ารักมาก ม้าตัวนี้เคยช่วยชีวิตของรฟด์ไว้ครั้งหนึ่งในวันที่เกิดพายุหิมะ ม้าตัวนี้เลยกลายเป็นสัตว์เลี้ยงที่ทุกคนในบ้านรัก เด็กทุกคนในครอบครัวเทสลาจะได้ขี่มัน วันหนึ่งเดนพี่ชายของเทสลาในวัยสิบสองปี ซึ่งกำลังขี่ม้าตัวนี้อยู่ ปรากฏว่าม้าลื่นเเละเดนตกลงมาจากหลังม้าเเล้วพลาดถูกมันเหยียบ เเละหลังจากนั้นเขาก็เสียชีวิต เทสลาตอนนั้นอายุห้าขวบ เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดจึงสร้างความโศกเศร้าเสียใจให้เขาเป็นอย่างมาก


หลายปีหลังจากนั้นเขาได้เขียนบรรยายเหตุการณ์ในตอนนั้นว่า

"ม้ารู้สึกเสียใจที่ทำให้พี่ชายของเขาได้รับบาดเจ็บเเละเสียชีวิต มันเเสดงออกถึงอาการหมดเรี่ยวหมดเเรงเเละใจหาย ผมยังคงจำภาพนั้นได้ดีเเม้ว่าจะผ่านมาหลายปีเเล้ว ทุกครั้งที่ย้อนคิดถึงความสำเร็จของพี่ชาย เมื่อเปรียบเทียบกับผม ผมเหมือนกับเป็นคนไม่เอาไหน ทุกครั้งที่ผมพยายามจะทำในสิ่งที่ดีที่สุด พ่อเเม่ผมก็จะประเมิณว่ามันเเค่พอใช้ อาจเป็นเพราะพวกเขาได้สูญเสียลูกชายที่ฉลาดกว่าไป ดังนั้นผมจึงโตขึ้นมาโดยเป็นคนที่ขาดความมั่นใจในตัวเอง"


พ่อเเม่ของเทสลาใจสลาย เทสลาจึงเป็นลูกชายเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ของครอบครัว เขามีพี่สาวสองคนคือ มาริก้า (Marica) เเละเเองเจลิน่า (Angelina) เเละน้องสาวอีกหนึ่งคนชื่อ มิลคา (Milka) ความกดดันที่จะต้องเเทนที่พี่ชายที่ฉลาดเเละเป็นที่รักของทุกคนเป็นเเรงผลักดันให้เทสลาทำงานอย่างหนักมากเพื่อประสบความสำเร็จในทุกๆเรื่อง หน้าที่ในฐานะพระสงฆ์ในโบสถ์เป็นสิ่งที่เทสลาไม่ได้สนใจ เขาต้องการรู้ว่าโลกใบนี้เป็นเช่นไร เเละต้องการเปลี่ยนเเปลงมันให้ดีขึ้น เขาจะไม่ไปเเข่งกับพี่ชายของเขาเพื่อที่จะเป็นนักประพัทธ์ที่มีชื่อเสียง เเต่เขาคือนักคณิตศาสตร์ที่เรียนรู้ได้รวดเร็วมาก เขาคิดเลขได้เร็วจนกระทั่งอาจารย์ที่สอนเขาคิดว่าเขาเห็นคำตอบมาก่อนล่วงหน้า เทสลาคิดว่าทางเดียวที่จะทำให้พ่อเเม่ภาคภูมิใจในตัวเขาได้คือเขาจะต้องใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่ในตัวสร้างชื่อเสียงในฐานะนักวิทยาศาสตร์เเละนักประดิษฐ์

เทสลามีความเป็นนักประดิษฐ์เสมอ สิ่งประดิษฐ์ชิ้นเเรกของเขาคือตะขอจับกบ ซึ่งเขาได้ทำขึ้นตอนอายุห้าขวบ เพื่อนคู่หูของเขาคนหนึ่งมีคันเบ็ดเเละมอบให้เขาเพื่อทำเป็นเครื่องมือจับกบ เมื่อทำการประดิษฐ์เสร็จก็ตัดสินใจพากันไปทดสอบสิ่งประดิษฐ์ด้วยการเอาไปจับกบที่มักจะจับกลุ่มกันอยู่รอบๆหมู่บ้าน เเต่หลังจากนั้นมีเทสลากับเพื่อนคู่หูมีการทะเลาะเบาะเเว้งกันตามประสาเด็กๆว่า ตกลงเเล้วใครเป็นเจ้าของอุปกรณ์นี้ หลังจากนั้นเทสลาก็ถูกคว่ำบาตร โดยเด็กๆในหมู่บ้านตั้งทีมจับกบโดยไม่ชวนเทสลาเข้าร่วมทีมด้วย เทสลาโมโหจึงตัดสินใจว่าจะสร้างอุปกรณ์จับกบเพื่อเป็นสมบัติของตนเอง เเล้วก็จะออกท่องเที่ยวไปจับปลาเเละกบคนเดียว เขาเริ่มด้วยการหาลวดอ่อนซึ่งสามารถดัดงอได้มาดัดที่ปลายลวดให้โค้งเป็นรูปร่างคล้ายตะขอเกี่ยวเเล้วผูกติดเข้ากับเชือกยาว เเต่พอทำการทดสอบกลับไม่มีกบเเม้เเต่ตัวเดียวในลำธารกินเบ็ดเลย เเม้ว่าจะเปลี่ยนเหยื่อล่อเป็นอะไรก็ตาม


เขารู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เเต่ก็ไม่ละความพยายาม เขานั่งพิจารณาอยู่บนตอไม้ครู่หนึ่งว่าทำอย่างไรกบถึงจะติดเบ็ด เขาลองทดสอบดูว่าถ้าเอาตะขอเปล่าๆเเกว่งไปเเกว่งมาด้านหน้าของกบจะเกิดอะไรขึ้น ทันใดนั้นเขาก็ค้นพบเคล็ดลับในการทำให้กบกินเบ็ด ว่าตะขอที่เเกว่งไปมานั้นจะทำให้กบรู้สึกรำคาญ เเล้วมันจะพุ่งเข้าหาตะขออย่างเเรงพอที่ตะขอจะเกี่ยวมันไว้ได้ ดังนั้นเด็กน้อยเทสล่าก็ค้นพบวิธีการจับกบอย่างง่ายซะเเล้ว ในขณะที่บรรดาเพื่อนๆของเขาที่จัดตั้งทีมจับกบ พร้อมอุปกรณ์คันเบ็ดพร้อมกลับยังไม่สมารถจับกบได้ซักตัว เทสล่าได้ทีนำกบที่ตนจับได้ไปเยอะเย้ยพวกเพื่อนๆเหล่านั้นโดยไม่ยอมบอกความลับว่าเขาสามารถจับกบได้อย่างไร พวกเพื่อนเห็นต่างอิจฉาเเละหมั่นไส้เทสล่า เเล้วก็มีการทะเลาะเบาะเเว้งกันขึ้นอีก ท้ายที่สุดเทสล่าต้องยอมบอกเคล็ดลับในการจับกบเเก่เหล่าเพื่อนๆของเขา เเต่ด้วยเคล็ดลับดังกล่าวมีอนุภาพมากพอที่จะทำให้จำนวนประชากรกบของหมู่บ้านลดลงอย่างรวดเร็ว


เเม้ว่าเทสล่าจะยังเด็กอยู่มาก เเต่เขาก็มีความสนใจในเครื่องจักรเครื่องยนต์ ครอบครัวของเขาได้ย้ายไปอยู่ที่เมืองเล็กๆชื่อว่า ก็อสปิค (Gospic) ที่นั่นครอบครัวของเขาได้เข้าร่วมชมการเเสดงสาธิตเครื่องดับเพลิงใหม่ของเมือง พร้อมกับชาวเมืองทั้งหลายเทสล่ารู้สึกผิดหวัง เมื่อเครื่องปั๊มน้ำไม่ทำงาน ทีมเจ้าหน้าที่ต่างช่วยกันเเก้ไขปัญหาเเต่ก็ไม่สำเร็จ บรรดาผู้เข้าชมต่างเริ่มเเสดงอาการผิดหวัง เทสล่าเห็นเช่นนั้นเขาจึงวิ่งไปยังเเม่น้ำ เปิดท่อดูดของปั๊มออกเเล้วจุ่มลงไปในเเม่น้ำทำให้น้ำสามารถไหลเข้าสู่ปั๊มได้ ทันใดนั้นน้ำก็พุ่งออกจากหัวฉีดใส่ท่านเเขกผู้มีเกียรติทั้งหลายเปียกปอนไปหมด ก่อนที่จะควบคุมไว้ได้


เทสล่าเข้าศึกษาในโรงเรียน Real Gymnasium เมืองคาร์ลสตัดท์ (Carlstadt) ประเทศโครเอเชีย ก่อนที่จะเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยที่ วิทยาลัยช่างเทคนิคกราซ (Graz Polytechnic) เเละ มหาวิทยาลัยปราก (Prague University) เขาเป็นนักเรียนที่เป็นเเบบอย่างของความขยันเเละทำงานหนัก ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ทำอย่างอื่นเลยนอกจากงาน กิจกรรมบันเทิงของเขาคือการนั่งเเก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน เขาบอกว่านั่นทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย


หลังจากเทสล่าจบการศึกษาไม่นานพ่อของเขาก็เสียชีวิต เทสล่าไม่สนใจมรดกตกทอดของพ่อ ระหว่างที่เทสล่าจัดเรียงเอกสารของพ่อ เขาเห็นจดหมายหลายฉบับที่โปรเฟสเซอร์ที่มหาวิทยาลัยเขียนเกี่ยวกับเขาถึงพ่อว่า 'คุณเทสล่าครับ ช่วยห้ามปรามลูกชายของคุณหน่อย ผมเป็นห่วงว่าเขาจะทำงานหนักมากเกินไปเเล้ว' เเต่ระหว่างที่เทสล่าเรียนอยู่เขาไม่เคยได้รับคำชมเชยใดๆจากพ่อเขาเลย บางทีถ้าพ่อของเขาหัดชมเชยยกย่องเขาบ้าง เขาคงจะไม่เป็นคนอ่อนเเอโลเล เเละมีความมั่นใจในตัวเองมากกว่านี้


ขณะที่เทสล่ายังหนุ่มเขาได้ออกกเเบบเครื่องจักรกลที่น่าอัศจรรย์เครื่องหนึ่ง เขามีความสุขเเละสนุกสนานในการหาข้อมูลเชิงเทคนิคเเละต่อเติมรายละเอียดให้กับมัน เครื่องจักรกลที่ว่าคือเครื่องส่งวัสดุภัณฑ์ไปรษณีย์ใต้สมุทร ซึ่งเอาไว้ใช้ส่งสิ่งของทั่วโลก ผ่านระบบท่อน้ำเเละปั๊มที่ถูกวางไว้ใต้มหาสมุทร โดยระบบท่อจะต้องทนต่อเเรงดันของน้ำมหาศาล ไม่เเตกเเละถุกทำลายจากเเรงดันน้ำเบื้องล่าง เขาได้คำนวณหาพลังงานที่จะใช้ในระบบนี้สำหรับปั๊มน้ำเพื่อส่งน้ำผ่านท่อเพื่อนำพาวัสดุภัณฑ์ไปรษณีย์ไปยังที่หมาย เเต่หลังจากที่เขาได้เรียนวิชากลศาสตร์ของไหล ได้รู้เรื่องเเรงเสียดทานของน้ำในระบบท่อ ทำให้เขาทราบว่าวิธีการนี้จะต้องใช้พลังงานมากกว่าที่เขาคิดไว้มาก


ขณะที่เทสล่าเรียนอยู่ที่คาร์ลสตัดท์ นิโคล่า เทสล่า เป็นเด็กที่มีความสามารถสูงกว่าเด็กคนอื่นๆเเละเป็นเด็กหนุ่มที่มีความสนใจที่จะศึกษาทฤษฎีทางไฟฟ้าเป็นพิเศษ เขาตัดสินใจชีวิตเเล้วตั้งเเต่เริ่มเรียนว่าเขาอยากจะเป็นวิศวกรไฟฟ้า เเละไม่มีใครสามารถเปลี่ยนเเปลงความตั้งใจของเขาได้ เขาเชื่อมั่นอย่างสูงว่าเขาสามารถเป็นวิศวกรไฟฟ้าที่มีชื่อเสียงโดดเด่นระดับโลกได้ ครั้งหนึ่งในวัยเด็กหลังจากที่เขาหายป่วยเขาได้บอกกับพ่อว่าเขาไม่คิดว่าเขาจะมีความสามารถเป็นพระสงฆ์ในโบสถ์ที่ดีได้ เขารักที่จะคณิตศาสตร์เเละวิศวกรรมมาก เนื่องจากในวัยเด็กเทสล่ามีสุขภาพที่ไม่ค่อยเเข็งเเรง พ่อของเขากลัวว่าเขาจะทำงานหนักเเละล้มป่วยหากเขาเป็นวิศวกร พ่อจึงบอกเขาว่าถ้าต้องการจะเอาดีด้านนี้ให้เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์จะเหมาะกว่า


เทสล่าเป็นนักว่ายน้ำที่เก่งเเละรักการผจญภัย เเละมีอย่างน้อยสองครั้งที่เขาเกือบต้องจมน้ำขณะที่ว่ายน้ำในกระเเสน้ำที่ไหลเชี่ยว จากประสบการณ์ครั้งนั้นเขาได้เรียนรู้ว่าน้ำที่ไหลมีพลังงานมากเพียงใด ทำให้เขาสนใจพลังงานจากการไหลของน้ำ ทำอย่างไร ? (How?) เขารู้สึกอัศจรรย์ในพลังงานจากการไหลของน้ำ เขาคิดว่าถ้าเขาสามารถเปลี่ยนพลังงานจากการไหลของน้ำมาเป็นเเรงบิดเพื่อใช้ประโยชน์ เขาจะได้เเรงบิดเท่าไหร่? เขาเริ่มต้นคำนวณหาพลังงานที่เขาจะสามารถผลิตขึ้นได้จากการไหลของน้ำ เเละรู้สึกตะลึงกับผลลัพธ์ที่ได้ จากนั้นเป็นต้นมาเขาจึงมีทัศนคติต่อพลังงานจากการไหลของน้ำว่าเป็นเเหล่งพลังงานที่ได้เปล่า (Free Source of Energy) ที่มนุษย์สามารถใช้ประโยชน์จากมันได้


เเม้ว่าจะได้รับการศึกษาสูง เเต่เทสล่าก็ไม่มีหัวทางด้านธุรกิจ บางทีอาจเป็นเพราะครอบครัวเเละตระกูลของเขาไม่เคยมีใครทำธุรกิจ พ่อของเขาเป็นลูกของเจ้าหน้าที่ที่ทำงานให้กับกองทัพนโปเลียน เเละเคยได้รับการศึกษาทางด้านการทหารมาก่อนที่จะเข้ามาทำหน้าที่ทางด้านศาสนา ลุงของเขาคนหนึ่งเป็นศาสตราจารย์ทางด้านคณิตศาสตร์ ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นพันเอกในกองทัพ เทสล่าเคารพในสรรพความรู้ต่างๆในฐานะที่มันมีคุณค่าในตัวของมันเอง โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงว่ามันจะช่วยให้หาเงินได้เท่าไหร่


ขณะที่เทสล่าเรียนอยู่ที่ Real Gymnasium ที่เมืองคาร์ลสตัดท์ เขาต้องอยู่ไกลจากการดูเเลของพ่อ ดังนั้นเพื่อเป็นการชดเชยเขาจึงต้องไปพักอาศัยอยู่กับลุงซึ่งเป็นนายพันที่เกษียณเเล้วเเละมีบ้านอยู่ในเมืองนั้น

คาร์ลสตัดเป็นเมืองที่เป็นที่ลุ่มหนองน้ำที่มีฝูงยุงชุกชุมเเละเป็นเเหล่งของโรคมาลาเรีย หลังจากที่เทสล่ามาอยู่กับลุง ณ บ้านหลังนั้นชีวิตของเทสล่าได้รับอิทธิพลจากป้าเป็นอย่างมาก มีการพูดติดตลกว่าบางทีที่เทสล่ามีร่างกายเเข็งเเรงปราศจากการเจ็บป่วยเล็กๆน้อยๆคงเป็นเพราะถูกป้าจำกัดอาหาร ทำให้มั่นใจได้ว่าระบบทางเดินอาหารของเทสล่าไม่เคยได้รับอาหารเกินปริมาณที่ร่างกายต้องการ ป้าของเขามักทำให้เขาหิวตลอดเวลา ซึ่งเทสล่าได้เขียนบันทึกเกี่ยวกับป้าเขาว่า


"ป้าของผมเป็นผู้หญิงประหลาด เธอว่องไวเเละปราดเปรียว เป็นภรรยาของท่านนายพัน ที่เคยมีชีวิตผ่านช่วงสงครามมาเเล้วหลายครั้ง ผมไม่เคยลืมสามปีที่ผมอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ ผมจะต้องอยู่ในกฎระเบียบที่สุดเเสนจะเข้มงวดราวกับอยู่ในภาวะสงคราม ผมรู้สึกว่าตนเองเหมือนนกขมิ้นที่จะต้องคอยถูกป้อนข้าวป้อนน้ำ อาหารทุกมื้อจะถูกจัดเตรียมด้วยวัตถุดิบคุณภาพสูง มีการปรุงรสอย่างพิถีพิถัน เเต่ปริมาณที่ได้นั้นน้อยเกินจะบรรยาย หมูเเฮมที่ป้าหั่นนั้นบางซะยิ่งกว่ากระดาษทิซชู เวลาที่ลุงเอาอะไรอร่อยๆมาให้ผมกิน ป้าจะคว้าออกไปจากหน้าผม เเล้วก็พูดยั่วยวนให้ผมเกิดอาการหิวเเละอยากกินเเบบสุดๆเช่น 'ระวังหน่อยนิโก้ เรื่องอาหารการกินเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จะตะกละตะกลามไม่ได้' ป้าไม่เคยรู้เลยว่าเค้าทำเเบบนั้นทำให้ผมอยากกินเเทบบ้า ผมต้องทนอยู่ที่นั่น ในครอบครัวซึ่งเต็มไปด้วยกฎระเบียบเเละศิลปะการลิ้มรส"

ความเป็นอยู่ที่อดอยากเเละกฎระเบียบทางทหารในบ้านของลุงช่วยให้เทสล่าพัฒนาความสามารถในการควบคุมตัวเอง ผสมกับลักษณะภายนอกของเทสล่าที่เหมือนกับคนที่ไม่ค่อยเเข็งเเรงเป็นลักษณะที่อยู่กับเขาตลอดชีวิต เทสล่าไม่ค่อยไว้ใจผู้หญิงเนื่องจากความฝังใจในตอนที่เขาอยู่กับป้า ซึ่งใช้กลวิธีต่างๆทำให้เขากินอยู่ไม่ค่อยอิ่มท้อง เเต่ว่าเขาก็ได้เรียนรู้ที่จะใช้พลังจิตในการข่มความทุกข์ทรมาณจากความหิว เพื่อบรรลุเป้าหมายที่เขาต้องการ


ทุกคนก็จะมีอาจารย์อย่างหนึ่งคนที่เป็นเเรงบันดาลใจในการศึกษาเล่าเรียนไม่เว้นเทสล่า ที่คาร์ลสตัดท์เขาโชคดีที่ได้เรียนฟิสิกส์กับศาสตราจารย์โปชล์ (Professor Poeschl) ซึ่งเป็นคนที่ชอบหาประสบการณ์ใหม่ๆมาให้เเก่นักเรียนเพื่อกระตุ้นเเรงบันดาลใจในการศึกษาเล่าเรียน เขาสอนวิชาฟิสิกส์ทั้งเชิงทฤษฎีเเละการทดลอง เทสล่าเขียนบันทึกบรรยายศาสตราจารย์โปชล์ไว้ว่า '...ชายผู้ชาญฉลาดคนหนึ่งที่ชอบสาธิตหลักการทางวิทยาศาสตร์ต่างๆด้วยอุปกรณ์ที่เขาประดิษฐ์ขึ้นมาเอง ในจำนวนนั้นผมจำอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งได้ มันมีลักษณะเป็นทรงกระบอกกลมหุ้มด้วยเเผ่นฟอยด์บางๆ สามารถหมุนได้อย่างอิสระ เมื่อเเท่งทรงกระบอกดังกล่าวถูกติดตั้งเข้ากับชิ้นส่วนเครื่องจักรที่อยู่นิ่ง มันก็หมุนอย่างรวดเร็ว สิ่งที่ผมได้เห็นในวันนั้นสร้างความประทับใจเเละเเรงบันดาลใจกับผมมาก สำหรับผมเเล้วผมถือว่าเป็นปรากฏการณ์ลึกลับที่ผมต้องการทราบเเรงมหัศจรรย์ดังกล่าว'


บทเรียนหนึ่งที่ทำให้เทสล่าประทับใจอย่างยิ่ง คือวันหนึ่งศาสตราจารย์โปชล์ได้นำเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจากปารีสมาเเสดงให้นักเรียนของเขาดู เขาสาธิตให้ดูว่าเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสามารถทำงานเป็นมอเตอร์ได้อย่างไร?

ในช่วงต้นๆของยุคไฟฟ้า เเบตเตอรี่ถือเป็นเเหล่งพลังงานไฟฟ้าเเหล่งเดียวที่สามารถนำมาใช้งานได้ ซึ่งมันจะให้ไฟฟ้กระเเสตรงเท่านั้น ดังนั้นในยุคเเรกที่มอเตอร์ถูกประดิษฐ์ขึ้น มันจะถูกจ่ายไฟโดยเเบตเตอรี่ เมื่อไมเคิล ฟาราเดย์สร้างเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเครื่องเเรกขึ้น เขาพบว่าถ้าเขาให้ขดลวดหมุนเป็นวงกลมในสนามเเม่เหล็กจะทำให้เกิดไฟฟ้ากระเเสสลับที่เเปลกประหลาดไหลผ่านขดลวดดังกล่าว เเต่ไม่มีใครสามารถใช้ไฟฟ้ากระเเสสลับที่เกิดขึ้นมาขับมอร์เตอร์ได้ ต่อมามีการค้นพบว่าถ้าเอาสวิชต์ทางกลมาติดที่ปลายขดลวดจะสามารถปรับทิศทางของไฟฟ้าให้ไปข้างหน้าหรือถอยหลังได้ ดังนั้นจึงสามารถเเปลงให้มันเป็นไฟฟ้ากระเเสตรงได้ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า Gramme ที่ศาสตราจารย์โปชล์ซื้อมาจากปารีส ก็มีการใช้งานสวิชท์ดังกล่าว ซึ่งเรียกสวิทช์นี้ว่า คอมมิวเตเตอร์ (Commutator)


เครื่องจักรกลนี้สามารถใช้ได้ทั้งเป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเเละมอเตอร์ เเต่เมื่อศาสตราจารย์โปชล์ใช้มันเป็นมอเตอร์ เทสล่าได้ตั้งข้อสังเกตว่า เเปรงเหล็กที่เชื่อมต่อกับไฟฟ้าเพื่อทำให้คอมมิวเตเตอร์เคลื่อนที่มีการสปาร์คเเละเกิดเสียงดัง เขาพูดในสิ่งที่เขาคิด โปชล์ตอบว่า เเน่นอน เเละควรจะเป็นไปได้ที่จะหมุนมอเตอร์โดยไม่ใช้วิธีการนี้ ดูว่าเมื่อเกิดการสปาร์คเเล้วมันเเย่เพียงใด มันจะมีประสิทธิภาพมากกว่านี้มากถ้าสามารถกำจัดการสปาร์คนี้ออกไปได้


อาจารย์ที่ดีควรจะเคารพในความคิดเห็นของผู้เรียน ศาสตราจารย์โปชล์ก็เป็นเช่นนั้น เขาได้สละเวลาหนึ่งคาบเต็มเพื่ออธิบายเเก่เทสล่าว่าทำไมไฟฟ้ากระเเสสลับจึงไม่สามารถใช้งานกับมอเตอร์ได้ ในช่วงท้ายของการเรียนวิชานี้ศาสตราจารย์โปชล์กล่าวว่า บางทีในอนาคตคุณเทสล่าอาจค้นพบในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เเต่สำหรับผมเเล้ว ผมไม่เคยทำให้มอเตอร์หมุนได้ด้วยไฟฟ้ากระเเสสลับ ซึ่งเปรียบเสมือนกับการเอาเเรงดึงดูดของโลกซึ่งเป็นเเรงคงที่มาเเปลงเป็นการหมุน ซึ่งมันเป็นความคิดที่เป็นไปไม่ได้


เเต่อย่างไรก็ตามเทสล่ามั่นใจอย่างมากว่าสามารถทำได้ เขาให้เหตุผลว่าถ้าไฟฟ้ากระเเสสลับเกิดจากการเคลื่อนที่เเบบเป็นวงกลม (circular motion) เเล้ว การเคลื่อนที่เเบบเป็นวงกลมก็สามารถทำให้เกิดไฟฟ้ากระเเสสลับได้เช่นกัน

เเม้ว่าการศึกษาที่สุดวิเศษจะจบลง เเต่เทสล่าก็ยังคงสนุกกับการศึกษาเล่าเรียน เเต่หลังจากที่พ่อของเขาเสียชีวตหลังจากเขาจบการศึกษาไม่นาน เขาคาดว่าเเม่ของเขาคงไม่สามารถส่งเสียให้เขาได้เรียนสูงขึ้นได้ต่อไป เขาต้องการงาน


คุณพูสคัส (Puskus) เพื่อนที่เเสนดีของพ่อผู้ล่วงลับได้ทำธุรกิจติดตั้งระบบโทรศัพท์ในเมืองบูดาเปสท์ (Budapest) เเละได้เสนองานให้กับเทสล่า เทสล่าจึงย้ายไปอยู่ที่บูดาเปสท์ คุณพุสคัสได้ให้กำลังใจเเละข้อเสนอเเนะกับเทสล่าเกี่ยวกับการทำมอเตอร์ไฟฟ้ากระเเสสลับ เทสล่าทำงานอย่างหนักกับการคิดค้นมอเตอร์ชนิดใหม่นี้จนเขามีอาการโรคจิต อาการที่เขาเป็นหนักในตอนนั้นคือ ระบบประสาทสัมผัสด้านการได้ยินดีเป็นพิเศษ ทำให้เสียงทุกชนิดสามารถสร้างความวิตกกังวลเเก่เขาได้ ตลอดชีวิตของเทสล่าประสาทสัมผัสด้านการได้ยินของเขาจะดีเสมอ เเต่ระหว่างที่เขาสติเเตกนั้นเขาค่อนข้างอ่อนไหว เเม้กระทั่งเเมลงวันบินมาเกาะที่โต๊ะยังสามารถสร้างความรำคาญเเก่เขาได้


เทสล่าวางเตียงนอนของเขาไว้บนฐานที่รองที่ทำจากยาง เพื่อป้องกันความวิตกกังวลว่าหูของเขาจะได้ยินเสียงการสั่นสะเทือนของเมือง เขายืนยันว่าเขาได้ยินทุกการสนทนาที่อยู่รอบตัวเขา เป็นเสียงที่สับสนปนเปกันไปหมด หลายปีผ่านไปหลังจากนั้นเขาเขียนบันทึกไว้ว่า ทางเดียวที่จะทำให้เขาสามารถเดินต่อไปสู่เป้าหมายที่เขาต้องการได้ในช่วงเวลาที่เลวร้ายนี้ คือเขาจะต้องให้ความรักเเละความต้องการอย่างเเรงกล้าในการสร้างสนามเเม่เหล็กหมุน (rotationg magnetic field) โดยใช้ไฟฟ้ากระเเสสลับ ความหลงไหลในการที่จะสร้างมอเตอร์ไฟฟ้าชนิดใหม่คือสิ่งที่ทำให้เขาผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายนั้นมาได้ เขากล่าวว่า 'สำหรับผมเเล้วมันเหมือนกับเป็นคำสาบานที่น่าสะพรึงกลัว มันเป็นคำถามเกี่ยวกับความเป็นความตายสำหรับผม ผมรู้ว่าถ้าผมล้มเหลวผมอาจตายได้ '


เเต่บางทีความหลงใหลเกินเหตุนี้อาจเป็นสาเหตุให้เขาป่วยทางจิต เเต่สิ่งที่น่าอัศจรรย์คือ การค้นพบคำตอบของปัญหาไฟฟ้านี้เกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกันกับเวลาที่เขาสามารถรักษาอาการทางจิตของตัวเองได้

ในบันทึกของเขาเกี่ยวกับการค้นพบนี้ได้ถูกเปิดเผยหลังจากที่เขาเสียชีวิตเเล้ว รู้จักในชื่อ 'อัตชีวประวัติ' (autobiography) เขาบันทึกไว้ว่าความลับของปัญหาปรากฏคำตอบขึ้นในตอนที่เขาเดินผ่านสวนสาธารณะของเมืองบูดาเปสท์กับเพื่อนของเขา เขามองดูพระอาทิตย์ที่กำลังจะตกเเล้วท่องกลอนของเกอร์เธ่ออกมาดังๆว่า


"เหมือนเเสงวาบจากฟ้าผ่า เเละทันใดนั้นความลับก็ถูกเปิดเผย ผมได้วาดไดอะเเกรมของมอร์เตอร์ชนิดใหม่ของผมลงบนผืนทรายด้วยเเท่งไม้ ความลับทั้งหลายของธรรมชาติที่ผมได้ค้นพบโดยบังเอิญ ผมขอมอบให้เเก่ใครคนหนึ่งที่ผมเคยไปเเย่งชิงของรักของเธอมา เพื่อที่ผมจะได้พ้นจากสิ่งไม่ดีต่างๆที่จะบังเกิดขึ้นำกับผมต่อไป"


ธรรมชาติความเป็นศิลปินของเทสล่าปรากฏออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน เช่นที่ได้บรรยายไป เขาได้กล่าวเเสดงความดีใจเมื่อได้ค้นพบคำตอบของปัญหาออกมาเป็นบทกวี เขาชอบจ้องมองความงดงามของธรรมชาติ เเละสนุกสนานกับการท่องบทกวีของเกอร์เธ่ เขารู้ตัวว่าตัวเองเป็นศิลปินที่มีใจรักในการทำงานทางวิทยาศาสตร์เเละธรรมชาติ


ความคิดของเขาเป็นสิ่งที่สวยงาม ไม่มีใครเคยคิทำมอเตอร์ที่ใช้กับไฟฟ้ากระเเสสลับ (AC motor) มาก่อน มีวิศวกรไฟฟ้าหลายคนพยายามสร้างมอร์เตอร์ไฟฟ้ากระเเสสลับ พวกเขาพบว่าสนามเเม่เหล็กที่เกิดขึ้นโดยไฟฟ้ากระเเสสลับมีการหมุนปั่นไปรอบๆโดยไม่สามารถขับมอเตอร์ให้หมุนได้ โดยสนามเเม่เหล็กจะหายไปเมื่อกระเเสไฟฟ้ากลับทิศทาง เเละมอเตอร์ก็หยุดหมุน เเล้วเทสล่าทำอย่างไรหล่ะ? เทสล่าได้ใช้ไฟฟ้ากระเเสสลับสองกระเเสที่ลำดับการเกิดต่อเนื่องกัน เหมือนกับลักษณะคลื่นของขากิ้งกือ ที่มีลักษณะการเคลื่อนที่ต่อเนื่องกันไปทำให้เกิดการเคลื่อนที่ไปข้างหน้า สนามเเม่เหล็กทั้งสองจะทำงานช่วยกันในการผลักเพลาหมุน (rotating shaft) ของมอเตอร์ให้หมุน ถ้ามีการใช้กระเเสไฟฟ้าหลายชุด เขาเชื่อว่าจะเกิดกระเเสไฟฟ้าต่อเนื่อเเละเเรงพอที่จะหมุนมอเตอร์ได้


เมื่อกระเเสไฟฟ้าเส้นหนึ่งตายไป กระเเสไฟฟ้าเส้นต่อไปก็เกิดขึ้นเพื่อหมุนมอเตอร์สลับหมุนเวียนกันไป มันทำงานได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้การเชื่อมต่อไฟฟ้าเข้ากับเพลาหมุนเเละเทสล่าได้ทำในสิ่งที่เขาได้พูดกับศาสตราจารย์โปชล์ว่าจะทำ เขาได้ทำให้การสูญเสียประสิทธิภาพที่เกิดจากการสปาร์คหมดไป ไฟฟ้าจะเชื่อมต่อกับอาร์เมเจอร์ (armature) ของมอเตอร์โดยวิธีการไร้สาย (wireless method) ด้วยการเหนี่ยวนำเเม่เหล็กไฟฟ้า ขณะที่ไฟฟ้าไหลผ่านคอยซึ่งเป็นชิ้นส่วนของมอเตอร์ที่ไม่เคลื่อนไหว จะก่อให้เกิดสนามเเม่เหล็กเคลื่อนที่ผ่านขดลวดของโรเตอร์ (rotor coil) ซึ่งจะทำให้เกิดกระเเสไฟฟ้าไหลโดยไม่ต้องใช้ลวดเชื่อมต่อกับชิ้นส่วนเคลื่อนที่ ซึ่งตอนนั้นเทสล่าพบความจริงว่า ธรรมชาติอนุญาติให้ไฟฟ้าไหลผ่านช่องว่า (space) โดยไม่จำเป็นต้องใช้ลวดตัวนำ


ความคิดของเทสล่านั้นเรียบง่ายเเละสามารถขายได้ เเต่ว่าเทสล่าไม่เหมือนเอดิสัน เขาไม่เคยเข้าใจว่าจะวัดคุณค่าของงานเขาออกมาเป็นหน่วยดอลล่าอย่างไร การทำงานอย่างหนักของเขาในการคิดค้นสิ่งประดิษฐ์นี้ถูกขับเคลื่อนโดยความต้องการที่จะเเก้ปัญหา เขาไม่เคยคิดว่าทำอย่างไร ผู้คนถึงจะจ่ายเงินเพื่อซื้อผลงานของเขา เเละนี่คือจุดอ่อนที่สำคัญของเทสล่าซึ่งเเสดงให้เห็นตั้งเเต่ช่วงเริ่มต้นอาชีพวิศวกรไฟฟ้าของเขาเลยทีเดียว


เขาใช้เวลาอีกไม่กี่เดือนในการทำงานเพื่อให้ได้รายละเอียดที่สมบูรณ์ของระบบไฟฟ้ากระเเสสลับ เขาได้ออกเเบบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า มอเตอร์ เเละหม้อเเปลง เเละทุกๆอย่างที่จำเป็นกับระบบส่งกำลังไฟฟ้าระยะทางไกล ด้วยความที่เขาเป็นคนที่ความจำดี เเละมีความสามารถในการสร้างภาพทางความคิด ทำให้เขาไม่จำเป็นต้องวาดเเบบออกมาบนกระดาษเขียนเเบบมากมาย เเต่เขาเก็บสิ่งที่เขาได้ออกเเบบไว้ในความจำของเขา ในช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เทสล่าประดิษฐ์ต้นเเบบของอุปกรณ์หลายชนิด ซึ่งท้ายที่สุดเเล้วก็กลายเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน เขาได้ต่อเติมความคิดของเขาจากการใช้ชุดไฟฟ้ากระเเสสลับจากสองชุดเป็นสามชุด ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเเก่มอเตอร์ เขาเรียกสิ่งประดิษฐ์ใหม่ว่ามอเตอร์เเบบหลายเฟส (Polyphase motor) ซึ่งก่อนหน้านี้เขาได้ออกเเบบมอเตอร์สองเฟสเสร็จเรียบร้อยเเล้ว ระบบไฟฟ้ากระเเสสลับทั้งหมดถูกเก็บไว้ในความทรงจำของเขาผู้เดียวเท่านั้นเเละความรู้รวมถึงทฤษดีต่างๆทางไฟฟ้าที่เขาได้ร่ำเรียนมาทำให้เขาค่อนข้างมั่นใจว่าสิ่งประดิษฐ์ที่เขาได้ออกเเบบไว้ทำงานได้


เทสล่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้บุกเบิกวิศวกรรมไฟฟ้ายุคใหม่ ซึ่งทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจคณิตศาสตร์อย่างถ่องเเท้ทำให้เขาสามารถทำนายได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาศึกษาคณิตศาสตร์เเละผลงานต่างๆของนักวิทยาศาสตร์รุ่นก่อนๆที่เคยศึกษามาก่อนทำให้สามารถเข้าใจว่าไฟฟ้ามีการทำงานอย่างไร เทสล่าไม่ได้ทำงานเเบบเดาสุ่ม (trial and error) เเบบที่เอดิสันชอบทำ เขาจะใช้ความคิดเเก้ปัญหาให้ได้ก่อนที่จะสร้างสิ่งประดิษฐ์ใดๆ ดังนั้นเมื่อเทสล่าพบเอดิสันครั้งเเรกเขาจึงรู้สึกไม่ค่อยประทับใจในความไม่มีระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์ของชายผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้ เทสล่ากล่าวว่า 'ถ้าให้เอดิสันหาเข็มเเท่งหนึ่งที่ตกอยู่ในกองฟาง เขาจะเริ่มหาในทันที อย่างบากบั่น ขยัน พากเพียร เหมือนผึ้ง โดยเขาจะหาโดยละเอียดจากฟางที่ละเส้นๆ จนพบเข็ม '


ความชำนาญ เเล้วความคิดของเอดิสันไม่ใช่วิธีทางวิศวกรรมไฟฟ้าอย่างเเท้จริง เป็นเพียงการทำเงินจากความคิดของคนอื่น เเต่เทสล่านั้นเเตกต่าง เขาคือจุดเริ่มต้นตั้งเเต่กระบวนการคิด ทฤษฎีเเละการออกเเบบจนถึงขั้นตอนการประดิษฐ์เเล้วได้สิ่งประดิษฐ์ออกมาเป็นผลลัพธ์สุดท้าย เขามีเเรงขับเคลื่อนคือความต้องการที่จะให้คนอื่นเห็นคนค่าในตัวของเขา โดยเขาจะไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นใดๆเกี่ยวกับขีดจำกัดของความเป็นไปได้ ถ้าเขาได้พิสูจน์ทางคณิตศาสตร์เเละตรรกะเเล้วว่าเป็นไปได้ เเละเขาจะยืนกรานอย่างดื้อรั้นในสิ่งที่เขาจะทำ ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขามักจะถูกเสมอเเละท้ายที่สุดเเล้วเขาก็สร้างทฤษฎีเเละสิ่งประดิษฐ์ที่เปลี่ยนเเปลงโลกทั้งใบเพื่อให้เป็นไปในเเบบที่เขาต้องการ ปัจจุบันเราอยู่บนโลกใบนี้ เมื่อมองไปรอบๆตัวเราก็จะเห็นเเต่มรดกต่างๆที่เทสล่าทิ้งไว้ ขอบคุณ นิโคล่า เทสล่า


2 ความคิดเห็น: