Power of The Black Sun

" Let the future tell the truth, and evaluate each one according to his work and accomplishments. The present is theirs; the future, for which I have really worked, is mine. "

"ให้อนาคตเป็นเครื่องบอกความจริงของคนๆหนึ่ง โดยพิจารณาจากสิ่งที่คนๆนั้นทำเเละความสำเร็จที่คนๆนั้นได้รับ ปล่อยให้ปัจจุบันเป็นเรื่องของพวกเขา ส่วนอนาคต ซึ่งผมตั้งใจทำมันอย่างจริงจัง คืองานของผม "
............................................................................................

วันพุธที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ดาวดับ ตอนที่ 3

สำหรับตอนนี้เราจะกล่าวถึงเรื่องราวของโนวาเเละซุปเปอร์โนวา เพราะมันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนดาวดับ สำหรับในตอนนี้เราจะพูดเรื่องของโนวาก่อน โนวา (nova) คือการระเบิดนิวเคลียร์คาตาสิสมิค (cataclysmic nuclear explosion) ที่เกิดจากการสะสมตัวของไฮโดรเจนที่พื้นผิวของดาวเเคระขาวซึ่งเป็นสาเหตให้เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันขึ้นอีกครั้ง โดยที่โนวาจะมีความเเตกต่างจาก ซุปเปอร์โนวา (supernova) เเละ/หรือ โนวาสว่างสีเเดง (luminous red novae)

ถ้าดาวเเคระขาว (dwarf white) เป็นระบบดาวคู่ เเละมีดาวฤกษ์ที่เป็นเพื่อนโคจรอยู่เคียงข้างกันโคจรล้ำจุดที่เรียกว่า โรเชอร์ โลบ (Roche lobe) ดาวเเคระขาวจะดึงเอาเเก๊สที่อยู่ในชั้นบรรยากาศของดาวฤกษ์ที่โคจรอยู่ข้างๆมาใช้ โดยที่ดาวฤกษ์ที่อยู่ข้างๆอาจเป็นดาวเเคระขาวอาจเป็นดาวฤกษ์ที่จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกัน หรือดวงหนึ่งกำลังจะขยายขนาดกลายเป็นดาวยักษ์เเดง เเก๊สที่ดาวเเคระขาวจับได้โดยพื้นฐานเเล้วจะเป็นไฮโดรเจนกับฮีเลียม ซึ่งเเก๊สสองชนิดนี้เป็นธาตุพื้นฐานของจักรวาล เเก๊สจะถูกอัดบนพื้นผิวของดาวเเคระขาวด้วยเเรงโน้มถ่วงที่เข้มข้นของมัน ขณะที่เเก๊สถูกอัดเข้าสู่ด้านในเเก๊สดังกล่าวมีความดันเเละอุณหภูมิสูงขึ้นมาก จากการที่เเก๊สของดาวเเคระขาวร่อยหรอมาก ดังนั้นเเก๊สที่ถูกดูดอัดเข้ามาที่ผิวของดาวเเคระขาวจะไม่ทำให้ดาวเเคระขาวพองตัวขยายขนาด เมื่อเเก๊สต่างๆถูกอัดตัวบนพื้นผิวของดาวเเคระขาวจนมีอุณหภูมิสูงขึ้นถึง 20 ล้านเคลวิน ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันจะเกิดขึ้นอีกครั้ง
ไฮโดรเจนจะทำปฏิกิริยานิวเคลียร์ตามวัฎจักร CNO

ในระบบดาวคู่เกือบทั้งหมดจะมีการใช้ไฮโดรเจนในปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันอย่างรวดเร็ว เเละในอัตราที่ไม่คงที่ ในการเปลี่ยนเเก๊สไฮโดรเจนจำนวนมากไปเป็นธาตุที่หนักกว่า พลังงานปริมาณมหาศาลจะถูกปล่อยออกมาจากกระบวนการเเละมีการพ่นเเก๊สส่วนที่ตกค้างออกมาจากพื้นผิวของดาวเเคระขาวซึ่งทำให้เกิดเเสงสว่างจากการระเบิดออกที่สว่างไสว ซึ่งความสว่างสูงสุดของมันถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มโนวา หลังจากความสว่างจ้าของมันถึงจุดสูงสุดเเล้วมันจะค่อยๆลดลงอย่างคงที่ ระยะเวลาที่ความสว่างของมันลดลง 2 ถึง 3 เเมกนิจูดจะถูกใช้ในการจำเเนกชนิดของโนวาได้อีก โดยจำเเนกเป็นโนวาเเบบเร็วเเละช้า โดยที่โนวาเเบบเร็วจะใช้เวลา 25 ในการลดความสว่างลง 2 เเมกนิจูด ในขณะที่โนวาเเบบช้าจะใช้เวลาถึง 80 วัน

เเม้ว่าการระเบิดของมันจะรุนเเรง เเต่วัตถุดิบที่โนวาพ่นออกมานั้นมีเพียงเเค่ 1 ใน 1000 ของมวลของดวงอาทิตย์ เเละมีปริมาณที่น้อยมากเมื่อเทียบกับมวลของดาวเเคระขาว เเละยิ่งไปกว่านั้นมันใช้มวลเพียงเเค่ 5 เปอร์เซนต์ที่ดึงมาได้ในการระเบิด เเต่อย่างไรก็ตามพลังงานจากการระเบิดก็มีมากพอที่จะเร่งสสารจากการระเบิดให้มีความเร็วที่พุ่งออกมามากเท่ากับหลายพันกิโลเมตรต่อวินาที (ซึ่งโนว่าเเบบเร็วจะมีความเร็วของสสารที่พ่นออกมามากกว่าโนวาเเบบช้า)ในขณะเดียวกันความสว่างของมันจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากไม่กี่เท่าของความสว่างของดวงอาทิตย์เป็น 50,000 - 100,000 เท่าของความสว่างของดวงอาทิตย์ ในปี ค.ศ. 2010 นักวิทยาศาสตร์ได้การค้นพบอันน่าตื่นเต้นเป็นครั้งเเรกโดยใช้กล้องโทรทัศน์อวกาศรังสีเเกมม่าเฟอร์มิ (Fermi Gamma-ray Space Telescope) พบว่าโนวาสามารถปล่อยรังสีเเกมม่าที่มีพลังงานมากกว่า 100 เมกะอิเล็คกตรอนโวลท์ออกมาด้วย

ได้มีการเสนอว่าควรจะมีการระเบิดของฮีเลียมโนวา (helium nova) ซึ่งเป็นโนวาที่ไม่มีเส้นเเถบสเปคตรัมของไฮโดรเจน ซึ่งมีสาเหตุมาจากเป็นการระเบิดของเปลือกของดาวเเคระขาว ซึ่งการเเนวคิดดังกล่าวถูกเสนอครั้งเเรกโดย คาโตะ ไซโอะ เเละฮาชิสุ (Kato Saio and Hachisu) ในปี ค.ศ. 1989 ซึ่งหลังจากนั้นก็มีการค้นพบฮีเลียมโนวาขึ้นเป็นครั้งเเรกในปี ค.ศ. 2000 โดยฮีเลียมโนวานี้มีชื่อว่า V445 Puppis เเละหลังจากนั้นการระเบิดโนวาที่พบต่อมาอีกสี่ครั้งเป็นฮีเลียมโนวาทั้งหมด

ดาวเเคระขาวมีศักยภาพในการทำให้เกิดโนวาได้หลายต่อหลายครั้งตราบเท่าที่มีการเติมเชื้อเพลิงไฮโดรเจนให้กับมันจากดาวคู่หูที่โคจรอยู่ข้างๆ ยกตัวอย่างเช่นดาว RS Ophiuchi ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ามันเกิดระเบิดโนวามาเเล้วหกครั้ง ในปี ค.ศ. 1898 1933 1958 1967 1985 เเละ 2006 เเละสุดท้ายคาดว่ามันสามารถจะระเบิดเป็นซุบเปอร์โนวาชนิด Ia ได้ถ้ามันมีมวลเกินขีดจำกัดของจันทรสิกขา (Chandrasekhar limit)




รูปภาพเเสดงการดึงมวลของดาวคูหูมาใช้ในการเกิดโนวา
ของดาวเเคระขาว






คำศัพท์ทางเทคนิคที่คนธรรมดาทั่วไปอาจไรู้เเละจะมีการขยายความอธิบายต่อไปได้เเก่
1. การระเบิดคาตาสิสมิค
2. ดาวเเคระขาว
3. โนวาสว่างสีเเดง
4. โรเชอ โลบ
5. ขีดจำกัดของจันทรสิกขา

ดาวดับ ตอนที่ 2

สำหรับในตอนนี้จะกล่าวเบื้องต้นเกี่ยวกับที่มาของพลังงานจากดาวฤกษ์ มาดูว่าดาวฤกษ์สร้างพลังงานความร้อนเเละเเสงสว่างได้อย่างไร . . . . เเกนกลางของดาวฤกษ์จะมีการเกิดปฏิกิริยาที่ให้ความร้อนมากกว่าเปลวไฟใดๆที่อยู่บนโลกใบนี้ ความร้อนเเละเเสงสว่างนั้นเกิดจากการหลอมรวมตัวของนิวเคลียสของอะตอมของธาตุที่เบากว่าเป็นอะตอมของธาตุที่หนักกว่า ปฏิกิริยาการหลอมรวมจะทำให้เกิดมวลพร่อง เปลี่ยนไปเป็นพลังงานตามที่เราได้เคยเรียนกันในวิชาฟิสิกส์นิวเคลียร์ระดับมหาวิทยาลัย พลังงานที่เกิดขึ้นสามารถคำนวณได้จากสมการอันโด่งดังของไอน์สไตน์ E=mc^2 เมื่อ E คือพลังงาน m คือมวลพร่อง เเละ c คือความเร็วเเสง สำหรับเเกนกลางของดาวอาทิตย์นิวเคลียสไฮโดรเจนจะหลอมรวมกันเเพื่อเปลี่ยนเป็นนิวเคลียสของฮีเลียมที่หนักกว่า ดังเเสดงในตารางธาตุด้านล่าง

การหลอมรวมนิวเคลียส
เเกนกลางของอะตอมประกอบด้วยหนึ่งโปรตอนหรือมากกว่าเเละหนึ่งนิวตรอนหรือมากกว่า ส่วนอิเล็กตรอนจะโคจรอยู่รอบๆนิวเคลียส เเต่ภายในดาวฤกษ์นั้นจะมีความดันเเละความร้อนสูงมากทำให้อิเล็กตรอนมีพลังงานสูงจนหลุดไปจากวงโคจรรอบนิวเคลียสของมัน ทำให้เหลือเเต่นิวเคลียสหรือประจุอิออนบวก ทำให้โปรตอนที่มีความเร็วสูงของไฮโดรเจนวิ่งกระเเทกกันหลอมเป็นนิวเคลียสของฮีเลียม โดยการหลอมรวมจะมี 3 ขั้นตอนดังนี้ 1. นิวเคลียสของไฮโดรเจนสองลูกประกอบด้วยหนึ่งโปรตอนหลอมเข้าเป็นหนึ่งนิวเคลียสของดิวเทอรอน (ไอโซโทปของไฮโดรเจนที่หนักกว่าไฮโดรเจนทั่วไป) เเล้วปล่อยหนึ่งโพซิตรอนเเละหนึ่งนิวตริโนออกมา 2. ดิวเทอรอนเเละอีกหนึ่งโปรตอนหลอมเข้าด้วยกันเป็นฮีเลียมเบาให้พลังงานออกมาในรูปรังสีเเกมมา 3. นิวเคลียสของฮีเลียมเบาสองลูกหลอมรวมเข้าด้วยกันเเละปล่อยโปรตอนออกมา นิวเคลียสของฮีเลียมที่ได้จะประกอบด้วยสองโปรตอนเเละสองนิวตรอน ซึ่งมวลของนิวเคลียสของฮีเลียมที่เกิดขึ้นจะน้อยกว่ามวลของนิวเคลียสตั้งต้นเพียงเล็กน้อย มวลที่หายไปเรียกว่ามวลพร่อง ซึ่งมันถูกเปลี่ยนไปเป็นพลังงาน
















ปัจจุบันเรากำลังทำการวิจัยเกี่ยวกับการสร้างปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันบนโลก กล่าวคือเรากำลังจะสร้างดาวฤกษ์จำลอง (artificial star) บนโลกใบนี้เพื่อนำพลังงานที่ได้มาเป็นต้นกำลังในการผลิตไฟฟ้า โดยความร่วมมือระหว่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบันอยู่ที่ปฏิกรณ์ที่มีชื่อว่า ITER ดังเเสดงในรูปด้านล่าง












วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ดาวดับ ตอนที่ 1

เนื่องจากพวกเราที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากนาซี เพื่อพัฒนาเป็นเทคโนโลยีล้ำสมัย จะต้องมีความเข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับ จักรวาลวิทยา (cosmology) เป็นอย่างดี เนื่องจากจักรวาลเป็นต้นกำเนิดของชีวิตการเข้าใจจักรวาลจะช่วยให้เราค้นพบวิธีการสร้างพลังงานยั่งยืนมากมาย จักรวาลในสภาวะเริ่มต้นมีเพียงธาตุพื้นฐานคือไฮโดรเจน การที่มีสิ่งมีชีวิตอย่างเรา รวมถึงโลกของเราที่ประกอบด้วยธาตุต่างๆมากมายตามตารางธาตุนั่นย่อมหมายถึงว่า ระบบสุริยะของเราเป็นวัตถุดิบที่เป็นผลผลิตจากการเกิดการระเบิดของดาวฤกษ์มาเเล้วครั้งเเล้วครั้งเล่า ดังนั้นคำว่าดาวดับมันไม่ได้หมายถึงดับเเล้วดับเลย วัตถุดิบจากดาวดับจึงเป็นวัตถุดิบสำหรับการก่อตัวของดาวฤกษ์ดวงใหม่


ก่อนที่จะพูดถึงดาวดับ ในตอนเเรกนี้เราจะต้องทำความเข้าใจความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับดาวฤกษ์ก่อน เราจะต้องรู้ว่าอะไรบ้างที่เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่ออายุขัยของดาวฤกษ์ โดยทั่วไปดาวฤกษ์ที่มีมวลน้อยจะมีอายุขัยที่ยาวนานกว่าดาวฤกษ์ที่มีมวลมาก ดาวอาทิตย์ของเราถือเป็นดาวฤกษ์ที่มีมวลขนาดกลาง (จากการคำนวณเเล้วควรจะมีอายุขัยประมาณหมื่นล้านปี ดาวฤกษ์ที่มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ 5 เท่าจะมีอายุเพียงเเค่ร้อยล้านปีเท่านั้น) ดาวฤกษ์ที่มีมวลมากมีปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันที่รุนเเรงเเละให้เเสงสว่างที่เจิดจ้ามากกว่า
เเต่อายุของมันจะสั้น ดาวฤกษ์ที่มีขนาดเท่ากับดวงอาทิตย์ เมื่อมันใช้เชื้อเพลิงนิวเคลียร์หมด มันจะขยายตัวออกเป็นดาวยักษ์สีเเดง เเล้วยุบตัวลงเป็นดาวเเคระขาว ดาวฤกษ์ที่มีมลมากกว่าดวงอาทิตย์ จะขยายตัวออกเป็นดาวยักษ์ใหญ่ก่อนที่เจะเข้าสู่ขั้นตอนการระเบิดเป็นซุปเปอร์โนวา


การกำเนิดดาวฤกษ์ . . . . เมฆหมอกขนาดใหญ่ของฝุ่นเเละเเก๊สในกาเเล็คซี่เป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการเกิดดาวฤกษ์ ขณะที่เมฆยุบตัวเข้าหากันความหนาเเน่นของสสารที่ศูนย์กลางการยุบตัวจะเพิ่มสูงขึ้น ทำให้อุณหภูมิเเละความดันเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย เมื่อถึงจุดๆหนึ่ง อุณหภูมิเเละความดันจะมากพอที่จะทำให้ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันเริ่มขึ้นได้ เเละเมฆหมอกที่เหลือตกค้างอยู่บางส่วนอาจควบเเน่นก่อตัวเป็นดาวเคราะห์เเละบริวารต่างๆในระบบสุริยะ เมื่อเขียนเป็นขั้นตอนวัฏจักรชีวิตของดาวฤกษ์จะเขียนอธิบายได้ดังนี้

1. บริเวณปริภูมิในห้วงอวกาศที่มีความหนาเเน่นของเเก๊สเเละฝุ่นระหว่างดวงดาวอาจเป็นที่ๆทำให้เกิดการยุบตัวเข้าหากันด้วยความโน้มถ่วงเเละคลื่นกระเเทก

2. ฝุ่นเเละเเก๊สที่กำลังยุบตัวเข้าหากันจะเปลี่ยนรูปร่างเป็นวงเเบนเเละมีความหนาเเน่นเพิ่มสูงขึ้น

3. ขณะที่ฝุ่นเเละเเก๊สเริ่มหดตัวลงศูนย์กลางที่มีความหนาเเน่นจะเริ่มหมุนอย่างรวดเร็วจนเกิดเป็นก้อน

4. ความหนาเเน่น ความดัน เเละอุณหภูมิ ณ จุดศูนย์กลางการหมุนวนจะสูงขึ้นมาก เเละดาวฤกษ์เริ่มก่อตัวขึ้น

5. กลุ่มเเก๊สส่วนนอกถูกพัดจนเเตกกระเจิงด้วยลมจากดาวฤกษ์ออกสู่ด้านนอก

6.ความดันเเละอุณหภูมิในดาวฤกษ์ช่วงต้นชีวิตของมันจุดชนวนให้เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันทำให้ดาวฤกษ์เริ่มส่องเเสง

7. อวสานของดาวฤกษ์ . . . . เมื่อเชื้อเพลิงนิวเคลี่ยร์ถูกใช้จนหมดดาวฤกษ์ขนาดเท่าดวงอาทิตย์จะขยายตัวเป็นดาวยักษ์เเดงเเล้วทรุดตัวลงเป็นดาวเเคระขาวในลำดับต่อมา เเละสุดท้ายเป็นดาวเเคระดำ ส่วนดาวฤกษ์ที่มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ 10 เท่าจะสิ้นสุดตัวเองด้วยการระเบิดอย่างรุนเเรงที่เรียกว่าซุปเปอร์โนวา เหลือซากไว้เพียง ถ้าไม่เป็นดาวนิวตรอนก็เป็นหลุมดำ













ดูสารคดีเรื่องเกี่ยวกับดาวดับได้ก่อนล่วงหน้าจากวิดีโอด้านล่างนี้ครับ
มันมีอยู่ 4 ตอน ดูจบเเต่ละตอนก็คลิกดูต่อไปเรื่อยๆจนครบ 4 ตอนครับ สนุก ส่วนเนื้อหาผมจะเขียนต่อไปเรื่อยๆในวันหลัง

วันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2554

นิโคล่า เทสล่า ชายผู้สร้างอนาคต : ตอนที่ 8 โรงไฟฟ้าพลังน้ำเเห่งไนเเองการา

ทางตอนเหนือของอเมริกา บริเวณเขตแดนระหว่างอเมริกากับแคนาดา เป็นบริเวณที่มีแม่น้ำไนแองการาไหลผ่าน แม่น้ำจะเชื่อมต่อระหว่างทะเลสาบอีรี (Erie Lake) และออนทาริโอ (Ontario Lake) เป็นเขตแดนทางธรรมชาติที่แยกรัฐนิวยอร์คกับออนทาริโอออกจากกัน จากจุดเริ่มต้นในทะเลสาปอีรีที่เมืองบัฟฟาโล่ แม่น้ำไนแองการาไหลเป็นทางยาว 33 ไมล์ (53 กิโลเมตร) จนกระทั่งไหลลงทะเลสาบออนทาริโอะ ความต่างของระดับความสูงของพื้นทะเลสาบทั้งสองคือ 326 ฟุต (100 เมตร) ทะเลสาบออนทาริโอจะอยู่เบื้องล่างของหน้าผาใหญ่ ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดการไหลของแม่น้ำไนแองการา แม่น้ำทั้งสายจะร่วงลงมายังทะเลสาบด้วยความสูงการตกของน้ำโดยประมาณ 180 ฟุต (55 เมตร) ตรงจุดนี้จึงถูกเรียกว่าน้ำตกไนแองการา ที่ซึ่งมีพลังงานจากน้ำมหาศาล


ภาพของน้ำตกเป็นภาพที่สวยงามน่าอัศจรรย์และทรงพลัง น้ำที่ตกลงมามีอัตราการไหลเชิงปริมาตรโดยประมาณที่ 900,000,000 ลูกบากศ์ฟุตต่อชั่วโมง มันเป็นสถานที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งจากอเมริกาและแคนาดา และเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญ เป็นเวลากว่า 200 ปีแล้วที่ แดน จอนไคเร (Dan Joncaire) ได้สร้างโรงเลื่อยที่ใช้พลังงานจากการไหลของน้ำในแม่น้ำแองการราในการขับล้อให้หมุน เพื่อเป็นพลังงานในการเลื่อยไม้ แม่น้ำดังกล่าวจึงกลายเป็นแหล่งพลังงานที่เป็นที่รู้จัก


เทสล่ารู้ถึงพลังงานจากการไหลของน้ำ เพราะตอนเป็นเด็กเขาเป็นนักว่ายน้ำ ความบ้าบิ่นของเขาไปเร็วกว่าฝีมือ และเขาเกือบต้องตายตอนอายุ 16 ปีจากพลังงานการไหลของน้ำ เหตุการณ์ในครั้งนั้นคือ เขาว่ายน้ำอยู่คนเดียวในเขื่อนฝายน้ำล้นที่คาร์สตัด ในวันที่เขาว่ายน้ำนั้นเป็นวันที่น้ำหลาก ซึ่งเขาไม่ได้รับคำเตือน โดยปกติความสูงของน้ำจะประมาณ 2-3 นิ้ว (5-7 เซนติเมตร) เหนือขอบกำแพงเขื่อน และน้ำจะไหลช้าๆ แต่ในวันนั้นน้ำมีความสูงถึง 12 นิ้ว (30 เซนติเมตร) และไหลเชี่ยวมาก กระแสน้ำพัดเขาไปตามกระแส และถ้าเขาหลุดแล้วตกลงจากขอบเขื่อนนั่นหมายความว่าเขาจะต้องเสียชีวิตอย่างแน่นอน


เทสล่าพยายามจะว่ายทวนกระแสน้ำเพื่อว่าจะได้เป็นการชะลอความเร็วในการถูกพัด เมื่อถึงขอบเขื่อนความหวังเดียวคือคว้าไว้ให้ได้ แต่กระแสน้ำแรงมาก เขาคิดว่าแรงดันขอน้ำจะดันเขาพุ่งเลยกำแพงแล้วตกลงไปข้างล่างกระทบกับก้อนหิน เขาจำเป็นต้องคิดหาทางออกว่าจะทำอย่างไร และมันไม่เป็นการดีแน่ในสถานการ์นี้ที่จะร้องขอความช่วยเหลือ เพราะคงไม่มีใครได้ยินและเป็นการเสียแรงเปล่า และเขาคงจะว่ายทวนกระแสน้ำต่อไปไม่ได้เพราะแรงดันน้ำทำให้เขาหายใจไม่ออก


เทสล่าเล่าให้ฟังหลังจากนั้นว่า อันตรายครั้งนี้บังคับให้เขาต้องคิดอย่างละเอียดรอบคอบ คำตอบของปัญหาง่ายมาก คือเขาจะต้องพยายามลดพื้นที่รับแรงดันของร่างกาย ถ้าเขาหันข้างให้ทิศทางการไหลของกระแสน้ำ พื้นที่รับแรงดันของร่างกายจะลดลงสามเท่า เขาจะต้องเปลี่ยนจากการว่ายทวนกระแสน้ำมาเป็นการว่ายออกด้านข้างอย่างเร็วที่สุด เพื่อจะได้รีบเข้าถึงฝั่งก่อนที่จะถึงขอบกำแพงเขื่อนเขาจึงรอดตายมาได้


หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ เทสล่ารู้สึกมหัศจรรย์กับพลังงานจากการไหลของน้ำ เมื่อเขาเห็นรูปภาพของน้ำตกไนแองการาที่ยิ่งใหญ่ มีพลังงานไร้ขีจำกัด เขาได้เขียนบันทึกไว้สมัยเป็นนักเรียน และลงหนังสือแมกาซีน Electrical Experiment 1919 ดังนี้

สมัยเป็นนักเรียน ผมมุ่งความสนใจไปที่การสร้างกังหันน้ำ ผมได้สร้างมันออกมาหลายแบบ และพบแบบที่สามารถทำงานได้ดีที่สุด หลังจากผมได้เห็นน้ำตกไนแองการาแล้วผมรู้สึกทึ่งในพลังงานของมัน ผมจินตนาการเห็นล้อขนาดใหญ่ที่หมุนด้วยพลังงานจากน้ำตก ผมบอกกับลุงของผมว่า ผมจะไปอเมริกาและทำภาพในจินตนาการของผมให้กลายเป็นจริง สามสิบกว่าปีให้หลัง ความคิดของผมถูกนำมาใช้ที่ไนแองการา

เมืองต่างๆที่อยู่ใกล้น้ำตกไนแองการารู้ดีว่าพวกตนได้อยู่ใกล้กับแหล่งพลังงานมหาศาล แต่ก็ไม่รู้ว่า จะนำมันมาใช้อย่างไร ในปี ค.ศ. 1886 ชาวเมืองที่อยู่โดยรอบน้ำตกไนแองการาได้ก่อตั้งคณะกรรมการสิบเจ็ดคน (seventeen-man Commission) โดยมีท่านลอร์ด เคลวิน (Lord Kelvin) เป็นประธาน ลอร์ดเคลวินเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในยุคนั้น และในเวลานั้นเขาเป็นบุคคลที่ทุกคนให้ความเคารพในฐานะที่เป็นผู้ที่มีความน่าเชื่อถือที่สุดด้านไฟฟ้า ลอร์ด เคลวิน เป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งกราสโกล (University of Grasgow) สก็อตแลนด์ เขาเป็นที่รู้จักดีในฐานะผู้ค้นพบไฟฟ้าและแม่เหล็ก งานของคณะทำงานของเขาคือการสรรหาแผนการที่มีความเป็นไปได้ที่จะนำพลังงานจากน้ำตกไนแองการามาใช้ในการผลิตไฟฟ้า คณะกรรมการได้ตั้งเงินรางวัล 20,000 เหรียญสหรัฐ แก่ผู้เสนอแผนการที่มีความเป็นไปได้ที่สุด และจะต้องมีอุปกรณ์ทำจำเพาะเจาะจงที่พร้อมจะก่อสร้าง คณะกรรมชุดนี้ได้รับการเสนอแผนมาทั้งสิ้น 17 แผน แต่น่าเสียดายที่ทุกแผนที่เสนอมานั้นได้รับการปฏิเสธทั้งหมด


เวสติ้งเฮาส์ก็เป็นหนึ่งในนักธุรกิจที่เสนอแผนเพื่อชิงเงินรางวัลด้วย เขารู้ว่าที่ GE ไม่ร่วมเสนอแผนด้วยเพราะพวกเขาไม่สามารถใช้สิทธิบัตรของเทสล่าได้ และมีเพียงหนึ่งโรงงานเท่านั้นที่สัญญาว่าจะซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำแห่งนี้ คือบริษัท Pittburrgh Reduction Company ซึ่งต้องการใช้พลังงานในส่วนนี้เพื่อใช้ละลายอะลูมิเนียมโดยการใช้เตาเผาไฟฟ้า ถ้าโรงไฟฟ้าพลังน้ำแห่งนี้ถูกสร้างขึ้น มันจะสามารถส่งไฟฟ้าสู่เมืองอุตสาหกรรมอย่างบัฟฟาโล่ซึ่งมีระยะทาง 22 ไมล์ (35 กิโลเมตร) จากน้ำตก จากกฏของโอห์มทำให้ระบบไฟฟ้ากระแสตรงไม่สามารถทำแบบนี้ได้ เวสติ้งเฮาส์รู้ว่าเขาจะต้องพบกับข้อจำกัดทางด้านการเงิน และเทคนิคทางวิศวกรรมถ้าหากเขาดำเนินธุรกิจโดยลำพัง และได้มีการโต้เถียงกับบอร์ดบริหารของบริษัทเกี่ยวกับการจับมือกับ GE เพื่อร่วมดำเนินธุรกิจเวสติ้งเฮาส์ต้องการจะอยู่รอด เขาจึงตัดสินใจติดต่อทำสัญญากับ GE และให้สิทธิในการใช้สิทธิบัตรของเทสล่า จำทำให้โครงการสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่น้ำตกไนแองการาแห่งนี้มีความเป็นไปได้ เนื่องจากสองบริษัทยักษ์ใหญ่ร่วมมือกันทำ ส่วนประกอบที่สำคัญของสัญญาประกอบด้วย เครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด 5,000 แรงม้าสามเครื่อง ท่อน้ำ ห้องควบคุม (power house) สายส่งที่จะส่งไฟฟ้าสู่ระบบแจกจ่าย (distribution system) ในเมืองบัฟฟาโล่


ตามแผนการนี้ เวสติ้งเฮาส์จะมีรายได้จากค่าสิทธิบัตรของเทสล่าที่บริษัท GE จะต้องจ่ายให้แก่บริษัท Westinghouse Electric Company การเคลื่อนไหวที่ด้านธุรกิจอย่างชาญฉลาดของสองบริษัทยกษ์ใหญ่ทางด้านไฟฟ้าในครั้งนี้ก่อให้เกิดความก้าวหน้าของกิจการไฟฟ้าในอเมริกาต่อไปถึง 100 ปี และนักกฎหมายของบริษัท WE ก็ได้บังคับใช้สิทธิบัตรของเทสล่าอย่างเข้มงวด โดยไม่มีใครที่จะได้รับประโยชน์จากการใช้สิทธิบัตรของเทสล่าโดยไม่ได้รับอนุญาติ หรือไม่ต้องจ่ายค่าสิทธิบัตร ซึ่งทำให้เวลานั้นชื่อของเทสล่ากลายเป็นศัพท์ทางกฏหมายไปโดยปริยาย จากการที่เทสล่าได้ขายสิทธิบัตรที่มีมูลค่ามหาศาลให้แก่เวสติ้งเฮาส์ในราคาสุทธิอันสุดแสนจะย่อมเยาว์ ทำให้ตอนนี้เทสล่าไม่ได้รับเงินค่าสิทธิบัตรใดๆอย่างที่เวสติ้งเฮาส์ได้รับอย่างเป็นกอบเป็นกำ ดังนั้นผลลัพธ์ของเกมส์การเงินที่เวสติ้งเฮาส์เล่นกับสิ่งที่มีคุณค่าที่เขาถืออยู่เพียงสิ่งเดียวคือสิทธิบัตรระบบไฟฟ้ากระแสสลับของเทสล่า ซึ่งท้ายที่สุดแล้วทำให้บริษัท WE และ GE กลายเป็นสองยักษ์ใหญ่ในกิจการด้านไฟฟ้าบนโลกใบนี้


บริษัทของเอดิสัน (GE) ได้ทิ้งชื่อเอดิสันไว้อยู่เบื้องหลัง เขาเป็นเพียงตำนานหลังจากที่บริษัทได้นำระบบไฟฟ้ากระแสสลับของเทสล่ามาใช้ การกระทำเช่นนี้จึงเป็นการตอกย้ำความสำเร็จของสองบริษัทนี้และความสำเร็จของระบบไฟฟ้ากระแสสลับ สงครามไฟฟ้าจบลงด้วยชัยชนะของสองบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เป็นคู่แข่งกัน แต่ความพ่ายแพ้ตกเป็นของสองนักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่คือ นิโคล่า เทสล่า และโทมัส เอดิสัน ที่ไม่ดีพอที่จะอยู่บนโ,กแห่งธุรกิจ เอดิสันรู้ดีว่าอะไรเกิดขึ้นกับเขา จึงตัดสินใจออกจากวงการไฟฟ้ามุ่งความสนใจไปที่การลงทุนในกิจการเหมืองแร่ แต่เทสล่านั้นไม่เคยจดจำเลยว่าโลกอันสกปรกของธุรกิจนั้นสอนอะไรเขาไปบ้าง

บริษัท GE เติบโตและแข็งแกร่งขึ้นทุกวัน หนังสือพิมพ์ London Sunday Time เขียนรายงานความสำเร็จของบริษัท GE อย่างต่อเนื่อง ในหนังสือพิมพ์เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1997 ว่า

GE เคลื่อนทัพเข้าสู่ยุโรป พวกเขากำลังรุกคืบเข้าสู่ทุกพรมแดน

หัวหน้า GE สาขายุโณป ไมค์ ซาฟิรอสสกี้ (Mike Zafirovski) ได้ก้าวตามรอยเท้าของเอดิสัน นักประดิษฐ์ผู้หลอดไฟยิ่งใหญ่ และผู้ก่อตั้งบริษัทที่มีมูลค่าทางการตลาดมากที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม ซาฟิรอฟสกี้ยังคงยึดมั่นในกฎแห่งการเป็นผู้นำในด้านนวัตกรรม เป็นเวลากว่า 105 ปี นับตั้งแต่เอดิสันได้ก่อตั้งบริษัท GE ดูเหมือนว่าขณะนี้อำนาจแห่งอเมริกันจะมาพร้อมกับการเจริญเติบโตของการลงทุนระหว่างประเทศ ปัจจุบัน GE กำลังก่อตั้งความร่วมมืออันชาญฉลาด เพื่อวัตถุประสงค์ทางเทคนิคเฉพาะด้าน และกำลังจะก้าวสู่การเป็นผู้มีอิทธิพลสูงสุดทางธุรกิจแห่งศตวรรษที่ 21

แน่นอนว่านักธุรกิจทั้งหลายย่อมทำงานได้ดีกว่าพวกนักประดิษฐ์ในเรื่องการสร้างและจัดหางานเพื่อให้กิจการไฟฟ้าของบริษัทสามารถเจริญก้าวหน้าต่อไป และบริษัทที่เอดิสันและเวสติ้งเฮาส์เป็นผู้ก่อตั้งก็ยังคงอยู่และก้าวหน้าต่อไปในปัจจุบัน


ด้วยเอกลักษณ์ความเป็นนักพนันของเวสติ้งเฮาส์ เขาได้กล่าวโฆษณาต่อผู้คนในไนแองการาว่าระบบไฟฟ้าของเขาะต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน โชคดีที่ว่าโครงการแรกที่เป็นความร่วมมือระหว่างบริษัทของเขากับ GE เป็นไปด้วยดี เขาได้เลือกวิศวกรชาวสก๊อตชื่อ จอร์ช ฟอร์เบส (George Forbes) มาช่วยในการออกแบบสถานีพลังงาน (power station) ฟอร์เบสซึ่งเป็นคนที่มีความละเอียดรอบคอบทึ่งในความกล้าหาญของนักลงทุนและนักวางแผนอุตสาหกรรมอเมริกัน จากการพูดโฆษณาชวนเชื่อของเวสติ้งเฮาส์ พวกเขากล้าลงทุนเป็นเงินจำนวนมหาศาล เพื่อสร้างโรงงานที่รอบๆน้ำตกเพื่อรอใช้ไฟฟ้าจากโครงการของโรงไฟฟ้าพลังน้ำของเวสติ้งเฮาส์ ก่อนที่จะมีการก่อสร้างจริงซะอีก


ฟอร์เบสได้ออกแบบสถานีพลังงานโดยการใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสสลับของเทสล่าที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้า 5,000 แรงม้าจำนวนสามเครื่อง ฟอร์เบสได้พยายามออกแบบโรงไฟฟ้าที่รบกวนความสวยงามของธรรมชาติให้น้อยที่สุด เขาได้สร้างทางน้ำจากต้นน้ำของน้ำตก เพื่อส่งน้ำเข้าสู่ห้องควบคุมพลังงาน (power house) ซึ่ง ณ ห้องควบคุมนี้จะมีท่อขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางขนาด 7 ½ ฟุต (2 เมตร) นำน้ำเข้าสู่กังหันน้ำ หลังจากที่หมุนอัลเทอเนเตอร์แล้ว น้ำก็จะเคลื่อนที่ไปตามอุโมงค์ที่ขุดลอดใต้เมืองที่อยู่รอบๆน้ำตกไนแองการา แล้วปล่อยลงสู่แม่น้ำที่อยู่ตรงส่วนล่างของน้ำตก


ขณะนั้นคนงานกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อก่อสร้างโรงงานใหม่และอุตสาหกรรมใหม่ๆก็ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด รอบๆน้ำตกไนแองการา เช่นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบำบัดน้ำเสีย ปั๊มไฟฟ้าที่ใช้สำหรับสูบน้ำสะอาด ระบบไฟฟ้าส่องสว่างตามท้องถนน แผนการก่อสร้าง เมืองแห่งอุตสาหกรรมที่ปราศจากควันจะเสร็จสิ้นพร้อมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำแห่งนี้ ความเจริญของเมืองต่างๆรอบน้ำตกแห่งนี้เริ่มขึ้นในวันที่ 10 เมษายน ค.ศ. 1895 เมื่อโรงโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่ไนแองการาเปิดใช้งานและเริ่มผลิตไฟฟ้า


หนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวโครงการนี้ว่า งานทางด้านวิศวกรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก ผลของ สงครามไฟฟ้าระบบไฟฟ้ากระแสสลับของเทสล่าได้รับชัยชนะมาจนถึงทุกวันนี้ ชัยชนะที่เด็ดขาดเกิดขึ้นในปีต่อมาเมื่อบริษัท GE ซึ่งเอดิสันเป็นผู้ก่อตั้งได้สร้างระบบสายส่งสู่เมืองบัฟฟาโล่สำเร็จ พร้อมกับจ่ายเงินให้กับเวสติ้งเฮาส์เป็นค่าสิทธิบัตรของเทสล่า ซึ่งก่อนหน้านี้สิบปี เอดิสันได้ปฎิเสธไม่สนใจ ทั้งๆที่เทสล่าตั้งใจว่าจะมอบให้กับเอดิสัน แถมยังโกงเงินค่าแรงเทสล่าอีก 50,000 เหรียญฯ ดังนั้นแล้วเทสล่าจึงหัวเราะทีหลังดังกว่า

ขณะนี้ความชื่นชมยินดีและยกย่องนับถือมีอยู่รายรอบตัวของเทสล่า เขาเป็นชาวอเมริกันที่อยู่ในฐานะนักประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่เหนือเอดิสัน ในขณะที่เอดิสันนั้นชาวอเมริกันต่างมีความคิดเห็นว่าเขาเป็นนักประดิษฐ์ที่มีความกล้าหาญและมีความเพียรพยายามเป็นเลิศ แต่ก็เป็นคนขี้ระแวง อนุรักษ์นิยม และเป็นผู้ต่อต้านความก้าวหน้าของเทคโนโลยีไฟฟ้า


ในความเป็นจริงที่เอดิสันต่อต้านเทคโนโลยีไฟฟ้ากระแสสลับของเทสล่านั้นมีความคล้ายคลึกกับเมื่อครั้งที่กลุ่มบริษัทแก๊สส่องสว่างต่อต้านเทคโนโลยีหลอดไฟของเอดิสัน เหตุผลง่ายๆที่เอดิสันต้องทำเช่นนั้นก็เพราะเขาเกรงว่าสิ่งที่เขาทำมาทั้งหมดเพื่อเทคโนโลยีไฟฟ้ากระแสตรง ซึ่งต้องอาศัยทั้งแรงกาย แรงใจ เวลา และทรัพย์สิน จะต้องสูญสิ้นทั้งหมดถ้าหากเทคโนโลยีไฟฟ้ากระแสสลับของเทสล่าเข้ามาแทนที่ โชคไม่ดีที่คำว่านักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ฝังอยู่ในหัวของเอดิสันเป็นสิ่งที่ไม่ยั่งยืน เพราะมันจะถูกแทนที่ด้วยผู้ค้นพบเทคโนโลยีที่ใหม่และดีกว่า เอดิสันเคยเป็นวิรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ในใจชาวอเมริกัน แต่ขณะนี้เขาได้ถูกแทนที่โดยวีรบุรุษคนใหม่ที่ชื่อว่า นิโคล่า เทสล่า


คำชื่นชม ยกยอนั้นเปรียบเสมือนยาเสพติด เทสล่าเองตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งจะเคยได้รับรู้รสชาติของการเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง ซึ่งท้ายที่สุดแล้วทำให้เขารู้สึกไม่ชอบ และเปลี่ยนให้เขาเป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัวและไม่มีปฏิสัมพันธ์กับใคร และไม่ชอบโปรโมทตัวเอง เด็กน้อยที่อ่อนไหวและเปราะบางยังอาศัยอยู่ในตัวของเขาตลอดเวลา เขาเป็นคนที่ต้องการการยอมรับ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่เคยคาดหวังว่าจะได้รับการยกยอปอปั้นแต่อย่างใด ความสำเร็จทางด้านวิศวกรรมในช่วงต้นของชีวิตดนี้ยังไม่เพียงพอสำหรับเขา ถ้าเขารู้จักใส่ใจกับความคิดของคนอื่น มีมนุษยสัมพันธ์ หรือรู้จักเผยแพร่สิ่งที่เขามุ่งหวังว่าจะทำอย่างถูกกาลเทศะเขาคงจะเป็นที่รู้จักต่อคนทั่วไปมากกว่านี้ แม้ว่าเขาจะเป็นที่รู้จักสำหรับคนที่อยู่ในวงการวิศวกรรม หรือวิทยาศาสตร์ แต่ผู้คนส่วนใหญ่ทั่วโลกที่ได้รับประโยชน์และจะยังคงได้รับประโยชน์ต่อไปจากอัฉริยภาพของเขากลับไม่รู้จักเลยว่านิโคล่า เทสล่าทำอะไรไว้กับโลกใบนี้บ้าง ปรากฏการณ์เช่นนี้ที่เกิดขึ้นกับตัวเขาสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของเทสล่าทั้งด้านธุรกิจและมนุษยสัมพันธ์


เมื่อโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่น้ำตกไนแองการาสร้างแล้วเสร็จ มันได้รับการตั้งชื่อว่า Niagara Fall Power and Conduit Company และมีการจัดงานฉลองเพื่อเปิดตัวโรงไฟฟ้าแห่งนี้อย่างเป็นทางการ โรงไฟฟ้าแห่งนี้จะเป็นแหล่งพลังงานสำหรับเมืองบัฟฟาโล่ งานเลี้ยงถูกจัดขึ้นที่ Ellicott Club ซึ่งได้เชิญแขกมาหน้าหลายตาจากทั่วโลกมาร่วมฉลองในความสำเร็จแห่งระบบทุนนิยมอเมริกัน หลังจากงานเลี้ยงก็มีการดื่มขอบคุณให้กับ นิโคล่า เทสล่า วีรบุรุษแห่งไฟฟ้าอเมริกัน และได้เชิญให้เทสล่าขึ้นกล่าวอะไรเล็กๆน้อยๆเพื่อปิดงาน


โชคไม่ดีเลย ที่เทสล่าได้ใช้โอกาสนี้ราวกับการพูดบรรยายเชิงวิชาการที่ทำให้หลายคนที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงวิชาการรู้สึกเบื่อหน่ายที่จะฟัง ซึ่งแสดงออกถึงความไม่รู้จักกาลเทศะของเขา เขาได้พูดเกี่ยวกับวิสัยทัศน์แห่งโลกอนาคตทางไฟฟ้า แผนการสร้างความมั่นคงและมั่งคั่งให้กับเมืองต่างๆ ความสำเร็จของงประเทศ ทิศทางความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีแห่งมวลมนุษยชาติ และทุกสิ่งทุกอย่างที่ใช้พลังงานไฟฟ้า


ในงานเฉลิมฉลองนี้ซึ่งตรงกับวันที่ 12 มกราคม ค.ศ. 1897 เป็นงานฉลองที่จัดขึ้นอย่างหรูหรา ในการมีไวน์บริการฟรีไม่อั้น แต่การปิดงานก็มีทีท่าว่าจะยืดยาวออกไปเมื่อเทสล่าเปิดประเด็นพูดเกี่ยวกับความต้องการพลังงานของมนุษย์ และมนุษย์ตอบสนองความต้องการพลังงานอย่างไร เริ่มแรกด้วยการใช้พลังงานจากเครื่องจักรไอน้ำ จนกระทั่งมอเตอร์ไฟฟ้าเข้ามาแทนที่ เขาพูดถึงความสำคัญของมอเตอร์ไฟฟ้าต่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต และความต้องการผลิตไฟฟ้าด้วยต้นทุนที่ถูกลงและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมทั้งพูดถึงกังหันแบบใหม่ที่เขาได้ออกแบบขึ้น และการประยุกต์ใช้ไฟฟ้าในแบบที่ล้ำหน้ายิ่งขึ้น เช่น เอ็กเรย์ การเชื่อมไฟฟ้า ระบบรางรถไฟฟ้า โทรศัพท์ และการส่องสว่าง เทสล่ากล่าวยกย่องนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรทั้งหลายที่ได้ทำให้ความก้าวหน้าต่างๆเป็นจริงขึ้นมาได้


เทสล่ายังคงมีสิ่งที่จะพูดอีกมากมาย เขาต่อด้วยเรื่องความสำเร็จที่ไนแองการาซึ่งเปรียบเสมือนอนุสาวรีย์แห่งยุคเรืองปัญญาและสันติภาพ เขาพูดว่าสิ่งนี้เป็นการแสดงให้เห็นว่าการใช้ประโยชน์จากพลังงานธรรมชาติจะเป็นทางรอดของมวลมนุษยชาติ ไม่สำคัญว่าคุณจะทำอะไร ไม่สำคัญว่าคุณจะอยู่ในสาขาไหน พวกเราทุกคนต้องการใช้พลังงาน ถ้าพวกเราทุกคนต้องการได้ในสิ่งที่สมควรจะได้รับ หรือต้องการรักษาสิ่งสำคัญที่หวงแหน เราจะต้องสร้างพลังงานให้ได้มากๆ


ระหว่างที่แขกผู้มาร่วมงานฟังเทสล่าพูด พวกเขาดื่มไวน์หมดไปหลายแก้วแล้ว แต่เทสล่ายังคงพูดต่อไป เขาต่อด้วยเรื่องแนวทางใหม่ของการผลิตไฟฟ้า และทำอย่างไรจึงจะสามารถดักจับพลังงานจากแหล่งพลังงานที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ได้ เขาพูดถึงสิ่งที่เขากำลังจำทำสำเร็จ คือการแก้ปัญหาเกี่ยวกับการได้ไฟฟ้ามาใช้ฟรีๆจากการดักจับประจุไฟฟ้าที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติของโลกใบนี้


แล้วเขาก็เริ่มพูดถึงความจำเป็นของการส่งผ่านไฟฟ้าผ่านอากาศรอบโลก ผมได้ค้นพบวิธีใหม่ที่สามารถทำให้เราทุกคนสามารถใช้พลังงานจากการส่งผ่านแรงเคลื่อนไฟฟ้าในอากาศด้วยอุปกรณ์ชนิดใหม่ที่แตกต่างจากที่ทุกคนรู้จักในตอนนี้มาก จากความจริงที่ว่าผมได้มีความก้าวหน้าในการทำความเข้าใจสนามไฟฟ้ามากแล้ว ทำให้ผมมีความหวังอย่างมากว่าสิ่งที่ผมฝันไว้มีโอกาสเป็นจริงสูง นั่นคือการส่งผานไฟฟ้าจากสถานีหนึ่งไปยังสถานีหนึ่งโดยไม่จำเป็นต้องใช้สายไฟเชื่อมต่อ


นักลงทุนใหญ่ เจ.พี. มอร์แกน ผู้มีอำนาจสูงสุดของบริษัท GE ก็นั่งฟังเทสล่าพูดอยู่ด้วย เขารู้สึกทึ่งที่ความคิดของเทสล่าที่คาดหวังว่าจะใช้ไฟฟ้าฟรีจากโลกแล้วแพร่กระจายมันออกไปในอากาศรอบโลกได้อย่างไร แต่มอร์แกนก็ไม่ได้ถามเพราะไม่อยากขัดจังหวะการพูดของเทสล่า ณ ตอนนั้นรวมถึงในปัจจุบันนี้ ทางเดียวที่จะส่งผ่านพลังงานไฟฟ้าสู่ผู้ใช้จำเป็นต้องใช้สายไฟจากโรงไฟฟ้าเชื่อมต่อเข้าสู้บ้านเรือนของผู้ใช้ไฟฟ้า และเป็นที่ชัดเจนว่าผู้ให้บริการไฟฟ้าจะเก็บเงินค่าไฟฟ้ารายเดือนกับผู้ใช้บริการด้วยการติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าไว้สำหรับวัดหน่วยไฟฟ้าที่ใช้งานในแต่ละเดือนเพื่อคิดค่าไฟฟ้า ในกรณีที่ผู้ใช้ไฟฟ้าไม่ยอมจ่ายค่าไฟ ผู้ให้บริการสามารถตัดการส่งไฟฟ้าเพื่อให้บริการแก่ผู้ใช้รายนั้นได้ แต่เมื่อเทสล่ากล่าวว่าพลังงานไฟฟ้าสามารถส่งออกไปในอากาศได้ ดังนั้นทุกคนสามารถติดตั้งอุปกรณ์เพื่อควบแน่นไฟฟ้าในอากาศมาใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งตามความคิดของเทสล่าเห็นว่าย่อมเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย เนื่องจากไม่ต้องลงทุนก่อสร้างระบบสายส่งไฟฟ้า แต่ทันทีที่ เจ.พี. มอร์แกนได้ฟังที่เทสล่าพูด ด้วยสัญชาติญาณความเป็นนักธุรกิจเปรียบเสมือนเสียงระฆังดังลั่นในหูของเขาทันที ว่า ถ้าอย่างนั้นบ้านเรือน โรงงาน ก็นสามารถใช้ไฟฟ้าได้ฟรีๆน่ะสิ แล้วนักลงทุนที่ลงทุนสร้างระบบไฟฟ้าจะได้รายได้ตอบแทนการลงทุนจากไหนหล่ะ


ถึงจุดนี้การพูดเล็กๆน้อยๆของเทสล่าก็จบลงด้วยเวลาการพูดมาราธอนฉายเดี่ยวคนเดียวสี่สิบห้านาที และเขาคงก็เขาก็พูดปิดท้ายเพื่อแสดงความขอบคุณเจ้าภาพของงานที่เปิดโอกาสให้เข้าได้ขึ้นมาพูดโชว์ภูมิในครั้งนี้ว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ผมได้มีโอกาสได้เรียนรู้ความเป็นมิตรของชาวเมืองบัฟฟาโล่ ผมหวังว่าเมืองอื่นจะได้เอาแบบอย่างการผลิตพลังงานจากเมืองบัฟฟาโล่แห่งนี้ เป็นโชคดีของเมืองนี้ที่มีแหล่งพลังงานที่ยิ่งใหญ่ โรงไฟฟ้าพลังน้ำแห่งนี้จะเป็นแหล่งพลังงานเพื่อรองรับการเติบโตทางอุตสาหกรรม และแน่นอนว่าที่นี่จะต้องเป็นศูนย์กลางทางอุตสาหกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก


เทสล่ายุติการพูดพร้อมได้รับการปรบมือชื่นชม เขาได้ประกาศวิสัยทัศน์ของเขาเกี่ยวกับอนาคตให้ผู้คนได้รับรู้ วิสัยทัศน์ที่น่าตื่นเต้น และมันก็เหมือนกับเป็นการเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความสงสัยขึ้นในจิตใจของ เจ.พี. มอร์แกน ผู้ทรงอิทธิพลแห่งวงการธุรกิจไฟฟ้าว่า เทสล่ากำลังพยายามจะประดาฐ์ระบบที่ทำให้ประชาชนสามารถมีไฟฟ้าใช้ฟรีๆได้จริงหรือ? และถ้าเป็นเช่นนั้น GE คงจะต้องเจ๊งน่ะสิ !!!






จากผู้เรียบเรียง

"เรื่องราวของนิโคล่า เทสล่า ผมขอเสนอเพียงเเค่ตรงนี้ เเต่เรื่องราวในส่วนต่อไปจะเป็นเรื่องราวที่ตื่นเต้นกว่า เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงมากจนถึงขนาดทำให้เราสามารถส่งผ่านพลังงานไฟฟ้าเเบบไร้สายได้ เทคโนโลยีที่ทำให้เราสามารถควบคุมดินฟ้าอากาศได้ เทคโนโลยีสตาร์วอร์ ลำเเสง เทคโนโลยีเกี่ยวกับพลังงานฟรีที่ได้จากธรรมชาติ การเคลื่อนย้ายมวลสาร การใช้ธรรมชาติลมฟ้าอากาศเป็นอาวุธ รวมถึงการสร้างเเผ่นดินไหว คิดว่าผมจะเขียนเป็นหนังสือ เรื่องราวในส่วนหลังคนที่จะสื่อความหมายให้ผู้ติดตามเข้าใจได้ต้องมีความรู้เเละได้เรียนมาในสาขานี้จริงๆ เเละผมเชื่อว่าเรื่องราวในส่วนหลังนี้สามารถสร้างความอยากรู้อยากเห็นเเก่เด็กๆ เเละผู้สนใจทั่วไปได้"

Sujate Wanchat

วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2554

นิโคล่า เทสล่า ชายผู้สร้างอนาคต : ตอนที่ 7 สงครามสิทธิบัตร... พบกันที่ศาล

บรรดานักธุรกิจทั้งหลายมักไม่ค่อยใส่ใจกับพลังสมอง 'พวกเขาฉลาดเเต่กับเรื่องสินค้าที่พวกเขาเป็นเจ้าของ ' พวกเขาพูดว่า 'เเรงบันดาลใจเเละความคิดเพ้อฝันของบรรดาเหล่านักวิทยาศาสตร์ล้วนเเล้วเเต่เป็นสิ่งที่ไม่สามารถนำมาใช้ในทางปฏิบัติได้ '


สิ่งประดิษฐ์ของเทสล่าช่วยปกป้องอุตสาหกรรมเหมืองเเร่ที่เทลลูไรด์ เเต่เขาไม่เคยถูกยกย่องเชิดชูเกียรติจากเมืองนี้หรือบริษัทที่ได้รับผลปประโยชน์จากความคิดของเขาเลย โชคดีที่เทสล่ายุ่งกับงานวิจัยเกี่ยวกับกระเเสไฟฟ้าความถี่สูงจนไม่มีเวลามาสนใจกับการยกย่องนี้ ความจริงเเล้วตัวของเทสล่าเองก็เป็นคนที่กระหายต่อการถูกยกย่องให้เกียรติ เเต่เขาก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับมัน เขาเรียนรู้ไปเรื่อยเหมือนกับเด็ก ตอนที่เขาเป็นเด็กนั้นเขาเป็นคนที่ชอบเรียนรู้ เเละซุกซนอะไรก็ตามที่เขาทำไม่เคยถูกใจพ่อกับเเม่เขา ไม่เหมือนพี่ชายที่ตายไป ซึ่งเป็นเด็กขยันเรียน เเละเรียบร้อย ทำให้เมื่อเขาโตขึ้นจึงเป็นเป็นคนที่ชอบถูกยกยอ ซึ่งยังคงเป็นปัญหาที่ติดตัวเขาไป


ตอนนี้เขาสนุกสนานกับการวิจัยของเขา เเต่ปัญหาหนึ่งที่ก่อกวนจิตใจเขาตลอดเวลาคือ ตอนนี้เเม่เขาสุขภาพไม่ค่อยเเข็งเเรง เธอเป็นผู้หญิงคนเดียวในชีวิตของเทสล่า ที่เขามีความผูกพันธ์ใกล้ชิด เเต่จากบันทึกของเทสล่าเเสดงให้เห็นว่าเขาเห็นคุณค่าของเเม่ในฐานะนักประดิษฐ์คิดค้นมากกว่าความรักที่เเม่มีให้ต่อลูก เขาตัดสินใจว่าในไม่ช้าเขาจะสามารถจัดหาเวลาเพื่อเดินทางไปยุโรปเพื่อกลับไปเยี่ยมเเม่ของเขา ความสำเร็จของเทสล่า ทำให้เขารู้สึกผิดเพราะที่ผ่านมาเขาไม่เคยติดต่อกลับไปหาเเม่เลย เขาไม่ต้องการพบหน้าเเม่โดยตรง เนื่องจากความฝังใจในวัยเด็ก ซึ่งเขามักจะถูกให้รางวัลด้วยการถูกจับตีก้นเป็นประจำทุกครั้งที่ทำการทดลองสร้างปืนเเก๊ป หรือการใช้มีดเเกะสลักที่เฟอร์นิเจอร์ไม้ ทั้งหมดสร้างความคับเเค้นใจกับเขามาก จากบันทึกในอัตชีวประวัติเเสดงให้เห็นว่า เขารู้สึกว่าเป็นหน้าที่ของลูกที่จะต้องทำในการกลับไปเยี่ยมเยือนพ่อเเม่ที่ยังมีชีวิตอยู่ เพื่อเเบ่งปันความสำเร็จ ให้พ่อเเม่ได้ปราบปลื้มใจ เเต่เขาก็พยายามเตะถ่วงให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้


'ผมรู้สึกยินดีที่จะได้กลับไปพบเธออีกครั้ง เเละเเบ่งปันทรัพย์สินเงินทองที่ผมมีให้เเม่ได้ใช้บ้าง ผมตัดสินใจพักงานของผมเเละเดินทางไปเยี่ยมเเม่ เเต่ทุกครั้งที่ผมคิดผมพบว่ามันช่างยากยิ่งที่ผมจะตัดสินใจจากห้องเเล็บนี้ไป '

ช่วงนี้จิตใจของเทสล่ากำลังมุ่งมั่นอยู่กับการคิดค้นระบบไฟฟ้ากระเเสสลับหลายเฟส (poly phase) วิศวกรทั่วโลกเริ่มเห็นด้วยเเล้วว่าวิธีการของเขาเป็นวิธีเดียวที่จะส่งกระเเสไฟฟ้าไปได้ในระยะทางไกล ตอนนี้หน้าที่การงานของเทสล่ากำลังเจริญก้าวหน้า เขาทำการทดลองต่อไปด้วยอุปกรณ์ที่มีราคาเเพงขึ้น ซับซ้อนยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มพูนองค์ความรู้


ก่อนหน้านั้นเวสติ้งเฮาส์จ่ายเงินก้อนโตให้เขาเป็นค่าสิทธิบัตรระบบไฟฟ้ากระเเสสลับ ตอนนี้เทสล่ากำลังมองไปถึงเงินก้อนโตก้อนต่อไป เพื่อเขาจะได้เอาไว้ใช้สำหรับทำการทดลองต่อในอนาคตเพื่อสร้างนวัตกรรมให้ทุกคนได้กล่าวขวัญถึงว่าเขาเป็นผู้สร้างโลกให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เเต่ทุกสิ่งก็ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่เขาหวัง


ระบบไฟฟ้ากระเเสสลับก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาได้อย่างเป็นรูปธรรมเเละเป็นที่ยอมรับเนื่องจากมันสามารถทำกำไรตอบเเทนนักธุรกิจที่ลงทุนได้ ทำให้ระบบไฟฟ้ากระเเสตรงของเอดิสันไม่เป็นที่ยอมรับอีกต่อไป เเต่เอดิสันยังคงเป็นเจ้าของสิทธิบัตรชิ้นสำคัญคือหลอดไฟ ขณะนี้เอดิสันกำลังดำเนินคดีกับบริษัทคู่เเข่งที่ละเมิดสิทธิบัตรของเขา เวสติ้งเฮาส์คือจำเลยหลักในศาล การพิจารณาคดีระหว่างเอดิสันกับเวสติ้งเฮาส์ดำเนินมายาวนาน เเละกำลังจะถึงจุดสิ้นสุดในปี ค.ศ. 1891


จอร์ช เวสติ้งเฮาส์ ถูกตั้งข้อหาว่าผลิตหลอดไฟซึ่งเป็นสิทธิบัตรของเอดิสันโดยไม่ได้รับอนุญาติ เเละไม่จ่ายค่าตอบเเทนใดๆ เวสติ้งเฮาส์อ้างว่าเขาได้ซื้อสิทธิบัตรหลอดไฟของ ซอร์เยอร์-มันน์ มาเเล้ว เเละหลอดไฟที่ทำขายเป็นสิทธิบัตรของ ซอร์เยอร์-มัน ไม่ใช่ของเอดิสัน เเต่เอดิสันก็ตอบกลับว่าหลอดไฟของ ซอร์เยอร์-มันน์ ไม่เคยใช้การได้ เนื่องจากไส้หลอดที่หนา ทำให้มันถูกเผาไหม้ในเวลาอันรวดเร็วไม่ถึงนาที ขณะที่หลอดไฟของเขาใช้ไส้หลอดที่ทำจากวัสดุที่ดีเเละสามารถใช้งานได้นานเป็นหลายร้อยชั่วโมง ซึ่งในความเป็นจริงเเล้วทุกคนก็รู้อยู่เเก่ใจว่าเวสติ้งเฮาส์ผลิตหลอดไฟของเอดิสันเเล้วใช้สิทธิบัตรของ ซอร์เยอร์-มันน์บังหน้า เเต่คดีความก็ยืดยาวมานานถึงหกปีเเล้ว เเละดูดเหมือนว่าจะไม่สามารถยุติได้ก่อนปี ค.ศ. 1894 ซึ่งเป็นปีที่สิทธิบัตรหมดอายุการคุ้มครอง


ไม่เพียงเวสติ้งเฮาส์เพียงบริษัทเดียวที่พยายามละเมิดสิทธิบัตรของเอดิสัน ยังมีปริษัท Thomson-Houston Company อีกหนึ่งบริษัทที่พยายามละเมิดสิทธิบัตรของเอดิสัน หลอดไฟอินเเคนเดนเซนต์รวมทั้งสิทธิบัตรอื่นๆ ของเอดิสัน เป็นทรัพย์สินของบริษัท Edison Electrical Light Company (EEL) ซึ่งบริษัทนี้ถูกควบคุม บริหารจัดการโดยกลุ่มผู้ถือหุ้น โดยผู้ถือหุ้นที่สำคัญสองคนได้เเก่ เจ.พี. มอร์เเกน (J.P. Morgan) เเละเอ็ดวาร์ด อดัม (Edward Adam) จากการที่นักธุรกิจมักสนใจกับผลกำไรมากกว่าเรื่องทางเทคนิค พวกเขาจึงไม่สนับสนุนเงินสร้างโรงงานวิจัยให้กับเอดิสันเพื่อใช้ในการวิจัยเเละประดิษฐ์อุปกรณ์ไฟฟ้าตั้งเเต่เเรก เเต่เพิ่งมาให้ในตอนหลัง เมื่อพวกเขาทราบว่าเอดิสันผลิตสินค้าออกมาสำเร็จเเละสามารถทำกำไรได้


เอดิสันทุกข์ทรมานจากปัญหาการเติบโตที่รวดเร็วของบริษัท เพราะเขาเริ่มขาดเงิน จากการที่บริษัทของเขาประสบความสำเร็จอย่างสูง จึงทำให้มีงานเข้ามามาก เเต่เขาจะยังไม่ได้รับเงินจนกว่าจะจัดส่งสินค้าเป็นที่เรียบร้อย นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงต้องพบใบทวงหนี้จากคนถึง 2,000 คนทุกสัปดาห์ เพราะเขาต้องหาเงินมาเพื่อซื้อวัสดุอุปกรณ์ก่อนล่วงหน้าที่จะทำสินค้นได้สำเร็จ ยิ่งมีงานเข้ามามาก เขาก็ต้องยิ่งกู้ยืมเงินมาก


ในปี ค.ศ. 1889 เอดิสัน ติดหนี้มากจนเข้าขั้นวิกฤติ เขามีปัญหากับการจ่ายค่าตอบเเทนพนักงาน ถ้าเวสติ้งเฮาส์ เเละ ทอมสัน-อุสตัน ไม่มาช่วงชิงผลประโยชน์ทางธุรกิจของเขาด้วยการละเมิดสิทธิบัตร เขาคงไม่อยู่ในสภาวะวิกฤติทางด้านการเงินเช่นนี้ จากการที่เอดิสันประสบปัญหาด้านการเงินอย่างหนัก บรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายจึงเป็นเป็นโอกาสดีที่จะเข้าซื้อกิจการของเอดิสัน


ถึงตอนนี้บรรดานักลงทุนเจ้าหนี้เสนอซื้อโรงงานของเอดิสัน หลังจากการเจรจาที่ยืดเยื้อสุดท้ายเอดิสันก็ตกลงขายกิจการ โดยเขาขายไปในราคา 1,750,000 เหรียญสหรัฐ ที่เขาตัดสินใจขายเพราะเขาพบความจริงว่าเค้าต้องทนทุกข์ทรมานจิตใจกับสภาวะหนี้สินมานานเเล้ว เเละรู้สึกดีกว่าที่จะมีคนมาจ่ายหนี้รายสัปดาห์เเทนเขา หลังจากขายกิจการเเล้วในสัปดาห์เเรกเขาได้ออกเดินทางไปพักผ่อนที่ยุโรป เมื่อกลุ่มผู้ถือหุ้นเข้าซื้อกิจการของเอดิสันเเล้วพวกเขาเปลี่ยนชื่อบริษัทให้จาก Edison Electric Light Company (EEL) เป็น Edison General Electric Compamy (EGE) ซื่งเป็นบริษัทประกอบกิจการธุรกิจไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา เเละเข้าควบรวมกิจการของบริษัทเล็กเข้าไว้ในเครือทั้งหมด


หนึ่งในกลุ่มผู้ถือหุ้นบริษัทคนหนึ่งของ EGE ที่มีความวิตกกังวลต่ออนาคตของระบบไฟฟ้ากระเเสตรงมานานเเล้วคือเอ็ดวาร์ด อดัม เเละเขาก็เป็นเพื่อนกับจอร์ช เวสติ้งเฮาส์ด้วย เขาพิจารณาเเล้วว่าชายสองคนที่ถือสิทธิบัตรสำคัญที่มีอิทธิพลต่ออนาคตของโลกไฟฟ้าคือ จอร์ช เวสติ้งเฮส์ เเละโทมัส เอดิสัน เขาพยายามให้ชายสองคนนี้นั่งลงปรับความเข้าใจกัน เเล้วร่วมมือกันทำธุรกิจ เเต่เอดิสันปฏิเสธ เเต่ภายหลังเอดิสันทราบเเล้วว่าตนเองคิดผิดที่ปฏิเสธข้อเสนอของอดัม เพราะถ้าเขาตัดสินใจร่วมมือกับเวสติ้งเฮาส์ตั้งเเต่เเรก "สงครามไฟฟ้า" (current war) คงไม่เกิดขึ้น


ในปี ค.ศ. 1889 การพิจารณาคดีความหลอดไฟของเอดิสันกำลังจะถึงจุดสิ้นสุด ในห้องพิจารณาคดี ผู้พิพากษา เบรดเลย์ (Bredley) เเห่งศาล United State Circuit Court of Pitburgh ได้พิจารณาว่าเเม้วว่าเอดิสันจะไม่ใช่คนเเรกที่ประดิษฐ์หลอดไฟอินเเคนเดสเซนต์ เเละสิทธิบัตรของเขาในปี ค.ศ. 1879 ก็ไม่ได้ให้รายละเอียดที่เพียงพอทางทฤษฏี เกี่ยวกับหลักการทำงานของหลอดไฟ เเต่ผู้พิพากษาเบรดเลย์เห็นว่า นักประดิษฐ์ที่ประดิษฐ์หลอดไฟอินเเคนเดสเซนต์ก่อนหน้านั้นไม่สามารถทำให้หลอดไฟอินเเคนเดสเซนต์ของเข้าทำงานได้ มันให้เเสงสว่างอยู่เพียงนาทีเศษ ไส้หลอดก็ไหม้ขาด เขาจึงล้มเลิกความตั้งใจ เเละมันก็ไม่มีมูลค่าอะไรทางการค้า ดังนั้นท่านผู้พิพากษาเบรดเลย์จึงอ่านคำพิพากษาดังนี้


"ที่พวกนักประดิษฐ์หลอดไฟอินเเคนเดสเซนต์ก่อนหน้านี้ทำหลอดไฟไม่สำเร็จเพราะพวกเขาเข้าใจหลักการที่ผิดไป หลักการที่พวกเขาเข้าใจคือ การใช้ลวดตัวนำที่มีความต้านทานน้อยๆ เเล้วใช้กระเเสไฟฟ้ามากๆ เเต่การค้นพบที่ยิ่งใหญ่ของเอดิสันคือ การใช้ลวดตัวนำที่มีความต้านทานสูง เส้นเล็ก มีพื้นที่ผิวน้อย ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้กระเเสไฟฟ้ามาก เเละหลักการนี้ทำให้เอดิสันประดิษฐ์หลอดไฟอินเเคนเดสเซนต์ได้สำเร็จ"

เบรดเลย์ได้ใช้กฎของโอห์มสนับสนุนทฤษฎีในสิทธิบัตรของเอดิสัน เเนวความคิดที่ว่าใช้ไส้หลอดที่ทำจากลวดตัวนำที่เส้นเล็ก ความต้านทานสูง ทำให้สามารถใช้กระเเสไฟฟ้าเพียงเล็กน้อย เพื่อทำให้เกิดการลุกสว่างจากความร้อนคือหลักการที่ถูกต้องที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จในการประดิษฐ์หลอดไฟ เอดิสันได้ใช้กฎของโอห์มเป็นพื้นฐานสำหรับสิทธิบัตรนี้ ในวันที่ 4 ตุลาคม ค.ศ. 1889 ผู้พิพากษาตัดสินให้เอดิสันชนะคดีความ


คำตัดสินนี้ทำให้เวสติ้งเฮาส์เเละทอมสัน-ฮุสตัน ตกอยู่ในที่นั่งลำบาก เเต่ตอนนี้เอดิสันได้ขายกิจการของเขาให้กับกลุ่มผู้ถือหุ้นไปของบริษัท EGE ไปเเล้ว เเต่เขาก็ยังมีสิทธิในการบริหารจัดการสิ่งประดิษฐ์ของเขาอยู่ ทางด้านผู้ถือหุ้นของบริษัท EGE ต่างพากันกดดันอย่างหนักหน่วงในการเรียกร้องค่าตอบเเทนสิทธิบัตรจากจำเลยในคดี เเละเร่งรัดการปิดโรงงานผลิตหลอดไฟของพวกเขา เเต่จำเลยเวสติ้งเฮาส์ เเละทอมสัน-อุสตัน ไม่ยอมเเพ้ พวกเขายื่นอุธรณ์ต่อศาล เอดิสันรู้สึกท้อเเท้ต่อลีลาการเตะถ่วงของบรรดา 'โจร' (pirate) ทั้งหลาย ผู้ซึ้งขัดขวางความเจริญรุ่งเรืองของธุรกิจของเขา เเต่ตอนนี้กลับเป็นว่า ความไม่เป็นวิทยาศาสตร์ของเอดิสันที่ไปโจมตีระบบไฟฟ้ากระเเสสลับของเวสติ้งเฮาส์ ด้วยการใช้ความตายของสิ่งมีชีวิตต่างเป็นสิ่งสาธิตกำลังเป็นสิ่งที่จะวกกลับมากทำร้ายตัวเขาเอง


กฏของโอห์มเปรียบเสมือนสิ่งยืนยัน เเละช่วยให้เอดิสันชนะคดีความ เเต่มันก็เป็นสิ่งที่ทำลายสิ่งประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าของเอดิสันคือระบบไฟฟ้าเเห่งอนาคตกระเเสตรงของเขา ผู้พิพากษาเบรดเลย์ใช้กฏของโอห์มตัดสินว่าให้เอดิสันชนะคดีหลอดไฟ เเต่กฎของโอห์มก็เป็นผู้ตัดสินเช่นกันว่าระบบไฟฟ้ากระเเสสลับนั้นมีอนาคตที่สดใสกว่าระบบไฟฟ้ากระเเสตรงอย่างเเน่นอน


การยื่นอุธรณ์ของเวสติ้งเฮาส์เป็นข่าวใหญ่ในนิวยอร์ค เขาใช้ทีมผู้เชียวชาญด้านวิทยาศาสตร์เเละนักกฏหมายชั้นยอด มากระชากหน้ากากของเอดิสันให้ได้รับความอับอาย เวสติ้งเฮาส์กล่าวว่าถ้าความสำเร็จของเอดิสันเกิดจากการที่เอดิสันใช้ประโยชน์จากกฎของโอห์มจริง เขาจะเเสดงให้เห็นว่าเอดิสันไม่ได้มีความเข้าใจในกฎของโอห์มเลย จากการที่เอดิสันพยายมต่อต้านระบบไฟฟ้ากระเเสสลับด้วยวิธีการต่างๆนานา เเต่ตอนนี้เวสติ้งเฮาส์มีหลักฐานเเล้วว่าระบบไฟฟ้ากระเเสสลับสามารถทำงานได้จริงเเละปลดภัย ตามข่าวที่ได้นำเสนอไปเกี่ยวกับความสำเร็จของโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่เทลลูไรด์ เป็นสิ่งยืนยันความสำเร็จของระบบไฟฟ้ากระเเสสลับ ความสำเร็จครั้งนี้เป็นสิ่งเเสดงให้เห็นอย่างชัดเจนเช่นกันว่าเอดิสันไม่มีความเข้าใจทฤษฏีพื้นฐานทางไฟฟ้าเลย เมื่อเขาต่อต้านการใช้ไฟฟ้าเเรงดันสูงในการส่งผ่านไฟฟ้าในระยะทางไกลๆ


โรงไฟฟ้าที่เทลลูไรด์ทำงานอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหนึ่งเดือน ในขณะที่เอดิสันกำลังให้การอยู่ในศาลโดยมีท่านผู้พิพากษา วิลเลียม เอ วอลเลค (Wiliam A Wallace) เป็นประธานในการไตร่สวน ในเช้าวันจันทร์อันสดใสของเดือนมิถุนายน การให้การของเอดิสันเป็นสิ่งที่เเสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเขาปฏิเสธที่จะรับรู้ทฤษฎีทางไฟฟ้า จากรายงานการให้ปากคำต่อศาลเเสดงให้เห็นความจริงที่น่าเจ็บปวดของเอดิสัน ซึ่งทำให้เขาต้องขายหน้ามาก


'คุณรู้จักกฎของโอห์มหรือไม่ในตอนที่คุณประดิษฐ์ไส้หลอดไฟอินเเคนเดสเซนต์นี้ คุณเอดิสัน ? ' ท่านผู้พิพากษาถาม

'ตอนที่ผมทดลองไส้หลอดไฟในปี ค.ศ. 1879 ผมไม่เข้าใจกฎของโอห์มอย่างถ่องเเท้ เเละผมก็ไม่ต้องการที่จะเข้าใจมันมาก เพราะมันจะเป็นสิ่งที่สกัดกั้นความสนใจของผมในการทำการทดลอง ' เอดิสันกล่าว

'ทำไมคุณถึงคิดว่ากฎของโอห์มจะสกัดกั้นคุณจากความสนใจในการทดลองหล่ะ ? ' ท่าผู้พิพากษาถาม

'เพราะผมจะต้องการเเก้ไขปัญหามามายด้วยการคำนวณทางคณิตศาสตร์ ผมได้จ้างนักคณิตศาสตร์เก่งๆไว้เป็นเวลาสิบกว่าปี เเต่พวกเขาล้วนช่วยอะไรผมไม่ได้เลย ' เอดิสันตอบ

' เเสดงว่ามันไม่ใช่กฎทางวิทยาศาสตร์ไฟฟ้าที่ชี้นำคุณให้ใช้ลวดตัวนำที่มีความต้านทานสูงเพื่อทำไส้หลอดไฟสิ ? ' ท่านผู้พิพากษาถาม

' ผมไม่คิดเช่นนั้น คณิตศาตร์ดูเหมือนว่าจะมาหลังการทดลองเสมอ ไม่ไช่มาก่อน ' เอดิสันตอบ

'คุณเอดิสัน คุณได้ใช้ประโยชน์จากนักคณิตศาสตร์ช่วยในการทำงานของคุณในครั้งนี้หรือไม่ ? ' ท่านผู้พิพากษาถาม

'ผมใช้นักคณิตศาสตร์ช่วยผมทำงาน เเต่พวกเขาไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับผมเลย ' เอดิสันตอบ


จากที่ยกตัวอย่างมาข้างต้น เเสดงให้เห็นว่าเอดิสันไม่มีความรู้ทางทฤษฎีอะไรเลย (ที่เค้าทำหลอดไฟสำเร็จได้เพราะอาศัยการมั่วจนได้ดี) ทนายความของเอดิสันใช้ความจริงที่ว่าเอดิสันได้จ้างนักคณิตศาสตร์เป็นที่ปรึกษาอยู่บ้าง เเสดงว่าเค้าไม่ได้ละทิ้งทฤษฏีซะทีเดียว เป็นเครื่องปกป้องเขาจากข้อกล่าวหาที่ว่าทำสิทธิบัตรโดยไม่มีหลักการทางวิทยาศาสตร์ ทนายของจำเวยเวสติ้งเฮาส์จึงเห็นมีความหวังอันเลือนรางเดียวที่จะพลิกกลับมาชนะได้คือการอ้างว่าเอดิสันไม่ได้เป็นคนเเรกที่ประดิษฐ์หลอดไฟอินเเคนเดสเซนต์ เเต่เค้าไปเอางานของคนอื่นมาทำต่อ ดังนั้นสิทธิบัตรของเอดิสันจึงสมควรเป็นโมฆะ เเต่ก็ไม่เป็นผลเพราะเอดิสันเเสดงไดอะเเกรมการประดิษฐ์หลอดไฟที่เป็นของเขาเอง เเละหลอดไฟของเขาสามารถให้เเสงสว่างได้ไม่น้อยกว่า 600 ชั่วโมง ซึ่งไม่เคยมีหลอดไฟของใครทำได้มากก่อน คณะลูกขุนได้เห็นเป็นประจักษ์พร้อมกัน จึงยืนยันคำตัดสินให้เอดิสันชนะคดี


เเม้ว่าจำเลยเวสติ้งเฮาส์จะเเพ้คดีความเเต่เขาก็ทำให้เอดิสันอับอายขายหน้าเป็นอย่างมาก เเต่ทางจำเลยต้องจ่ายเงินชดใช้ค่าเสียหายมากกว่า 2 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้เวสติ้งเฮาส์ขนหน้าเเข็งร่วงไปเยอะ เเละเสียความรู้สึกมาก คดีความหลอดไฟได้สิ้นสุดลงขณะที่สงครามไฟฟ้ายังหาข้อยุติไม่ได้ การตัดสินของศาลทำให้เวสติ้งเฮาส์จะขายหลอดไฟไม่ได้อีกเป็นเวลาสองปีก่อนที่อายุการคุ้มครองสิทธิบัตรหลอดไฟจะหมดเขาถึงจะกลับมาทำหลอดไฟขายได้ เเต่เมื่อพิจารณาสถานการณ์ทางการเงิน การต้องนั่งรอถึงสองปีถือว่านานเกินกว่าที่จะยอมรับได้


เเมว่าบริษัท EGE จะเป็นหนี้บาน เเต่ก็ยังคงสามารถควบคุมอุตสาหกรรมหลอดไฟไว้ได้อย่างน้อยสองปี ขณะที่ ชาร์เลส คอฟฟิน (Charles Coffin) หัวหน้าฝ่ายขายของบริษัท ทอมสัน-ฮุสตัน (ชื่อย่อ TH) หนึ่งในจำเลยที่เเพ้คดีความหลอดไฟ เห็นว่าทางรอดทางเดียวขอบริษัทคือการควบรวมกิจการเข้ากับบริษัท EGE เขาจึงไม่รอช้ารีบเดินทางไปหา เจพี มอร์เเกน ผู้มีอำนาจสูงสุดในบริษัท EGE เพื่อยื่นข้อเสนอขอควบกิจการ โดยเขาชี้เเจงว่าเหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เเละเป็นผลดีต่อทั้งสองฝ่าย (วิน-วิน) คือจากคำพิพากษาของศาลทำให้บริษัททอมสัน-ฮุสตันไม่สามารถผลิตหลอดไฟขายได้อีก เเต่บริษัท TH ยังคงมีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีอยู่มาก (กระเป๋ายังตุงอยู่) เเละฐานลูกค้าก็ยังมีอยู่อีกเยอะ ขณะที่ EGE ยังติดหนี้อยู่ถึง 3,500,000 เหรียญสหรัฐ การควบรวมกินการกันจะทำให้บริษัท EGE สามารถควบคุมตลาดหลอดไฟไว้ได้ถึง 3 ใน 4 ของสหรัฐอเมริกา เเละมีฐานการเงินที่เเข็งเเกร่ง เมื่อเป็นเช่นนี้ เจพี มอร์เเกน รับข้อเสนอ เเละพวกเขาก็ตกลงทำสัญญากัน คอฟฟินได้เป็นหัวหน้าฝ่ายดำเนินการของบริษัท เเละบริษัทก็ได้เปลี่ยนชื่อใหม่อีกครั้ง โดยตัดชื่อของเอดิสันออกไป เหลือเพียง เจนเนอรัลอิเล็กตริก (General Electric, GE)


พาดหัวข่าวใหญ่ของหนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทม์ ในวันต่อมา

'เอดิสันถูกเเช่ เขาไม่มีความสามารถมากพอบนเส้นทางเเห่งวอลสตรีท '

การควบรวมกิจการครั้งนี้ทำให้เอดิสันหมดบทบาทไปจากบริษัท เเต่เวสติ้งเฮาส์ในตอนนี้กำลังประสบปัญหาหนักทางด้านการเงิน เเต่ในทางตรงกันข้ามบริษัท GE ตอนนี้เปรียบเสมือนยักษ์ใหญ่ที่มีพลังมหาศาล เเต่สิ่งเดียวที่เวสติ้งเฮาส์มีอยู่ในตอนนี้คือสิทธิบัตรระบบไฟฟ้ากระเเสสลับของเทสล่า ซึ่งถือเป็นไพ่ตายใบสุดท้ายที่เขาถืออยู่


เวสติ้งเฮาส์ผู้ซึ่งกำลังตกที่นั่งลำบากได้เดินทางไปหานายทุนเพื่อหาทางออกสำหรับสถานการณ์ พวกนายทุนได้ให้ข้อคิดกับเวสติ้งเฮาส์ว่า สถานการณ์ของเวสติ้งเฮาส์ตอนนี้ก็เหมือนกับที่เอดิสันประสบก่อนหน้านี้ที่สุ่มเสี่ยงต่อการเสียบริษัทให้กับพวกนักลงทุน เขาบอกว่าทั้งเวสติ้งเฮาส์และเอดิสันมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือไม่รู้กฎพื้นฐานของการทำธุรกิจซึ่งก็คือ การเติบโตของบริษัทจำเป็นต้องใช้เงิน และยิ่งโตเร็วก็ยิ่งต้องใช้เงินมาก การกระจายหุ้นสู่ประชาชนเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ อีกทั้งการควบคุมสภาพคล่องทางการเงินก็เป็นสิ่งที่จำเป็นไม่แพ้กัน นายทุนของเวสติ้งเฮาส์สั่งสอนเวสติ้งเฮาส์อย่างหนัก


พวกเขาเสนอทุนสำหรับก่อตั้งบริษัทใหม่ ซึ่งเป็นการรวมบริษัทย่อยต่างๆเข้าด้วยกัน และบริษัทใหญ่ๆที่รวมเข้าด้วยกันคือ The US Electric Company กับ Consolidated Electric Light Company รวมเข้ากับ Westinghouse Electric Company พวกเขาตกลงทำสัญญากัน สิทธิบัตรของเทสล่าคือสิ่งมีค่าที่เวสติ้งเฮาส์มี แต่บรรดานายทุนทั้งหลายต่างไม่ต้องการทำสัญญาจ่ายค่าตอบแทนสิทธิบัตรแก่เทสล่า เพราะมันมีราคาแพงมาก


เวสติ้งเฮาส์เรียกเทสล่ามารับเงินอีก 216,000 ดอลล่าร์ เพื่อเป็นค่าสิทธิบัตรอย่างเป็นทางการกับบริษัทที่ตั้งขึ้นมาใหม่ ผู้รู้บางคนกล่าวว่าเทสล่าวางท่า ไม่ยอมรับเงินจำนวนนี้ เพื่อเป็นการแสดงความมั่นใจในความสำเร็จของสิ่งประดิษฐ์ของเขา ซึ่งความจริงที่น่าเหลือเชื่อเทสล่าเขียนจดหมาถึงเวสติ้งเฮาส์ว่า เขาจะยังไม่รับเงินค่าสิทธิบัตรเพิ่มเติมนี้ มันเหมือนเป็นเพียงข้อตกลงชั่วคราว แต่เขากำลังต้องการเงินที่มากกว่านั้นมากสำหรับทำงานวิจัยต่อไป แต่จากการให้การในศาลของเทสล่าในอีกหลายปีต่อมา เขาพูดว่า เขาไม่ทราบรายละเอียดของสัญญา เพราะเขาชอบปล่อยเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของที่ปรึกษาทางธุรกิจ จึงไม่น่าสงลัยเลยว่า ทำไมเขาจึงเป็นเงินไม่อยู่ แล้วใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตอยู่กับการเป็นหนี้


การทดลองของเทสล่าครั้งต่อไป จะต้องใช้เงินจำนวนมากกว่าเงินที่เขามีเหลืออยู่ และเงินที่ใช้ทำการทดลองล้วนแต่เป็นเงินส่วนตัวของเขาเองล้วนๆ เมื่อเวสติ้งเฮาส์ติดต่อให้เทสล่ามารับเงิน 216,000 เหรียญ เป็นค่าสิทธิบัตรเพิ่มเติม เขากลับมองว่าเป็นเพียงข้อตกลงชั่วคราว เทสล่าไม่เคยคิดถึงเรื่องอื่นใด นอกจากเรื่องการทดลองครั้งต่อไป เงิน 216,000 ดอลลาร์จึงดูไม่มีค่าสำหรับเขา เมื่อเทียบกับเงินที่เขาฝันไว้คือ 12,000,000 ดอลลาร์ แต่เงินจำนวนที่ก็เป็นเงินที่มีจำนวนมากพอที่จะทำให้เขาเดินทางไปเยี่ยมแม่ที่ยุโรปอย่างสบาย และสามารถแบ่งให้แม่ใช้ได้ และเป็นจำนวนเงินที่มีความหมายสำหรับเวสติ้งเฮาส์ ที่จะช่วยให้เขาพยุงตัวผ่านพ้นช่วงวิกฤติไปได้ ดังนั้นเมื่อเทสล่าไม่ต้องการ เวสติ้งเฮาส์จึงไม่รบเร้า


โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่เทลลูไรด์ แสดงให้เห็นแล้วว่าไฟฟ้ากระแสสสลับมีความน่าเชื่อถือ แต่โครงการเช่นนี้ยังมีน้อยเกินกว่าที่จะเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชน จากการที่ไฟฟ้ากระแสสลับถูกโจมตีอย่างย่อยยับจากเก้าอี้ไฟฟ้า Old Sparky ถ้าระบบไฟฟ้ากระแสสลับต้องการเป็นที่ยอมรับของประชาชน มันจะต้องพิสูจน์ให้เห็นมากกว่านี้ว่าปลอดภัย ดังนั้นไฟฟ้า AC จึงต้องการเวทีการแสดงที่ยิ่งใหญ่ เช่นที่กำลังจะเกิดขึ้นในชิคาโก งานเวิร์ลแฟร์ (World Fair) คณะผู้จัดงานกำลังมองหาระบบไฟฟ้าส่องสว่าง โดยใช้หลอดไฟ้ในงานอย่างน้อย 90,000 หลอด เพื่อใช้ส่องสว่างในห้องแสดงสินค้า ด้วยการเปิดประมูล


ทางด้านบริษัท GE คงไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว เพราะศาลตัดสินให้บริษัทนี้เป็นเจ้าของสิทธิบัตรหลอดไฟอินแคนเดสเซนต์แต่เพียงผู้เดียว งานนี้ GE เสนอราคาประมูลโดยจะรับค่าตอบแทนจากหลอดไฟ 18.50 เหรียญต่อหนึ่งหลอด มาถึงตรงนี้เวสติ้งเฮาส์ต้องการจะเล่นเกมการพนัน


ความพ่ายแพ้คดีความในศาลหมายความว่าเวสติ้งเฮาส์จะไม่สามารถผลิตหลอดไฟที่มีลักษณะเป็นหลอดแก้วหนึ่งชิ้น ไส้หลอดทำจากคาร์บอนได้ แต่เขาพิจารณาแล้วว่าถ้าเขาทำไส้หลอดจากโลหะ บรรจุอยู่ในขวดแก้ว เป็นหลอดไฟแบบสองชิ้น ก็จะไม่เป็นการละเมิดสิทธิบัตรของบริษัท GE เขาเสนอระบบไฟฟ้ากระแสสลับของเทสล่าพร้อมหลอดไฟสองชิ้นที่ไส้หลอดเป็นเหล็ก โดยเสนอราคาประมูลโดยคิดค่าหลอดไฟเพียงหลอดละ 4.32 เหรียญ ซึ่งเขายืนยันว่าหลอดไฟของเขาจะถูกกว่าและดีกว่า เขาแถลงข่าวว่าเขาจะนำระบบส่องสว่างแบบใหม่ของเขามาใช้ในงานนี้ ทั้งๆที่เขายังไม่เคยทำระบบส่องสว่างแบบนี้มาก่อน


เขาได้ชนะการในประมูลระบบไฟส่องสว่างของงานเวิร์ดแฟร์ครั้งนี้ แต่เขาต้องวางเงินประกันว่าเขาจะไม่ทำให้ผู้จัดงานผิดหวังจากการที่ระบบที่พูดไว้ล้มเหลวก่อนวันงาน การเดิมพันครั้งนี้สำคัญมาก ถ้าล้มเหลวหมายความว่าเวสติ้งเฮาส์จะเสียความน่าเชื่อถืออย่างมาก และสิ้นเนื้อประดาตัว เขามีเวลาอีกไม่ถึงปีในการรักษาสัญญา ดังนั้นเขาจึงต้องทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อประดิษฐ์หลอดไฟสองชิ้นที่ไส้ทำจากเหล็กให้ได้


ในช่วงเวลาที่สงความไฟฟ้ากำลังครุกกรุ่นอยู่ เทสล่าก็ไม่ได้สนใจ เพราะเขาไม่ชอบยุ่งเรื่องธุรกิจ และการค้าอยู่แล้ว แต่เขากำลังสนุกกับการทำวิจัยเรื่องอิทธิพลของไฟฟ้าความถี่สูงอยู่ เทสล่ากำลังหลงไหลกับการศึกษาเรื่องราวของเรโซแนนซ์ เขาจำประสบการณ์ในวัยเด็กได้ตอนที่เขาและเพื่อนๆปีนขึ้นไปเล่นบนภูเขาสู่งที่ปกคลุมด้วยหิมะ พวกเขาต้องพบกับเหตุการณ์ที่ทำให้ตกใจมาก จากการแข่งกันว่าใครจะกลิ้งลูกบอลหิมะไปได้ไกลที่สุด ปรากฏว่าในระหว่างการแข่งขันมีลูกหิมะลูกหนึ่ง มันกลิ้งไปจนเกินข้อจำกัดของธรรมชาติ แทนที่มันจะหยุด มันกลับกลิ้งเร็วขึ้นๆ แล้วก้อนหิมะก็โตขึ้นๆ ท้ายที่สุดมันก็กลิ้งตกหน้าผาไป เป็นเหตุให้เกิดหิมะถล่มอย่างใหญ่โต จากเหตุการณ์ในวันนั้นเทสล่าเห็นประจักษ์ถึงปรากฏการณ์เรโซแนนซ์ มาถึงตอนนี้ เขาเชื่อมั่นว่ามันสามารถเอามาประยุกต์ใช้ในทางไฟฟ้าได้ เพื่อเป็นการพิสูจน์ เขาได้สร้างอุปกรณ์ทุกชนิดเพื่อกำเนิดไฟฟ้ากระแสสลับที่ความถี่ต่างๆสำหรับไว้ทำการทดลอง


เขาคิดว่ากระเเสไฟฟ้าความถี่สูงสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในทางการแพทย์ได้ด้วย เพื่อเป็นการพิสูจน์ เขาได้ตัดสินใจทำการทดลองบนร่างกายของเขาเอง ซึ่งถือเป็นการกระทำที่บ้าระห่ำมาก เขาได้ผ่าไฟฟ้าความถี่สูงเข้าสู่ส่วนต่างๆของร่างกาย เเล้วสังเกตุผลกระทบ เขาพบว่าเมื่อผ่านกระเเสไฟฟ้าความถี่สูงเข้าไปบริเวณศีรษะ จะทำให้เกิดอาการครึ่งหลับครึ่งตื่นที่มีความสุข (เคลิบคลื้ม) ดังนั้นเขาจึงเขียนบันทึกไว้ว่า สักวันหนึ่งไฟฟ้าความถี่สูงจะต้องถูกใช้เป็นเครื่องมือระงับความรู้สึก เขาเข้าใจถูกต้อง สนามไฟฟ้ามีผลต่อการทำงานของสมอง เเต่เขาไม่สามารถอธิบายหรือเข้าใจกลไกการทำงานของมันว่าสนามไฟฟ้ามีผลต่อการทำงานของสมองได้อย่างไร วิทยาการสมัยใหม่จึงได้ทำการศึกษาเพื่อเพิ่มพูนองค์ความรู้เกี่ยวกับการทำงานของระบบไฟฟ้าในสมองมนุษย์ ปัจจุบันจึงได้ประยุกต์การค้นพบของเทสล่าให้เป็นศาสตร์ที่เรียกว่า electro - convulsive therapy เพื่อใช้ในการรักษาอาการทางจิตทั้งหลาย เเต่ผลกระทบคืออาจสูญเสียความทรงจำ


ไม่นานหลังจากการปฏิเสธรับเงินค่าสิทธิบัตรเวสติ้งเฮาส์ เทสล่าตัดสินใจเดินทางไปยุโรป เขาตอบตอบตกลงที่จะบรรยายเรื่องทฤษฎีไฟฟ้ากระแสสลับให้กับสถาบันวิศวกรรมไฟฟ้าแห่งอังกฤษ (British Institute of Electrical Engineers) ในลอนดอน เขาเอาจริงเอาจังกับการเตรียมการบรรยาย แต่สุดท้ายก็ประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง ทุกคนต่างนับถือในความสามารถของเทสล่า จากนั้นก็เดินทางไปปารีส เพื่อบรรยายให้กับสถาบันวิศวกรรมไฟฟ้าแห่งฝรั่งเศส ซึ่งก็ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่เช่นกัน เมื่อเสร็จสิ้นภาระกิจบรรยายเชิงวิชาการแล้ว เทสล่าก็มุ่งหน้าเดินทางไปเยี่ยมแม่ซึ่งกำลังป่วย


เมื่อมาถึงเทสล่าก็นั่งลงข้างๆแม่ซึ่งนอนป่วยและกำลังใกล้ตาย ไม่เป็นที่ชัดเจนว่าแม่ของเทสล่าตายด้วยโรคอะไร แต่จากบันทึกทางการแพทย์ ที่บรรยายอาการและความทุกข์ทรมานที่เธอได้รับในช่วงหกสัปดาห์สุดท้ายจะพอจะสันนิษฐานได้ว่าเธอเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย เทสล่าอยู่ข้างๆแม่ตลอดเวลาทั้งหกสัปดาห์ ยกเว้นเวลาที่เขากลับไปนอนพักที่โรงแรม


แม่ของเขาสืบเชื้อสายมาจากนักประดิษฐ์ ทั้งตา และตาทวดของเทสล่าล้วนเป็นนักประดิษฐ์ พวกเขาประดิษฐ์ เครื่องใช้ในครัวเรือน เครื่องใช้ในการเกษตร และอื่นๆ มากมาย เมื่อเทสล่านั่งลงข้างๆแม่เขาก็ย้อนรำลึกความหลังหลายเหตุการณ์ เช่น คืนหนึ่งท่ามกลางความมืดแม่ให้เขานั่งบนตักแล้วพาอ่านหนังสือที่พ่อเขียนภายใต้แสงเทียนที่เขาแอบประดิษฐ์ขึ้น แม่ตีก้นเขาแต่ก็ไม่บอกเรื่องนี้ให้พ่อทราบ อีกเหตุการณ์หนึ่งคือแม่จับได้ว่าเขาเสียเงินจากการเล่นการพนัน แต่เขาก็ยังอยากจะเล่นเกมการพนันเกมต่อไป แม่จึงไปเอาเงินมาให้เขาเป็นจำนวนมาก แล้วพูดว่า สนุกให้เต็มที่นะ ในไม่ช้าเธอจะผลาญสมบัติที่มีอยู่ของครอบครัวจนหมดสิ้น ถ้าโชคดีก็อาจจะยังมีเหลืออยู่บ้าง ฉันรู้ว่าอีกซักพักเธอคงจะอยากจะเลิกเล่นเอง แม่พูดถูก เธอทำให้เขาสำนึกผิดและไม่เล่นการพนันอีกเลยในชีวิต


เขาระลึกถึงตอนที่เขากับแม่เดินไปที่ภูเขาขณะที่พายุเริ่มก่อตัว ท้องฟ้าเต็มไปด้วยก้อนเมฆมืดครึ้ม แต่ฝนยังไม่ตก ทันใดนั้นก็เกิดฟ้าผ่า แล้วฝนก็ตกลงมาอย่างหนักทันที เขาพูดกับแม่ว่าปรากฏการณ์สองปรากฏการณ์นี้ต้องมีความเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิดแน่นอน ฟ้าผ่าต้องเป็นสาเหตุให้ฝนตก เขากับแม่เริ่มสนทนากันยกใหญ่ แล้วก็คุยกันถึงเรื่องความเป็นไปได้ที่จะควบคุมดินฟ้าอากาส รวมถึงทำอย่างไรจึงจะทำให้เราสามารถใช้พลังงานจากดวงอาทิตย์ได้อย่างเต็มที่ เพราะเขาเห็นว่าพลังงานจากดวงอาทิตย์น่าจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุดสำหรับการใช้พลังงานของมนุษย์


ขณะนี้เทสล่ากำลังนั่งอยู่ข้างๆผู้หญิงเพียงคนเดียวที่เคยสร้างแรงบันดาลใจแก่เขา เขาเพียงได้แต่เฝ้าดูโดยที่ไม่สามารถช่วยอะไรได้ เขาลืมที่แม่ตีก้นเขาไปเลยทันทีที่รู้ว่าเธอกำลังจะจากเขาไปตลอดกาล

เขาเชื่อว่าแม่ของเขาเป็นผู้หญิงอัจฉริยะ และมีพลังในการหยั่งรู้จิตใจ เขาเชื่อว่าแม่ได้เตือนเขาล่วงหน้าก่อนที่เธอจะสิ้นลมหายใจ วันก่อนที่แม่เขาจะเสียชีวิตเทสล่านั่งเฝ้าแม่ทั้งวันไม่ได้ห่าง พอตกค่ำพี่สาวของเทสล่ายืนกรานให้เทสล่ากลับไปพักผ่อนที่โรงแรม เพราะเขานั่งเฝ้ามาทั้งวันแล้ว เทสล่าได้เขียนบันทึกไว้ว่า


ตลอดทั้งคืนผมนอนไม่หลับ ทุกเส้นใยสมองของผมมันสับสน แต่คืนนั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนกระทั่งถึงเช้า ผมจึงรู้สึกง่วงนอน และมีอาการเหมือนหน้ามืด ทันใดนั้นมีภาพปรากฏต่อหน้าผม เป็นรูปที่สวยงามดังเทพนิยาย มีก้อนเมฆลอยลงมาจากท้องฟ้า บนก้อนเมฆนั้นมีนางฟ้ามองมายังผมด้วยสายตาที่อ่อนโย และเต็มไปด้วยความรัก แต่เมื่อผมสังเกตุดีๆ ผมพบว่านางฟ้าที่จ้องมองผมอยู่นั้นคือแม่ของผมเอง ผมตกใจมาก แล้วภาพก็ค่อยๆจางให้ไป ผมตื่นขึ้นพร้อมกับเสียงเพลงอันแสนไพเราะที่ก้องอยู่ในหู เมื่อผมตื่นขึ้น ผมทราบในทันทีว่าแม่ผมจากผมไปแล้ว


เมื่อเทสล่าตื่นขึ้น เขาตกใจมาก เขาพยายามหาคำอธิบายด้วยหลักวิทยาศาสตร์ เขาตั้งข้อสันนิษฐานว่า ภาพดังเทพนิยายนั้นเป็นภาพวาดที่เขาเคยเห็นนานมาแล้ว แล้วก็เคยฝันเห็นหลายครั้ง ผิดแต่นางฟ้าที่บังเอิญกลายเป็นแม่ของเขา ซึ่งเขาคิดว่าอาจเกิดจากความวิตกกังวล ส่วนเสียงเพลงอันไพเราะก่อนตื่นนอนก็อาจเป็นเสียงเพลงจากโบสถ์ที่อยู่ใกล้ เขาจึงรู้สึกดีใจที่สามารถหาคำอธิบายอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ได้ แต่เขาก็ต้องแปลกใจ เมื่อเขาทราบข่าวในเวลานั้นว่า แม่ของเขาเพิ่งเสียชีวิตในตอนเช้านี้เอง !


ความเศร้าใจที่ไม่สามารถช่วยอะไรแม่ได้ นอกจากเฝ้าดู สร้างความอัดอั้นตันใจให้กับเขามาก เขาพูดที่งานศพของแม่ว่า เธอเป็นผู้หญิงที่ยิ่งใหญ่ ที่มีความเชี่ยวชาญ เป็นบุคคลที่มีคุณค่า กล้าหาญ และอดทน เป็นผู้มีความกล้าที่ฟันผ่ามรสุมต่างๆในชีวิตที่ผ่านเขามา ความเป็นนักประดิษฐ์ในตัวผมล้วนเป็นมรดกตกทอดที่ผมได้รับมาจากแม่


หลังจากงานศพของแม่ อาการทางจิตของเทสล่าเริ่มกำเริมขึ้นอีก และเขาเริ่มสูญเสียความทรงจำ ซึ่งเป็นผลมาจากที่เขาได้ทดลองผ่านไฟฟ้าความถี่สูงเข้าสู่ร่างกายเพื่อทำให้รู้สึกเคลิบเคลิ้มในเวลาที่เขาเครียด และใช้เป็นสิ่งที่ช่วยในการนอนหลับของเขา จากการที่เขาทำการทดลองกับตัวเอง เตรียมงานบรรยายวิชาการมากเกินไป และการตายของแม่ ทำให้เขาโรคจิตกำเริบ


ขณะที่เขารักษาตัวเอง ความทรงจำของเขาเริ่มกลับคืนมาที่ละเล็กทีละน้อย แต่ก็ยังมีอาการเหม่อลอย เพื่อนๆของเขาพูดว่า เขาไม่เคยออกจากโลกของวิศวกรรม เขาชอบวาดรูปเครื่องจักรกลบนผ้าปูโต๊ะ ระหว่างรอรับประทานอาหาร หรือขัดจังหวะการสนทนาด้วยการพูดเรื่องการทดลอง เขาได้บันทึกบทความมีใจความว่า


ทันทีที่สุขภาพกาย และสุขภาพจิตของผมกลับคืนสู่สภาวะปกติ ผมจะกลับไปทำงานของผมต่อที่อเมริกา ผมรู้ว่าผมต้องมีสมาธิอยู่กับความคิดที่ว่ายิ่งใหญ่ที่ว่า ของวัญที่ยิ่งใหญ่ที่พระเจ้ามอบให้คือพลังแห่งจิตใจ และถ้าเราทำสมาธิมุ่งสู่จิตของเรา เราจะพบความจริงที่ว่า เราสามารถปรับจูนคลื่นเพื่อเข้าสู่พลังงานยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าได้มอบให้ได้ แม่ของผมสอนให้ผมค้นหาความจริงต่างๆจากคัมภีร์ไบเบิล ดังนั้นผมจะขอใช้เวลาสักเดือนสองเดือนศึกษามันอย่างจริงจัง .... ถ้าเราสามารถสร้างปรากฎการณ์ทางไฟฟ้าที่มีสภาพที่เหมาะสม โลกทั้งใบนี้และเงื่อนไขทั้งหมดที่ปรากฏอยู่รอบตัวเราจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ... ความสำเร็จที่แท้จริงของเราคือการคิดค้นเทคโนโลยีที่สามารถนำไฟฟ้าที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติมาใช้ประโยชน์

ผมตัดสินใจแล้วว่าจะพยายามทำให้สำเร็จ งานที่จะเริ่มขึ้นหลังจากที่ผมไปเยี่ยมเพื่อนผมที่วัตฟอร์ด ประเทศอังกฤษจะน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะผมจะทำระบบส่งผ่านพลังงานแบบไร้สาย แต่ในเวลานี้ผมขอใช้เวลาศึกษาพระคัมภีร์ไบเบิลอย่างถ่องแท้ และค้นหากุญแจสำคัญที่จะเปิดเผยทุกสิ่ง


ขณะที่เทสล่าสำนึกบาปที่เขาไม่ได้อยู่กับแม่ขณะที่เธอสิ้นลมหายใจ เทสล่าตั้งใจว่าจะอ่านทำความเข้าใจคัมภีร์ไบเบิลให้หมดภายในสองเดือน และทำอย่างเด็มเวลา เขาไม่เคยบอกให้ใครทราบอย่างชัดเจนว่าเขาค้นพบอะไรในพระคัมภีร์ แต่หลังจากนั้นเป็นที่น่าประหลาดใจ เทสล่าสนใจพลังงานทดแทนทุกชนิด ซึ่งเป็นแรงจูงใจให้เขาใช้พลังงานจากน้ำตกไนแองการ่าและพลังงานธรรมชาติรูปแบบอื่นๆทุกชนิดเพื่อเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ


เทสล่ากลับมาอเมริกาทันเวลาช่วยเวสติ้งเฮาส์จัดงานเวิร์ดแฟร์ ขณะนี้โรงงานที่เมืองพิตเบิร์กสามารถประดิษฐ์หลอดไฟที่ไม่เป็นการละเมิดสิทธิบัตรของ GE ได้แล้ว เมื่อทุกอย่างพร้อม เวสติ้งเฮาส์ก็ดูเหมือนจะชนะในเกมการพนันเกมนี้


งานเวิร์ลแฟร์เปิดขึ้นในวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1893 ในงานมีหลอดไฟอินแคนเดสเซนต์ของเวสติ้งเฮาส์ 96,620 หลอด ใช้พลังงานจากระบบไฟฟ้ากระแสสลับของเทสล่า ในงานเทสล่าได้โชว์มายากลทางไฟฟ้าด้วยการผ่านไฟฟ้าความถี่สูง แรงดัน 1 ล้านโวลท์เข้าสู่ร่างการที่มือข้างหนึ่ง แล้วทำให้หลอดไฟติดด้วยการเพียงแค่ใช้นิ้วที่อยู่ในมีอีกข้างหนึ่งที่ปลายนิ้วมีประกายไฟฟ้าสปาร์คออกมาชี้ไปยังหลอดไฟ เขาแสดงให้เห็นว่าเอดิสันพูดโกหกผู้คนว่าไฟฟ้ากระแสสลับอันตราย แต่ไฟฟ้ากระแสสลับกลับให้ความสว่างสไวกับงานเวิร์ดแฟร์ครั้งนี้อย่างปลอดภัย เมื่อเป็นแช่นนั้นแล้วจึงเกิดการยอมรับจากประชาชน สงครามไฟฟ้า จึงยุติลงอย่างเป็นทางการด้วยชัยชนะของเทสล่า และเวสติ้งเฮาส์