Power of The Black Sun

" Let the future tell the truth, and evaluate each one according to his work and accomplishments. The present is theirs; the future, for which I have really worked, is mine. "

"ให้อนาคตเป็นเครื่องบอกความจริงของคนๆหนึ่ง โดยพิจารณาจากสิ่งที่คนๆนั้นทำเเละความสำเร็จที่คนๆนั้นได้รับ ปล่อยให้ปัจจุบันเป็นเรื่องของพวกเขา ส่วนอนาคต ซึ่งผมตั้งใจทำมันอย่างจริงจัง คืองานของผม "
............................................................................................

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

นาซีได้สร้าง UFO ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ........(ตอนที่2)

จากการอ้างถึงข้อมูลต่างๆของการสมคบคิดกับเเบบลับๆของสมาคมในสังกัดของนาซึ่งเกี่ยวข้องกับการพัฒนาจานบินที่มีระบบการบินที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการบินขึ้น (unconventional sauer craft) เช่นสมาคม Vril (Vril Society) ซึ่งถูกต้องสงสัยว่ามีการติดต่อกับอารยธรรมต่างดาวในระบบสุริยะทีมีชื่อว่า อัลเดบาร์ดอน (Aldebardon) ซึ่งได้มีการวางเเผนที่จะพัฒนายานอวกาศที่จะสร้างยานอวกาศเพื่อทำให้พวกเขาสามารถทำการติดต่อกันเเบบตัวต่อตัวได้ ซึ่งเรื่องราวดังกล่าวไม่ยืนยันว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ เเต่ที่เเน่ๆคือมีความเป็นไปได้สูงมากว่ามีกิจกรรมอย่างลับๆเกิดขึ้นในยุโรปกลางในช่วงเวลาดังกล่าว เเละไม่ต้องสงสัยเลยว่าเรื่องที่ทำอยู่นั้นมีความเกี่ยวข้องกับจานบิน โดยในปี 1934 สมาคม Vril ได้ปรากฏว่ามีการพัฒนายานบินที่มีชื่อรุ่นว่า Vril 1 ซึ่งมีระบบขับดันด้วยเเอนติกราวิตี้ ซึ่งในปีนั้นเป็นปีเดียวกับที่ Viktor Schauberger ได้เข้าพบกับท่านผู้นำ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์


ยาน Vril 1

ในเวลานั้นสมาคม Vril ยังถูกต้องสงสัยว่ากำลังพัฒนาอากาศยานชนิดใหม่ ซึ่งยานดังกล่าวมีชื่อว่า RFZ-2 ซึ่งยานนี้มีความยาว 16 ฟุต มีระบบขับดันที่ถูกปรับปรุงให้เหมาะสม ที่น่าสนใจคือเมื่อตอนทำการบินจะมีปรากฏการณ์เรื่องสี (colour effect)

ในปี 1940 ยาน RFZ-2 ได้ถูกบรรจุเข้าสู่ภาระกิจยานลาดตระเวณ เเละมีหลักฐานรูปถ่ายของยานดังกล่าวอย่างชัดเจน เช่นมันถูกถ่ายได้ที่บริเวณใกล้ๆเเอนตาร์คติก้าในปี 1940


ยาน RFZ 2

แต่ RFZ-2 ยังไม่เป็นที่สนใจนัก มีเพียงหน่วย ss เท่านั้นที่ให้ความสนใจกับงานของสมาคม Vril และได้มีการก่อตั้งองค์กรย่อยภายในหน่วย SS ขึ้น ซึ่งมีชื่อว่า SSE-4 เพื่อพัฒนาพลังงานทางเลือกเพื่อเป็นหลักประกันว่าเยอรมันจะไม่ต้องพึ่งพาแหล่งพลังงานจากภายนอกประเทศอันได้แก่ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และได้สร้างจานบินที่มีลักษณะเช่นเดียวกับ RFZ ซึ่งมีชื่อว่า Haunebu หรือ Vril


ในปี 1939 หน่วย SS ได้สร้างจานบินชื่อ RFZ-5 หรือเรียกว่า Haunebu 1 ในเดือน สิงหาคม ปี 1939 มันได้ทำการทดสอบบินและมีหลักฐานยืนยันว่ามันทำงานได้จริง ซึ่งมีทั้งรูปถ่าย และพยานผู้เห็นเหตุการณ์ โดยมันมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 65 ฟุต มีห้องสำหรับผู้โดยสาร ส่วนแบบของยาน Haunebu 2 ที่พบอยู่ในกระดาษเขียนแบบนั้นน่าจะเป็นการออกแบบไว้สำหรับเพื่อการพัฒนาต่อไปในอนาคต



ในวันที่ 17 เมษายน 1945 Miethe ได้เข้าพบฮิตเลอร์พร้อมรายงานถึงการทดสอบ V-7 ซึ่งได้ทำการทดสอบบินเหนือน่านฟ้าทะเลบอลติก ซึ่งเป็นยานบินที่อาศัยหลักการของเฮลิคอปเตอร์ที่ใช้เครื่องยนต์เทอร์โบของ BMW 12 ตัว ในการทดสอบครั้งแรกสามารถบินขึ้นไปที่ความสูง 78,000 ฟุต และในครั้งที่สองบินขึ้นไปได้ที่ 80,000 ฟุต แต่อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีดังกล่าวมาช้าเกินไป ไม่สามารถช่วยให้เยอรมันรอดจากการถูกรุมกินโต๊ะและพ่ายสงครามไปได้ และเมื่อมีข่าวการฆ่าตัวตายของฮิตเลอร์หลุดออกมา จึงถือว่าเป็นการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองอย่างเป็นทางการ



นักวิทยาศาสตร์อีกคนที่นำความรู้ใหม่มาสู่อเมริกาคือ Victor Schauberger แต่ไม่มีหลักฐานแน่นอนว่าเขาได้เข้ากับพรรคนาซีหรือไม่ เขาได้รับการดูและอารักขาอย่างดีในฐานะผู้ร่วมงานเป็นเวลา 6 เดือนในช่วงสิ้นสุดสงครามโลก Dr. Walter Miethe และ Rudolf Schriever ได้เข้าสู่อเมริกาภายใต้ Operation Paperclip แต่เพื่อนร่วมงานของเขาอีกคนหนึ่งคือ Herbermohl คาดว่าได้ตกอยู่ในเงื้อมมือของโซเวียต

ระหว่างที่อยู่ในอเมริกา Miethe ได้ทำงานของเขาต่อในเรื่อง จานบิน โดยในช่วงแรกได้ทำงานให้กับกองทัพอากาศของสหรัฐต่อมาถูกย้ายไปที่ A.V. Roe และบริษัทต่างๆ




ในปี 1959 Jack Judges นักถ่ายรูปอิสระได้นั่งอยู่บนเครื่องบินซึ่งบินอยู่เหนือโรงงานของบริษัทที่ Miethe ทำงานอยู่ซึ่งตั้งอยู่ในแคนดา เขาได้ถ่ายรูปยานที่มีรูปร่างคล้ายจานจอดอยู่บนพื้น
หลังจากรูปถ่ายดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ออกไป ทำให้มีการคาดการณ์กันต่างๆนานาว่าจานบินดังกล่าวเป็นอาวุธลับทางด้านการทหาร และมันอาจเป็นจานบินเดียวกับที่ถ่ายรูปได้บนท้องฟ้าเมื่อปีก่อนก็ได้

ปฏิกิริยาโต้ตอบของกองทัพอากาศต่อการคาดเดาดังกล่าวของประชาชน ทำให้กองทัพเผยแพร่รูปภาพของยานดังกล่าวอย่างเป็นทางการ โดยยานดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า Avro ซึ่งถูกใช้เป็นครั้งแรกในปี 1955

บันทึกของ CIA ในปีนั้นยืนยันว่ายานดังกล่าวเป็นผลงานของนักวิทยาศาสตร์เยอรมันในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 การออกแบบดังกล่าวได้ถูกละทิ้งในทศวรรษที่ 1960 โดยกองทัพอากาศบอกว่ามันยังคงอยู่ในขั้นตอนของการทดลอง ในปี 1990 มันถูกเปิดเผยว่ายานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการลับที่มีชื่อว่า Project Silver Bug ซึ่งเป็นโครงการพัฒนายานให้มี ระบบการขึ้นลงในแนวดิ่ง (vertical take-off and landing, VTOL) เพื่อแก้ไขปัญหาในเรื่องการขาดแคลนรันเวย์ และลดความเสี่ยงต่อการที่รันเวย์ถูกโจมตีและเป็นหลักประกันความมั่นใจว่าจะมียานบินสามารถบินขึ้นต่อสู้ได้ในทุกกรณี

นักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆก็มีชะตาชีวิตที่คล้ายๆกัน ถือถูกนำตัวเข้าสู่อเมริกาในช่วงหลังสงครามโลกและถูกอเมริกาใช้ทำงานในความเชี่ยวชาญของแต่ละบุคคล เช่นงานออกแบบทางวิศวกรรมต่างๆ ในบันทึกของ America’s Aircraft Year Book ได้บอกถึงว่าคนพวกนี้ได้ทำงานให้กับอเมริกามากขนาดไหนที่ Ft. Bliss และ Wright Field ในกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงที่ทำงานอยู่ที่ Wright Field ประกอบด้วย Rudolf Hermann, Alaxander Lippisch, Heinz Schmitt, Helmut Heinrich, Fritz Doblhoff และ Ernst Zundel

Hermann ได้เคยเข้าร่วมโครงการวิจัยที่ Peenemunde Research Station ในเรื่องเกี่ยวกับอากาศพลศาสตร์ ซึ่งที่นี่เป็นสถานที่ที่เป็นต้นกำเนิดของจรวด V-2 ที่ใช้ยิงถล่มเกาะอังกฤษ ด้วยความที่เขาเป็นผู้เชียวชาญด้านความเร็วเหนือเสียง (Supersonics) เขาจึงถูกต้องสงสัยว่าเคยทำงานอยู่ที่อุโมงค์ลมความเร็วเหนือเสียงที่ Kochel ใน Bavarian Alps เขายังเป็นสมาชิกในกลุ่มของโครงการแห่งอนาคตที่ผลักดันโดยฮิตเลอร์ในการสร้างสถานีอวกาศเพื่อใช้ในการเติมเชื้อเพลิงให้กับจรวดซึ่งสถานีอวกาศดังกล่าวโคจรอยู่รอบโลกที่ความสูง 4,000 ไมล์

นักวิทยาศาสตร์ในกลุ่มนี้อีกคนหนึ่งที่น่าสนใจ Dr. Alaxander Lippisch เขาได้ออกแบบยานบินที่ในเวลานักผู้คนมักเข้าใจผิดคิดว่าเป็นจานบิน Lippisch ได้พัฒนาโครงการเป็นจำนวนมากในช่วงก่อนเข้าสู่สงคราม ในเดือนพฤศจิกายน ปี 1944 Lippisch พร้อมกับนักเรียนของเขาได้ร่วมกันสร้างยาน DM-1a delta โดยยานดังกล่าวมีมุมที่ของด้านหน้าของยานกาง 60 องศา โดยยานลำนี้พบว่าภายหลังสามารถทำการบินด้วยความเร็ว 497 ไมล์ต่อชั่วโมงโดยใช้มอเตอร์จรวด ยานดังกล่าวถูกนำลงเรือสู่อเมริกาในช่วงหลังสงครามโลก ยาน DM-1 ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างยานรูป Delta-Wing แก่อเมริกาเช่นยานบิน F-102, F-104

DM-1a delta

Lippisch ได้เข้าร่วมกับบริษัท Collin Radio ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการแก้ไขปัญหาในเรื่องเกี่ยวกับอวกาศยาน ในปี 1966 ได้ก่อตั้ง Lippisch Corporation เขาได้พัฒนา X-113A Aerofoil Boat ก่อนที่จะสิ้นลมหายใจลงในปี 1976 โดยมีอายุรวมได้ 81 ปี ยานอีกชนิดหนึ่งที่ดูมีลักษณะน่าสงสัยว่าเป็นจานบินหรือไม่คือ AS-6 โดยยานนี้ได้ถูกสร้างขึ้นโดย Auther Sack หลังจากได้รับการสนับสนุนและให้กำลังใจโดย Ernst Udet (German’s Air Minister in 1939) โดยการก่อสร้างเริ่มต้นที่บริษัท Mitteldeutsche Moterwerke และสร้างเสร็จที่ Flugplatz-Werkstadtt ซึ่งอยู่ที่ฐานทัพอากาศ Brandis ในช่วงต้นของปี 1944 โดยยานดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จและไม่ได้รับการพัฒนาต่อ

ยานที่มีลักษณะคล้ายกับ AS-6 คือ V-173 ที่ถูกสร้างขึ้นโดยบริษัท Chance-Vought ที่รู้จักกันในชื่อ แพนเค้น (Flying Pancake) V-173 เป็นสิ่งหนึ่งที่ท่านผู้มีอิทธิพลทั้งหลายในอเมริกายอมรับว่าเป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาโดยเยอรมันในระหว่างสงครามโลก มีความเกี่ยวพันกับการเห็น UFO บ่อยครั้งในอเมริกาในช่วงทศวรรษที่ 1940

ทัพเรือสหรัฐได้เผยแพร่ภาพ V-173 ในปี 1947 ซึ่งในช่วงนั้นมีกระแสความตื่นเต้นเรื่อง UFO เนื่องจากมีการพาดหัวข่าวว่ามีจานบินตกและถูกจับได้ที่ Roswell

ในปี 1977 Thomas C. Smith ได้เผยแพร่เรื่องราวของเขาในหนังสือพิมพ์ Lancaster New Eoa ใน Lancaster, Pennslvania ฉบับวันที่ 12 กรกฎาคม 1997 ในบทความกล่าวว่าเขาได้พบเห็นจานบิน แต่มันไม่ใช่ผู้เยี่ยมเยียนจากต่างพิภพ มันเป็นเพียงวิศวกรรมของมนุษยชาติ โดยยานทดสอบจอดอยู่ใน Connecticut Hangar


“โอ้พระเจ้า อะไร?” Smith ในวัย 20 ปีอุทานด้วยความตื่นเต้น ที่มันจอดอยู่ตรงนั้นบนเครื่องค้ำยัน (เขาระลึกความทรงจำในวันนั้น) ยานบินที่เป็นที่กล่าวขวัญรูปจานทรงรีมีความกว้าง 40 ฟุต ลอยตัวนิ่งอยู่สูงจากพื้น 10 ฟุต แล้วบินจากไป การขับเคลื่อนของมันใช้ใบพัดคู่ ส่วนนักบินอยู่ในห้องคนขับ ตอนนี้ Smith ในวัยเกษียณอายุราชการ 72 ปี ได้รำลึกความหลังเนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีของตำนานแห่ง Roswell ยานลำที่ตกจะเป็นยานลำเดียวกับที่เขากล่าวอ้างว่าเคยเห็นที่ hangar ดังกล่าวหรือไม่ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่ที่แน่ๆเขามีความเช่นว่าปรากฏการณ์ UFO ที่คนอเมริกันส่วนใหญ่เห็นล่องลอยอยู่บนท้องฟ้า แท้ที่จริงน่าจะเป็นวิศวกรรมของมนุษยชาติเอง

ในช่วงเวลาที่ Smith เพิ่งจบการศึกษาสาขาวิศวกรรมเครื่องกลจาก Penn State University เขาได้ทำงานให้กับบริษัท Chance-Vought Aircraft ใน Stratford, Conn ซึ่งได้สร้างเครื่องบินให้กับทัพเรือของอเมริกา ในขณะนั้นเขากำลังทดสอบวัสดุคอมโพสิทที่เกิดจากการนำแผ่นเหล็กสองแผ่นมาประกบกับแผ่นไม้ลักษณะเป็นแซนวิช

เขากล่าวว่าเขามีความกระเหี้ยนกระหือรืออยากรู้ว่าจะมีสิ่งใดบางที่สามารถสร้างโดยใช้งานวัสดุทดสอบชนิดนี้ได้ ครั้งหนึ่งอาจารย์ที่ปรึกษาของเขาได้พาเขาไปที่ hangar ลับแห่งหนึ่งของทางรัฐบาลเพื่อแสดง เจ็ทรุ่นใหม่ให้เขาดู แต่เขากลับสนใจยานบินอีกลำที่อยู่ใน hangar ซึ่งมีลักษณะเป็นจานบินที่สร้างจากวัสดุที่เขากำลังทดสอบอยู่

ยานบินดังกล่าวมีสีกากี มีความหนา ไม่กี่นิ้วที่ขอบ และมีความหนา 2 ฟุตที่ห้องคนขับ และมีหน้าต่างรูปฟอง (bubble window)สำหรับมองเพื่อให้นักบินสามารถมองไปข้างหน้าและมองลงไปที่พื้นได้ ยานบินลำนี้มีสองใบพัด และหางเสือสองอันที่ตูด Smith ได้กลับมาที่นั่นในตอนดึกเพื่อดูการทดสอบการบิน เขากล่าวว่าจานดังกล่าวสามารถบินขึ้นในแนวดิ่งจากนั้นก็ลอยหายไป
“มันยกตัวขึ้นจากพื้นแล้วก็ลอยหายไปในความมืด” เขากล่าว และหลังจากนั้นก็มีข่าวรายงานการเห็น UFO ในพื้นที่บริเวณดังกล่าว ในปีที่เขาลาออกจากบริษัท Chance-Vought ในปี 1947 บริษัทได้ย้ายโรงงานไปอยู่ที่เท็กซัส ซึ่งเป็นบริเวณที่มีสภาวะที่เหมาะสมต่อการทดสอบการบินมากกว่า ซึ่งในปีที่บริษัทย้ายโรงงานไปอยู่ที่เท็กซัสก็เป็นปีเดียวกับที่มีข่าวจานบินตกที่ Roswell ช่างเป็นเรื่องที่บังเอิญอะไรเช่นนี้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น