Power of The Black Sun

" Let the future tell the truth, and evaluate each one according to his work and accomplishments. The present is theirs; the future, for which I have really worked, is mine. "

"ให้อนาคตเป็นเครื่องบอกความจริงของคนๆหนึ่ง โดยพิจารณาจากสิ่งที่คนๆนั้นทำเเละความสำเร็จที่คนๆนั้นได้รับ ปล่อยให้ปัจจุบันเป็นเรื่องของพวกเขา ส่วนอนาคต ซึ่งผมตั้งใจทำมันอย่างจริงจัง คืองานของผม "
............................................................................................

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

นาซีได้สร้าง UFO ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ........(ตอนที่1)

นาซีได้สร้าง UFO ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ........
เยอรมันได้พัฒนาเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยในระหว่างช่วงก่อนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นเรื่องราวที่ได้มีการเผยแพร่ออกสู่สาธารณะ ดังที่ ท่าน Sir Roy Feddon หัวหน้าปฏิบัติการของ Technical Mission to Germany for Ministry of Aircraft Production ได้กล่าวในปี 1945 ว่า
ผมได้พบว่าพวกเขากำลังทำการออกแบบและวางแผนการบางอย่าง และเชื่อเป็นอย่างยิ่งถ้าพวกเขาสามารถยืดระยะของสงครามออกไปได้อีกสักหนึ่งเดือนหรือมากกว่า เราจะได้เผชิญหน้ากับอากาศยานที่ล้ำสมัยที่น่าสะพรึงกลัว
เป็นความโชคดีของเหล่าทหารอากาศของผ่ายพันธมิตรที่ฮิตเลอร์ได้กำหนดไว้ว่าอากาศยานชนิดนี้ควรจะเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดแทนที่จะเป็นเครื่องบินขับไล่ทำให้ทหารฝ่ายพันธมิตรรอดพ้นจากความตายเป็นจำนวนมาก
Henrich Focke มีความเกี่ยวข้องกับการออกแบบออกแบบและสร้างแบบจำลองเครื่องบิน Fw6, Fa223, Fa226, Fa283 และ 284 ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาได้ออกแบบระขับดัน (Propulsion System) ที่รู้จักกันในชื่อของ Turbo Shaft ซึ่งยังคงถูกใช้มากในเฮลิคอปเตอร์ในปัจจุบัน จากการใช้เทคโนโลยีชนิดนี้ Focke สามารถออกแบบเครื่องบินที่สามารถบินขึ้นลงในแนวดิ่ง (Vertical take-off aircraft)
ในปี 1939 Focke ได้สิทธิบัตรของยานบินรูปจานซึ่งประกอบด้วยโรเตอร์แฝด (twin rotor) ซึ่งสามารถอธิบายได้ดังนี้ “นอซเซิลของไอพ่นจะถูกติดอยู่ที่ท้ายของเครื่องยนต์แต่ละเครื่อง เมื่อเชื้อเพลิงถูกใส่เข้ามาที่ห้องเผาไหม้ห้องเผาไหม้จะส่งแก๊สร้อนผ่านนอซเซิลเพื่อสร้างแรงขับดันในแนวขนานกับพื้นโลก (horizontal)”
Cruise missile ถูกใช้ครั้งแรกโดยเยอรมันแห่งไรช์ที่ 3 ซึ่งมีชื่อว่า V-1 ซึ่ง V-1 ถูกปล่อยออกจากเยอรมันข้ามช่องแคบอังกฤษเข้าสู่เกาะอังกฤษ และต่อมาเยอรมันได้พัฒนาจรวดขีปนาวุธชื่อ V-2 ซึ่งเป็นต้นแบบของระบบขีปนาวุธข้ามทวีปที่ใช้ขู่กันกันสงครามเย็นระหว่างอเมริกากับโซเวียต ซึ่งครั้งนั้นตึงเครียดมาก เพราะเป็นจรวดขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ คาดว่าถ้ามีการยิงใส่กันเกิดขึ้นป่านนี้มนุษย์คงสูญพันธุ์ไปแล้ว จรวด V-2 สามารถเคลื่อนที่ในระยะทาง 225 ไมล์ด้วยความเร็วห้าเท่าของความเร็วเสียง อีกทั้งเยอรมันยังได้พัฒนาเครื่องบินขับไล่ชื่อ ME 163 แต่ยังไม่ได้ใฃ้ในภารกิจใด มันเป็นเครื่องบินลำแรกที่สามารถบินด้วยความเร็วมากกว่า 600 ไมล์ต่อชั่วโมง
นี่เป็นเพียงบางเทคโนโลยีที่เราสามารถรู้ได้ แต่อย่างไรก็ตามเยอรมันยังมีเทคโนโลยีที่ลึกล้ำกว่านั้นที่ปิดซ่อนไว้อยู่ และในปี 1944 เทคโนโลยีดังกล่าวได้รับการเปิดเผยเป็นครั้งแรกเมื่อ New York Time ฉบับวันที่ 14 ธันวาคมได้รายงานว่า ลูกบอลลอยได้ (Floating Mystery ball) เป็นเทคโนโลยีทางด้านอาวุธชนิดใหม่ของเยอรมัน
Supreme Headquarters, Allied Expeditionary Force, Dec 13 – A ได้รายงานว่าได้พบกับอาวุธชนิดใหม่ของเยอรมัน มันเป็นวัตถุสีเงินรูปร่างเป็นทรงกลมลอยอยู่กลางอากาศอยู่เหนือดินแดนแดนของเยอรมัน วัตถุดังกล่าวบางครั้งพบอยู่ก้อนเดียวบางครั้งก็พบเป็นกลุ่มบางครั้งพวกมันมีลักษณะกึ่งโปร่งแสง
มีรายงานจากนักบินที่มีความชำนาญจาก 415th Night Fighter Squadron ว่าภายใต้ปฏิบัติการการบินเหนือ Hagenau ประเทศเยอรมันในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 1945 ในเวลาหกโมงเช้า ที่ความสูงหนึ่งหมื่นฟุต นักบินมองไปที่เรดาร์ของเขาพบว่ามีก้อนแสงสว่าสีส้มใหญ่ได้ลอยไต่ระดับมาหาเครื่องบินของพวกเขาอย่างรวดเร็วทันทีที่มันมาถึงระดับความสูงของเครื่องบินพวกมันก็บินลอยอยู่บนปีกของเครื่องบิน เขาจึงพยายามเร่งความเร็วของเครื่องบินอย่างเต็มที่เท่าที่จะทำได้ แต่ก้อนวัตถุเรืองแสงดังกล่าวก็ยังคงบินตามมา เป็นเวลาสองนาทีแสงดังกล่าวก็เร่งความเร็วจากไป
วัตถุประสงค์ของวัตถุดังกล่าวยังคงเป็นสิ่งที่ไม่อาจเข้าใจได้ พวกมันมาเพียงแค่เพื่อบินตามเครื่องบินรบของฝ่ายพันธมิตร แต่ไม่มีการยิงแต่อย่างใด มันทำเช่นนั้นเพื่ออะไร ฝูงบินเรืองแสงลึกลับดังกล่าวถูกเรียกว่า Foo Fighter ในการสงครามเชื่อว่ามันเป็นสิ่งประดิษฐ์นววัตกรรมใหม่ของฝ่ายศัตรู ที่มีวัตถุประสงใช้งานมันเป็นยานสอดแนม จนถึงทุกวันนี้เราไม่ทราบว่าเทคโนโลยีนี้มาจากที่ใด แต่ที่แน่ๆมันไม่ใช่เทคโนโลยีของฝ่ายพันธมิตรอย่างแน่นอน
ในช่วงสงครามโลก ทั้งสองฝ่ายทั้งพันธมิตรและฝ่ายอักษะต่างรู้ถึงในศักยภาพของการรบทางอากาศของกันและกันเป็นอย่างดี และรู้เป็นอย่างยิ่งว่าหนทางที่จะลดทอนศักยภาพของกองทัพอากาศของแต่ละฝ่ายก็คือการทำลายรันเวย์ ดังนั้นการพัฒนาอากาศยานที่สามารถบินขึ้นได้โดยไม่ใช้รันเวย์จึงเป็นทางออกสุดท้ายในการเอาตัวรอด ดังเช่นที่ Focke ได้ออกแบบไว้ แต่อย่างไรก็ตามยานบินดังกล่าวได้ถูกนำออกมาแสดงให้เห็นเพียงแค่ก่อนสงครามโลกจะจบลง แต่อย่างไรก็ตามความขัดแย้งก็ได้เกิดขึ้น เนื่องจากหลักฐานที่เป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์มีเหลืออยู่น้อยเกินไป และไม่เพียงแต่ประวัติศาสตร์บางส่วนเกี่ยวกับสงครามโลกในช่วงสุดท้ายที่หายไปเท่านั้น แต่ยังมีบางส่วนที่ถูกแต่งแต้มเติมสีสันในส่วนที่หายไปดังกล่าวนี้โดยนักเขียนนิยายเกี่ยวกับจานบินนาซี
การเรียบเรียงข้อเท็จจริงจากนิยายต่างๆจากเมื่อ 50 ปีที่ผ่านมานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เราจำเป็นต้องพิจารณาข้อมูลต่างๆที่ยังไม่ทราบที่มาที่ไปอย่างละเอียดถี่ถ้วน และเมื่อจิ๊กซอทั้งหมดประกอบเข้าด้วยกัน ความเป็นไปได้เกี่ยวกับเรื่องราวของเทคโนโลยีจานบินนาซีจึงได้เริ่มขึ้น
บุคคลหนึ่งที่อ้างว่าตนเองได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาจานบินให้กับนาซีเยอรมันซึ่งเมื่อก่อนได้ทำงานเป็นกัปตันและผู้ออกแบบเครื่องบินให้กับ Luftwaffe Flight เขาผู้นั้นคือ Rudolf Schriever
เรื่องนี้ได้ปรากฏครั้งแรกในแมกาซีน Der Spiegel ฉบับวันที่ 30 มีนาคม 1950 ในบทความที่มีชื่อว่า Untertassen-Flieger Kombination กล่าวว่า
ในปีช่วงทศวรรษที่ 1940 วิศวกรทั่วโลกได้ทำการทดลองเกี่ยวกับจานบิน ซึ่งทำให้อเมริกาสามารถสร้างได้ 1 ลำโดยใช้เวลา 6-9 เดือน เขากล่าวว่าเขาได้ทำ blueprints ซึ่งเป็นเอกสารที่เป็นความลับเกี่ยวกับจักรกลชนิดนี้ ซึ่งเขาเรียกมันว่า Flying top ก่อนการล่มสลายของอาณาจักรเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่สอง blueprint ได้ถูกขโมยไปจากห้องแล็ปของเขา เขากล่าวว่า เครื่องจักรกลดังกล่าวสามารถบินทำความเร็วได้ถึง 2,600 ไมล์ต่อชั่วโมง ในระยะทาง 4,000 ไมล์ จากนั้น Schriever ได้กลายมาเป็นบุคคลในกองทัพอเมริกันอยู่ที่ Bremerhaven
คำกล่าวอ้างของเขาได้ถูกนำกลับมาพูดคุยอีกครั้งในปี 1975 เมื่อ Luftfarth International Report ได้เขียนว่าภายหลังจากที่ Schriver ได้เสียชีวิตลงในช่วงปลายของทศวรรษที่ 1950 เอกสารต่างๆที่เป็นของเขาได้ถูกนำมาเปิดเผย ซึ่งล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับจานบิน เช่นภาพสเก็ตของแบบจานบินต่างๆ รวมถึงการคำนวณ
นักวิจัยชื่อ Bill Rose ได้พบว่า Schriever นั้นมีความเกี่ยวข้องกับนักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆอีกได้แก่ Klaus Habermohl และ Giuseppe Belluzzo (วิศวกรชาวอิตาเลี่ยน) และอีกคนก็คือ Dr. Walter Miethe จากการศึกษาวิจัยของ Rose พบว่า Miethe ได้เป็นผู้อำนวยการของโครงการจานบินในสองโรงงานซึ่งมีที่ตั้งอยู่ที่นอกเมือง Prague เรามีข้อมูลเกี่ยวกับงานของ Miethe น้อยมาก แต่ดูเหมือนว่าเขาจะรู้จักกับ Wernher vo Brau เนื่องจากมีรูปถ่ายด้วยกันในปี 1933
แต่ที่แน่นอนเราทราบว่านักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งที่มีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับการสร้างจานบินคือ Viktor Schauberger ซึ่งเขาได้ทดสอบทำการบินหนึ่งครั้งในปี 1945 ในบริเวณที่อยู่ใกล้ๆกรุงปราก ซึ่งสอดคล้องกับคำกล่าวอ้างของ Schriever
การทดลองกับต้นแบบของเขานั้นเกี่ยวข้องกับศาสตร์แห่งการลอยตัวอยู่ในอากาศ (levitation) เขาเกิดในปี 1885 คนส่วนใหญ่ในโลก แม้กระทั่งอาจารย์ของเขามองเขาว่าเป็นบุคคลวิกลจริต ที่วันๆเอาแต่นั่งอยู่ในป่า นั่งจองมองแม่น้ำลำธาร และการหมุนวนในอากาศ
เขาได้มีข้อโต้เถียงว่า เทคโนโลยีที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้เป็นรูปแบบเทคโนโลยีที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งมันเป็นเทคโนโลยี่อาศัยหลักของเอนโทรปี (Entropy) ซึ่งกล่าวว่าการเคลื่อนที่ส่วนใหญ่จะมีแนวโน้มไปสู่รูปแบบที่ไร้ระเบียบมากยิ่งขึ้น เช่นแก้วน้ำที่ยังอยู่รูปของแก้วน้ำย่อมมีเอนโทรปีน้อยกว่าแก้วดังกล่าวที่ตกลงสู่พื้น แต่อย่างไรก็ตาม ดังนั้นรูปแบบทั่วไปของการกำเนิดพลังงานในยุคปัจจุบันอาศัยกลไกของการระเบิดและการแตกตัวของอะตอมเป็นสำคัญ แต่ Schsuberger มีความเชื่อว่าการสร้างพลังงานควรจะเป็นไปในรูปแบบของการเคลื่อนที่เข้าสู่ภายใน ในลักษณะหมุนวนให้เกิดความเย็น (inward-moving cold-generating centripetal motion)
อีกทั้ง Schauberger ยังได้ผลิตพลังงานไฟฟ้าจากเทอร์ไบน์ดูด (Suction Turbine) ที่มีลักษณะเฉพาะตัว โดยอาศัยหลักการของการระเบิดเข้าสู่ภายใน (implosion principle) และภายหลังได้พัฒนาระบบขับดันโดยอาศัยหลักการเดียวกันโดยใช้สารทำงานเป็นอากาศ
ต่อมางานของเขาได้เป็นที่สนใจของฮิตเลอร์อย่างมาก ลูกชายของเขากล่าวถึงการพบกันระหว่างพ่อกับฮิตเลอร์ว่า: ในเดือนมิถุนายน 1934 พ่อได้ถูกเชิญโดยท่านผู้นำแห่งอาณาจักรไรช์ที่ 3 เพื่อให้พ่อไปพูดคุยเกี่ยวกับงานของเขา ฮิตเลอร์ต้องการทราบถึงการค้นพบของเขา ความเป็นไปได้สำหรับการประยุกต์ใช้ในแง่มุมต่างๆ และแผนการที่ยิ่งใหญ่ของเขา และพ่อได้ตอบท่านผู้นำไปว่า ผมกำลังค้นหาเทคโนโลยีใหม่ที่กลมกลืนกับความเป็นธรรมชาติ ซึ่งนั่นเป็นแผนการที่แท้จริงสำหรับผม
ฮิตเลอร์ต้องการให้ Schauberger เป็นที่ปรึกษาในการสร้างอากาศยานชนิดใหม่ที่สามารถลอยขึ้นสู่อากาศได้โดยไม่ต้องอาศัยการเผาไหม้เชื้อเพลิง แนวความคิดสำหรับอากาศยานชนิดใหม่นี้อยู่บนหลักการของการค้นพบของ Schauberger เมื่อไม่กี่ปีก่อนเกี่ยวกับการสร้างโซนที่มีความดันต่ำในระดับอะตอม (Low Pressure zone at atomic level) นักวิทยาศาสตร์อ้างว่าได้ทำสำเร็จในแล็ปทีในเครื่องยนต์ต้นแบบที่มีการหมุนควงอากาศหรือน้ำตามแนวรัศมีและเส้นรอบวงเข้าสู่ศูนย์กลางที่อุณหภูมิต่ำๆ Schauberger ได้เรียกแรงดังกล่าวว่า diamagnetic levitation power และเขาได้หมายเหตุว่าธรรมชาติได้ปฏกิริยาตรง (direct) และผลสะท้อนกลับของปฏิกิริยา (reactionary) แรงดูดในการสร้างการเคลื่อนไหวของสภาพอากาศ และเสถียรภาพของฟิวชันในดวงอาทิตย์
นาซีได้ส่งมอบทีมนักวิทยาศาสตร์ให้กับ Schauberger เพื่อช่วยเหลือเขาในการทำงาน แต่ Schauberger ได้ขอกับนาซีว่าถ้าต้องการให้งานสำเร็จลุล่วงกรุณาปฏิบัตรต่อเขาเยี่ยงอิสระชน ไม่ใช่นักโทษจองจำของนาซี ในระหว่างการทำงานสำนักงานปฏิบัติการวิจัยของเขาที่อยู่บนภาคพื้นดิน ที่ทำงานอของเขาได้ถูกบอมบ์และพวกเขาทั้งหมดได้ถูกย้ายไปที่ Leonstein และแล้วจานบินที่สมบูรณ์แบบของพวกเขาก็ได้ถูกสร้างเสร็จซึ่งถูกให้กำลังโดยเทอร์ไบน์ของ Schauberger ซึ่งเหวี่ยงอากาศในลักษณะ twisting type of oscilation (อันนี้ข้าพเจ้าไม่รู้จะสื่อเป็นไทยอย่างไร ประมาณว่า หมุนๆสั่นๆในเวลาเดียวกันแล้วกัน) ผลลัพธ์ก็คือมันสร้างพลังงานที่เข้มข้นรุนแรงทำให้เกิดการลอยตัวขึ้น และต่อมาต้นแบบของอากาศยานที่รู้จักกันในชื่อ Belluzzo-Schriever-Miethe Disks ซึ่งเป็นเครื่องจักรกลรูปทรงจานเส้นผ่าศูนย์กลาง 22 ฟุต โดยอากาศยานชนิดนี้สามรถทำการบินด้วยความเร็ว 2,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และได้มีการวางแผนเพื่อที่จะทำให้มันบินด้วยความเร็วมากถึง 4,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในปี 1945 มันสามารถทำการบินไต่ระดับในแนวดิ่งด้วยความเร็ว 1,300 ไมล์ต่อชั่วโมงขึ้นไปที่ความสูง 40,000 ฟุต ในเวลาน้อยกว่าสามนาที
--------------------------------------------------------------------------
หนังสือแนะนำเกี่ยวกับ Victor Schauberger ที่น่าสนใจ

คำอธิบายหนังสือ

นักธรรมชาติวิทยา Viktor Schauberger (1885-1958) เป็นบุคคลที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลกว่าช่วงเวลาที่เขามีชีวิตอยู่ จากข้อมูลที่ได้จากการสังเกตที่ไม่ธรรมดาของเขาเกี่ยวกับธรรมชาติของโลก เขาเป็นผู้บุกเบิกในเรื่องความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับเรื่องที่ว่าธรรมชาติทำงานอย่างไร เขาเป็นผู้เห็นกาลล่วงหน้าจากการคิดวิเคราะห์ ไม่ใช่นั่งเทียน และพยายามที่จะเตือนพวกเราเกี่ยวกับสภาวะแวดล้อมที่เป็นพิษ และปัญหาขาดแคลนพลังงานที่กำลังเกิดขึ้นในยุคของเรา
หนังสือเล่มนี้ได้อธิบายและพรรณนาวิสัยทัศน์และมุมมองของ Schauberger ในภาษาที่เป็นปัจจุบัน และเข้าใจง่าย มุมมองที่โดดเด่นของเขามีหลายเรื่อง ได้แก่ น้ำเสีย ป่าไม้ถูกทำลาย การเปลี่ยนแปลงแบบเฉียบพลันของสภาวะแวดล้อม รวมถึงพลังงานทดแทน ซึ่งเขาได้บอกเป็นนัยว่าเราควรจะแก้ปัญหานี้เช่นไรเพื่อเป็นการดำรงไว้ซึ่งแหล่งทรัพยากรและธรรมชาติที่ดีของโลกให้คงอยู่สืบไป

--------------------------------------------------------------------------

ในปี 1956 ‘Das Neue Zeitalter’ ได้เขียนว่า Viktor Schauberger คือผู้ประดิษฐ์และค้นพบพลังงานขับเคลื่อนชนิดใหม่ ซึ่งใช้เพียงแค่อากาศและน้ำเท่านั้นในการสร้างแสงสว่าง ความร้อนและการเคลื่อนที่ รายงานที่ได้แถลงออกไปนั้นได้รายงานว่าจานบินไร้คนบังคับ (unmanned flying disc) ได้ถูกทดสอบเป็นครั้งแรกในปี1945 ในบริเวณใหล้กรุงปราก ซึ่งสามารถลอยตัวในอากาศโดยปราศจากการเคลื่อนไหวโดยกลไกภายนอก สามารถเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้เร็วพอๆกับเคลื่อนที่ไปข้างหลัง และมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 50 เมตร

มีผู้พบเห็นรายอื่น ได้สนับสนุนว่าได้พบเห็นการณ์เช่นนี้ก่อนหน้านี้อีก กล่าวคือจากการสัมภาษณ์ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 1954 Geoge Klein ได้กล่าวว่า เขาได้พบเห็นจานบินทดสอบในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 1945 โดยอากาศยานดังกล่าวสามารถไต่ไปที่ระดับความสูง 30,000 ฟุตในเวลาเพียงแค่สามนาที และสามารถทำการบินด้วยความเร็วหลายร้อยไมล์ต่อชั่วโมง

ในการสัมภาษณ์นี้ Klein ได้ให้ข้อมูลไกลออกไปอีกเกี่ยวกับโครงการการพัฒนาจานบิน บางส่วนของงานได้ทำที่ Peenemunde ซึ่งเป็นสถานที่ที่ใช้ในการสร้างจรวด V-2 และที่นั่น Wernher von Brau เป็นผู้อำนวยการ Klein ยังกล่าวว่า การสร้างเสถียรภาพของอากาศยาน สามารถทำได้โดยใช้ ไจโรสโคป ซึ่งเป็นเทคนิคเดียวกันกับที่ใช้ในการควบคุมและรักษาเสถียรภาพของจรวด V-2 ภายหลังงานวิจัยได้ถูกย้ายไปที่ Mittlewerke ซึ่งเป็นโรงงานวิจัยที่ถูกสร้างขึ้นในใต้ดิน อยู่ใกล้ๆกับ Nordhausen ในเทือกเขา Harz

ในช่วงต้นของสงครามโลกมีหลายฝ่ายของทางด้านพันธมิตรที่ไม่เชื่อว่าเยอรมันมีอาวุธลับที่ร้ายกาจ จนกระทั่งอเมริกาแสดงท่าทีวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องราวดังกล่าว และท้ายที่สุดพบว่าฮิตเลอร์ไม่เพียงแต่มีอาวุธลับที่ร้ายกาจแต่เขายังมีสิ่งที่เราเรียกในปัจจุบันว่า UFO หรืออากาศยารูปทรงคล้ายจานที่ไทยบ้านเรียกว่า จานบิน

ทางด้านเยอรมันได้ทำการทดสอบจานบินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มันมีความสามารถในการทำการบินด้วยความเร็ว 1,200 ไมล์ต่อชั่วโมง สามารถขึ้นลงในแนวดิ่ง เปลี่ยนวิถีการบิน 90 องศา คล้ายกับเฮลิคอปเตอร์ และมีความล้ำสมัยกว่ากองกำลังของฝ่ายพันธมิตรเป็นอย่างมาก และประการที่สอง เราทราบว่าจานบินของเยอรมันสามารถเพิ่มความเร็วในการทำการบินได้เท่ากับ 2,500 ไมล์ต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นสองเท่าของจาบินอันแรก ไม่เพียงแต่เป็นต้นแบบของอากาศยานชนิดใหม่ จานบินดังกล่าวยังได้ติดอาวุธเลเซอร์ที่มีความสามารถในการยิงทะลุเกราะได้หนากว่า 4 นิ้ว จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งของฝ่ายพันธมิตรที่จะต้องร่วมมือกันในการทำให้เยอรมันแพ้สงครามให้ได้ เพราะพวกเขามีอาวุธที่ร้ายกาจเหลือเกิน และอาจเป็นภัยต่อความสงบสุขของโลกในภายภาคหน้า หากพวกเขาเป็นฝ่ายชนะสงคราม (นั่นเป็นความคิดของพวกพันธมิตรในครั้งนั้น)

นักฟิสิกส์บัลกาเรี่ยนชื่อ Vladimir Terziski ได้เขียนกี่ยวกับจานบินลึกลับของนาซีไว้ว่า “จากคำกล่าวอ้างของ Renato Vesco… เยอรมันได้สร้างความร่วมมือที่ยิ่งใหญ่ในการสร้างอาวุธที่มีความล้ำหน้าสูงกับพันธมิตรของพวกเขาคืออิตาลีในระหว่างสงคราม ที่โรงงานของบริษัทรถยน Fait ซึ่งตั้งอยู่ที่ทะเลสาบ La Garda ที่โรงงานแห่งนี้มีการตั้งชื่อว่า Air Marshall Hermann Göring โดยที่อิตาลีได้ทำการทดลองเกี่ยวกับอาวุธที่มีความล้ำสมัยมากมายอันได้แก่ จรวด เครื่องบิน ซึ่งได้ถูกสร้างในเยอรมัน ในลักษณะเช่นเดียวกัน เยอรมันได้มีการติดต่อทางด้านการทหารญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด และได้มีการสนับสนุนญี่ปุ่นด้วยเครื่องไม้เครื่องมือและเทคโนโลยี่ที่ล้ำสมัย เขาพบจากรูปภาพตัวอย่างที่ได้บันทึกรูปของจรวด V-1 ที่ถูกผลิตขึ้นในญี่ปุ่นโดยบริษัทมิตซูบิชิ และเครื่องบินขับไล่ที่ดีที่สุดในโลกเวลานั้นคือ Dormier-335 ได้ถูกสร้างเลียนแบบที่โรงงานใน Kawashima

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น