Power of The Black Sun

" Let the future tell the truth, and evaluate each one according to his work and accomplishments. The present is theirs; the future, for which I have really worked, is mine. "

"ให้อนาคตเป็นเครื่องบอกความจริงของคนๆหนึ่ง โดยพิจารณาจากสิ่งที่คนๆนั้นทำเเละความสำเร็จที่คนๆนั้นได้รับ ปล่อยให้ปัจจุบันเป็นเรื่องของพวกเขา ส่วนอนาคต ซึ่งผมตั้งใจทำมันอย่างจริงจัง คืองานของผม "
............................................................................................

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ทะเลสาบวอสตอก ทะเลสาบแห่งเงา


แรงบันดาลใจในการเขียนบทความนี้เกิดขึ้นในฤดูร้อนของปี 1996 เมื่อมีอีเมลล์หลายฉบับได้เขียนชี้แนะว่ามีความเป็นไปได้ว่ามีใครบางคนหรือมีบางสิ่งบางอย่าง กระทำการบางอย่างอย่างซ่อนเร้นในการเปลี่ยนแปลงแผนทีของแอนตาร์คติก้าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันความแปลกเกิดขึ้น เมื่อผมได้ส่งข้อความทางอิเล็คทรอนิคเพือขอแผนที่แอนตาร์กติก้าไปที่ Penn-oh-West Maps ใน Pittsburgh คำตอบที่ได้รับจากเจ้าของร้านคือ “เสียใจด้วย แผนที่แอนตาร์คติก้าใหม่กำลังอยู่ระหว่างการสั่งเข้ามา บางทีปัญหาน่าจะมาจาก USGS (United State Geological Service) ซึ่งมีหน้าที่ในการทำแผนที่ต่างๆบนพื้นโลก อีกทั้งยังมีความเชี่ยวชาญการทำแผนที่ดาวเคราะห์ต่างๆเช่น ดวงจันทร์ ดาวอังคาร และดาวศุกร์”

แอนตาร์ติก้าปกคลุมด้วยน้ำแข็งเกือบ 90 % และเป็นแหล่งน้ำจืดถึง 70 % ของน้ำจืดทั้งหมดบนโลก ทวีปนี้ใหญ่เป็นอันดับที่ 3 มีขนาดของพื้นที่เป็น 1.5 เท่าของประเทศสหรัฐอเมริกา มีประเทศต่างๆประกอบด้วย สหรัฐ อังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ผรั่งเศส และอาร์เจนตินาเข้ามาตั้งสถานีเพื่อทำการทดลองที่จุดต่างๆของทวีป
---------------------------------------------------------------------

ALH 8401 ถูกพบในแอนตาร์กติก้าในช่วงปี 1984-1985 มันถูกพบโดยทีมไล่ล่าวัตถุท้องฟ้า (Meteoric) จากโครงการ ANSMET ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดย Polar Program Office of the US National Science Foundation ANSMET ทำหน้าที่ค้นหาวัตถุท้องฟ้าและเริ่มมีการค้นพบตั้งแต่ปี 1997 โดย NSF


เกือบจะแน่นอนแล้วว่า ALH 8401 เป็นเศษวัตถุที่หลุดออกมาจากดาวอังคาร แม้ว่าเป็นที่ทราบกันดีว่ายังไม่มีมนุษย์ผู้ใดเคยได้ไปเหยียบย่ำถึงดาวอังคาร และยังไม่มีใครบนโลกนี้มีของสะสมเป็นก้อนหินจากดาวอังคาร ความจริงยังมีก้อนหินอีก 11 ก้อนจากนอกพิภพที่เราเรียกว่า SCNs ที่มาจากดาวอังคาร แต่เราทราบได้อย่างไรว่าพวกมันมาจากดาวอังคารหล่ะ?? คำตอบคือคือในก้อนหินมีร่องรอยของแก๊สที่มีความคล้ายคลึงกับบรรยากาศของดาวอังคาร เราทราบถึงองค์ประกอบของชั้นบรรยากาศของดาวอังคารจากการที่ได้เคยส่งยานไวกิ้งในปี 1976 ระหว่างการลงจอดมันได้ทำการบันทึกข้อมูลของชั้นบรรยากาศเอาไว้ บรรยากาศของดาวอังคารมีความแตกต่างจากบรรยากาศของโลกและดาวศุกร์มาก



การที่ ALH 8401 มาอยู่บนโลกนี้ได้แสดงว่ามันจะต้องพุ่งออกมาจากพื้นผิวของดาวอังคารด้วยความเร็วที่มากกว่าความเร็วหลุดพ้นของดาวอังคารคือ 5 กิโลเมตรต่อวินาที หรือ 11,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กลไกตามธรรมชาติเดียวเท่านั้นที่ทำให้ ALH 8401 สามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงมากกว่าความเร็วหลุดพ้นได้คือต้องมาจากการพุ่งชนของเทหฟากฟ้าซึ่งปะทะอย่างรุนแรงที่พื้นผิวของดาวอังคาร การปะทุของภูเขาไฟไม่อาจทำให้ก้อนหินมีความเร็วถึงเพียงนั้นได้ จากหลักการและเหตุผลดังกล่าวทำให้สามารถคาดได้ว่าครั้งหนึ่งน่าจะมีวัตถุท้องฟ้าขนาดมากกว่า ½-2 กิโลเมตร พุ่งชนดาวอังคารอย่างเต็มจัง แรงกระแทกทำให้ AHL 8401 ลอยจากพื้นผิวดาวอังคารมุ่งสู่อวกาศ จากนั้นมันก็โคจรรอบดวงอาทิตย์เหมือนเศษหินอวกาศทั่วไป จากนั้นวงโคจรของมันเปลี่ยนแปลงจนเกือบเหมือนวงโคจรของดาวอังคาร แต่วงโคจรของมันก็เปลี่ยนแปลงทุกครั้งที่มันเข้าใกล้กับดาวอังคารหรือเมื่อชนกับเศษสวะอวกาศอื่นๆ หรือเป็นผลมาจากแรงโน้มถ่วงของดาวเคราะห์ดวงใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดาวพฤหัส ทำให้วงโคจรของมันออกห่างจากดาวอังคารทุกที จากกระทั่งเมื่อมันเดินทางเข้ามาสู่สนามความโน้มถ่วงของโลกเมือ 13,000 ปีก่อนมันจึงถูกโลกดึงตกลงมากองอยู่ที่แอนตาร์คติก้า
---------------------------------------------------------------------
ทะเลสาบแห่งความน่าสะพรึงกลัว
การค้นพบทะเลสาบวอสตอกเป็นการค้นพบแหล่งข้อมูลที่น่าสนใจสำหรับโครงการอวกาศของสหรัฐ ณ ที่แห่งนั้นนักวิทยาศาสตร์มองเห็นโอกาสสำหรับการทำการทดลองหลายอย่างเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของโครงการสำรวจดวงดวงจันทร์ยูโรปา ซึ่งเป็นดวงจันทร์ดวงหนึ่งของดาวพฤหัสที่พื้นผิวบกคลุมด้วยน้ำแข็ง โครงการสำรวจโดยเบื้องต้นจะเป็นการยานไร้คนขับ ทะเลสาบที่อยู่บนดวงจันทร์ดวงนี้คาดว่าจะมีลักษณะคล้ายกับทะเลสาบวอสตอก
ในเดือนกันยายนปี 1999 นักวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น 80 คนจากหลายประเทศได้เดินทางมาพบกันที่ Cambridge University’s Lucy Cavendish เพื่อลงนามในข้อตกลงร่วมกันในการวิจัยรูปแบบของสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในทะเลสาบแห่งความมืดมิดที่สุดในโลก ในที่ประชุมดังกล่าวนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายมีความเห็นร่วมกันว่าถ้ามีสิ่งมีชีวิตอยู่ในทะเลสาบแห่งนั้น มันจะต้องถูกตัดขาดจากส่วนที่เหลือของโลกเป็นเวลาหลายพันล้านปีเลยทีเดียว ดังนั้นสิ่งมีชีวิตที่จะได้เห็นน่าจะเป็นรูปแบบชีวิตแบบใหม่ที่เรายังไม่เคยพบเห็นที่ใดในโลกนี้มาก่อน มันอาจจะเป็นแหล่งของแอนติไปโอติกหรือเอนไซม์ชนิดใหม่ก็เป็นได้
นักชีววิทยาระดับไมโคร (Microbiological) ชื่อ Cyan Ellis-Evan ได้ให้ความเห็นว่า การขาดแคลนแหล่งอาหาร ความดันที่สูงและความมืดภายใต้พื้นน้ำของทะเลสาบทำให้มีความเป็นไปได้ยากที่จะพบสิ่งมีชีวิตที่มีวิวัฒนาการสูง
แต่อย่างไรก็ตามไม่มีสิ่งใดที่จะมาหยุดความตั้งใจของนักวิทยาศาสตร์ที่มีความกระเหี้ยนกระหือรือเหล่านี้ได้ นักวิทยาศาสตร์ได้รวมตัวกันที่ Cambridge เพื่อร่วมกันร่างโครงการวิจัยทะเลสาบวอสตอก ซึ่งประกอบด้วยการเตรียมการในการเฝ้าระวังเพื่อหลีกเลี่ยงในการทำให้สภาวะแวดล้อมที่อยู่ในสภาพบริสุทธิ์ได้รับการปนเปื้อน โดยมีการแนะนำให้ใช้ Cryobot ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ยาว 10 ฟุตมีส่วนประกอบของ writing implement with hot tip Cryobot จะดำลงไป 4 ไมล์ จากพื้นผิวจนถึงส่วนที่เป็นทะเลสาบ จากนั้นจะปล่อยคลื่นโซน่าและอุปกรณ์ถ่ายรูปชื่อ hydrobot เพื่อทำการสำรวจน้ำในบริเวณนั้น ในระหว่างทศวรรษที่ 1970 นักวิทยาศาสตร์รัสเซียได้ทำการเจาะน้ำแข็งลึกลงไปที่ระดับ 3,600 เมตรเกือบถึงทะเลสาบ สิ่งที่พวกเขาพบยังไม่สามารถคาดเดาได้
สิ่งที่ค้นพบสร้างความตกตะลึงแก่นักวิทยาศาสตร์และบุคคลที่เกี่ยวข้อง แต่อย่างไรก็ตามไม่มีการกล่าวถึงทะเลสาบวอสตอกอีกเลยนับแต่นั้นมา มีเฉพาะการพูดคุยกันในวงในเท่านั้น

ทวีปแห่งเวทมนต์และความน่าสะพรึงกลัว
บ่อยครั้งที่ทวีปแนตาร์คติก้าจะเป็นแรงบันดาลใจสำหรับการเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ บ่อยครั้งที่เรื่องราวของทวีปแอนตาร์คติก้าจะถูกจำกัดมิให้บรรจุเข้าไปอยู่ในตำราเรียน โดยจะจำแนกมันไว้ในหมวดหมู่ของนวนิยายซะมากกว่า จากตำนานเรื่องเล่าผนวกเข้ากับข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ทำให้เราเผชิญหน้ากับความท้าทายเกี่ยวกับความลึกลับของทวีปน้ำแข็งแห่งนี้ จากการที่นาซีเยอรมันได้เข้าสำรวจและยึดครอง Neuschawabenland หรือที่รู้จักกันอย่างเป็นทางการในชื่อ Oueen Maud’s Land คณะผู้บุกเบิกแห่งนาซีและจุดมุ่งหมายของพวกเยาได้ผ่านการทดสอบอย่างทรหด ในการสร้างฐานทัพจานบินนาซี และประสบความสำเร็จในการสร้างยอดมนุษย์ในทวีปลึกลับแห่งนี้ ผู้สนับสนุนความเป็นเป็นไปได้ของการสร้างฐานทัพนาซีในแอนตาร์คตำก้ากล่าวอ้างถึงเหตุการณ์ที่สหรัฐได้รวมพลในขั้วโลกใต้ทันทีหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองจบลง วัตถุประสงค์ก็คือเพื่อบุกทำลายที่มั่นสุดท้ายของนาซี


เมืองแอตแลนติสได้อยู่ในแอนตาร์คติก้าหรือไม่
ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Fingerprints of the Gods (Newyork: Crown 1995) คือ Graham Hancock ได้ทำปะติดปะต่อเรื่องราวเพื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่าง Flem-Ath และผู้เขียนคนอื่นๆ ในการสนับสนุนทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่ยังเป็นที่โต้เถียงกันอยู่เกี่ยวกับการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก มีทฤษฎีที่กล่าวว่าส่วนที่อยู่ทางใต้สุดของทวีปแอนตาร์กติก้าเคยอยู่ที่ทางทิศเหนือของแอนตาร์คติกเซอร์เคิลในปัจจุบัน และได้ถูกยับยั้งไว้ที่ตรงนี้ จากลักษณะที่ปรากฏภูมิประเทศและแหล่งทรัพยากรณ์นั้นเหมาะสำหรับการพัฒนาอารยธรรม (civilization) เป็นไปได้หรือไม่ที่นักวิจัยเหล่านี้ได้ไขปัญหาเกี่ยวกับอารยธรรมแม่ที่นำพาเราไปสู่แอตแลนติสที่ Plato เคยกล่าวถึง
แม้ว่าแอตแลนติสจะมีที่ตั้งอยู่ที่แอนตาร์คติก้าหรือไม่ แต่มันก็มีค่าที่จะกล่าวถึงคำทำนายของ Edgar Cayce เกี่ยวกับ “Sleeping Phopet” Cayce ได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับแอตแลนติสทุกวัน เขาได้สรุปสิ่งที่เขาได้ศึกษา หนึ่งในนั้นเขาได้บอกว่าชาวแอตแลนติสได้ใช้ก้อนผลึกคริสตัสขนาดใหญ่เป็นแหล่งพลังงานให้แก่ประชากรชาวแอตแลนติส Cayce ได้ทำนายว่าก้อนผลึกแห่งชาวแอตแลนติสจะถูกค้นพบอีกครั้งในศตวรรษที่ 20 แต่ไม่ได้ระบุว่าเป็นที่ใด ถ้าลองพิจารณาทฤษฎีของ Flem-Ath กับคำทำนายของ Edgar Cayce เป็นไปได้หรือไม่ว่าทะเลสาบวอสตอคจะมีความเชื่อมโญงกันกับแหล่งพลังงานที่หายไปของชาวแอตแลนติส

ความผิดปกติของสนามแม่เหล็ก
จากการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับทะเลสาบวอสตอกในขั้นแรกเริ่มชี้ให้เห็นว่าทะเลสาบมีความลึก 2,000 ฟุต ซึ่งมากกว่าทะเลสาบใหญ่ใดๆในโลก โดยมีความลึกเป็นครึ่งหนึ่งของ Asia’s Lake Baikal ซึ่งมีความลึก 5,000 ฟุตมีความยาว 300 ไมล์ กว้าง 50 ไมล์ จากการศึกษาลึกลงไปทำให้พอจะทราบได้ว่าทะเลสาบได้รับพลังงานความร้อนจากใต้พิภพซึ่งทำให้ทะเลสาบอุ่น มีอุณหภูมิสูงถึง 50 องศาฟาเรนไฮต์ ในจุดที่ร้อนที่สุดจะมีอุณหภูมิสูงถึง 65 องศาฟาเรนไฮต์ การศึกษาใหม่พบว่ามีการรับพลังงานความร้อนจากการแผ่รังสีของดวงอาทิตย์อีกด้วย นักวิทยาศาสให้ความเห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่ทะเลสาบจะมีชั้นบรรยากาศรอบตัวของมันเองและบรรยากาศนั้นมีอันตรกิริยาที่ซับซ้อนกับผิวน้ำทำให้มีความเป็นไปได้ที่จะมีพืชผักและรูปแบบของชีวิตเกิดขึ้นที่นั่น
การวิจัยที่ทำโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเชียชื่อ Ian Toskovoi ผู้ซึ่งได้หายสาบสูญไปในบริเวณใกล้กับสถานีวอสตอค (vostok station) เขาได้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ “geothermal upboiling” ซึ่งเป็นการบอกเป็นนัยถึงความเป็นไปได้ของการมีชั้นบรรยากาศรอบทะเลสาบ geothermal upboiling ตามความคิดของ Toskovoi จะอยู่ตรงบริเวณที่เรียกว่า “ice dunes” ซึ่งเกิดจากฟองอากาศจำนวนมากที่มีชั้นความหนาอยู่ระหว่างหลายฟุตถึงหลายร้อยฟุต
แต่อย่างไรก็ตามมีข่าวที่สร้างความงวยงงที่ว่า แอนตาร์คติก้ามีความผิดปกติของสนามแม่เหล็กอย่างรุนแรง ที่ตำแหน่งขอบด้านเหนือสุดของทะเลสาบ การค้นพบนี้นำไปสู่การคาดเดาต่างๆนานา
จากหนังสือพิมพ์อิเล็คทรอนิค Antarctica Sun (http://www.polar.org/) ซึ่งภายหลังได้กลายมาเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับสนามแม่เหล็กที่ผิดปกติของทะเลสาบวอสตอก มีข้อมูลอ้างว่าในช่วงเริ่มต้นของการทำการบินของ SOAR (Support Office for Aero-Physical Research) โดยมีวัตถุประสงค์ในการสร้างภาพรีโซแนซ์ของสนามแม่เหล็กในบริเวณนั้น แมกเนโตมิเตอร์ (magnetometer) บันทึกว่าสนามมีสนามแม่เหล็กเพิ่มขึ้น 1,000 นาโนเทสลาจาก 60,000 นาโนเทสลาซึ่งเป็นสภาวะที่สถานีวอสตอก นักวิทยาศาสตร์คาดว่าจะเจอสนามแม่เหล็กที่มีความผิดปกติในช่วง 500 ถึง 600 นาโนเทสลา แต่ผลจากการสำรวจนั้นสร้างความมึนงง “ความผิดปกตินี้มีค่ามากจนไม่สามารถยอมรับได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กประจำวัน” Michael Studinger หนึ่งในทีมวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้กล่าว
อาณาบริเวณที่มีความผิดปกติของสนามแม่เหล็กมีขนาด 65 x 46 ตารางไมล์ ยืนยันโดย mission geological team ขนาดความผิดปกติและความรุนแรงของสนามแม่เหล็ก บ่งชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางธรณีที่เกิดขึ้นเบื้องล่างของทะเลสาบ ทำให้คาดเดาได้ว่ามันเป็นบริเวณที่แผ่นเปลือกโลกมีความหนาน้อยกว่าบริเวณอื่นๆ
นักธรณีวิทยาชาวออสเตรเลียชื่อ Hary Mason ได้สรุปเกี่ยวกับเรื่องนี้ดังนี้ “ความผิดปกติของสนามแม่เหล็กที่มีขนาดใหญ่และมีความเข้มข้นสูงเช่นนี้บ่งชี้ว่าต้องมีฐานอุลตร้า (Ultrabase) ขนาดใหญ่อยู่เบื้องล่างของทะเลสาบวอสตอก ณ บริเวณที่เป็นรอยแยกของแผ่นทวีป หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือบริเวณพื้นผิวก่อนที่จะถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็ง ”
สมมติฐานของศาสตราจารย์ Thomas Gold ซึ่งกล่าวใน Australia’s Nexus Magazine ว่าก๊าซมีเทนและก๊าซเฉื่อยเช่น ซีนอน (xenon) อาร์กอน (argon) ปริมาณมากสามารถเคลื่อนที่จากชั้นแมนเทิลขึ้นมาตามรอยแยกของแผ่นเปลือกโลก ที่อยู่ใต้ทะเลสาบวอสตอกด้วยปรากฏการณ์ Chimney ความหายนะจะเกิดขึ้นกับโลกเมื่อเราเจาะลงไปถึงชั้นแก๊สดังกล่าว เพราะจะทำให้แก๊สเหล่านี้ทะลักออกมาลอยตัวขึ้นสูงชั้นบรรยากาศ ก๊าซเหล่านี้เป็นตัวการสำคัญทำให้เกิดสภาวะโลกร้อน แต่ความเสี่ยงอันแรกที่เหล่านักวิทยาศาสตร์จะต้องเผชิญคือเมื่อเจาะลงจนถึงโดมแก๊สดังกล่าอาจทำให้เกิดการระเบิดอย่างรุนแรง

เกี่ยวกับนาซี 2 ล้านคน
มีข่าวลือแพร่กระจายออกมา (ไม่ใช่มาจากอเมริกาแต่มาจากออสเตรเลีย จากเว็ปไซด์ http://www.rumormill.com/ ) ว่าตอนนี้ประชากรชาวนาซีในทวีปแอนตาร์คติก้ามีมากกว่า 2 ล้านคนแล้ว และพวกเขาหลายคนได้ทำศัลยกรรมพลาสติกเพื่อให้สามารถเคลื่อนย้ายเข้าสู่ทวีปอเมริกาใต้เพื่อประกอบธุรกิจได้ง่ายขึ้น มีการกล่าวว่าพวกนาซีรู้วิธีการทำเงินดอลล่า รวมทั้งปอนด์สเตอริง ปัญหาด้านการเงินของชาวนาซีแอนตาร์คติก้าหมดไปเนื่องจากพวกเขาได้ขโมยทองคำแท่งจำนวนมหาศาลจากประเทศต่างๆในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง และพวกเขามีความสามารถในการเล่นแร่เปรธาตุ โดยสามารถเป็นโลหะฐาน (base metal) ให้กลายเป็นทองคำได้ จึงมีการตั้งข้อสังเกตตามความสมเหตุสมผลว่า ความลับของทะเลสาบวอสตอกนั้นอาจมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจกรรมต่างๆของประชากรชาวนาซีที่อยู่เบื้องล่างก็เป็นได้
งานเขียนลึกลับของนักเขียนที่เรารู้จักเฉพาะเพียงชื่อแรก (surname) ของเขาว่า “Braunton” ได้เป็นที่สนใจ โดยเฉพาะเอกสารที่อ้างว่านาซีได้มีการจัดการในการสร้างจานบินเพื่อใช้ในการขนส่งพวกเขาสู่ทวีปแอนตาร์คติก้าในปี 1944 ฐานทัพนาซีในทวีปแอนตาร์คติก้าประกอบด้วยกลุ่มผู้ทรยศชาว Pleiadans และคนผิวดำ
เป็นที่ทราบกันดีว่าพวกนาซีเยอรมันนั้นมีความสนใจในทวีปแอนตาร์คติก้าแห่งนี้มานานแล้ว ในปี 1983 เครื่องบินลอยน้ำ (hydroplane) ชื่อ Hydroplane Carrier Schawabenland ได้ออกจากท่าที่ Hamburg เพื่อมุ่งสู่แอนตาร์คติก้า ซึ่งบังคับการโดย Albert Richter ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านการปฏิบัติการในสาวะสุดขั้วหัวใจ คณะของ Richter ประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันได้พบทะเลสาบที่ปราศจากน้ำแข็ง (ice-free lake) ที่มีร่องรอยการเจริญเติบโตของพืชผัก และสามารถเอาเครื่องบินลงจอดได้ หลายคนเชื่อว่าภายหลังการค้นพบบริเวณแห่งนี้นำไปสู่การสร้างฐานทัพลับของนาซีในแอนตาร์คติก้า สถานที่ที่เหมาะสมก็คือ High-Hoffman massif ซึ่งถูกเจาะเข้าไปสร้างเป็นฐานทัพที่มีชื่อว่า “ฐานทัพที่ 211 (Base 211)”
ในปี 1947 Admiral Byrd ได้รับหน้าที่คุมเรือรบ 13 ลำและทหารอีก 4,000 คนสู่ทวีปแอนตาร์คติก้าภายใต้ภารกิจที่เรียกว่า “Operation Highjump” แม้จะมีการกล่าวอ้างว่าเป็นเพียงแค่การซ้อมรบภายใต้สภาวะแวดล้อมที่สุดขั้ว แต่ทุกคนก็ทราบดีว่านี่เป็นการรบจริง วัตถุประสงค์ก็เพื่อจัดการกับกองกำลังของนาซีกองสุดท้ายให้สิ้นซากไปซะ


จากการส่งข้อความทางอีเมลล์หลายฉบับทะเลสาบวอสตอคบ่งชี้ถึงความเชื่อที่ว่า เกือบจะทุกคนในระดับผู้นำของประเทศมีความเกี่ยวข้องกับความลับนี้ (คนแรกคือสตรีหมายเลขหนึ่งของโลก Laura Bush ซึ่งถูกพาดพิงว่ามีส่วนร่วมในการขนส่งสิ่งประดิษฐ์ที่ไม่ทราบชนิด) และความลับนี้มีความข้องเกี่ยวข้องกับ UFO ส่วนข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกันเช่น ผู้เชี่ยวชาญ 4 คนด้าน Antarctic Mountaineering ได้ถูกส่งตัวไปที่ทะเลสาบวอสตอกซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการลับ
ในช่วงต้นมีนาคมปี 2001 U.S. Channeler ที่รู้จักกันในชื่อ Lady Kadjina ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับความลับของทะเลสาบวอสตอก โดยพิจารณาจากความผิดปกติของสนามแม่เหล็ก เธอกล่าวว่าเป็นระยะเวลายาวนานก่อนที่แอนตาร์คติก้า จะถูกปกคลุมด้วย น้ำแข็งทวีปแห่งนี้เคยเป็นที่ลงจอดของจานบินของพวกต่างดาว สิ่งที่ต่างดาวได้สร้างไว้ถูกเรียกว่า เครื่องสังเกตการณ์ (observatory) ซึ่งทำงานร่วมกับอุปกรณ์ส่งสัญญาณซึ่งสามารถส่ง code massage ออกไปในอวกาศ เธอกล่าวว่าเครื่องสังเกตการณ์ดังกล่าวจะถูกค้นพบในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ เธอกล่าวเพิ่มเติมว่า เครื่องสังเกตการณ์ได้บรรจุผลึกคริสตัลอยู่ภายใน ผลึกนี้จะทำหน้าที่ส่งสนามแม่เหล็กที่จำเพาะกระจายออกไปในอวกาศ สนามแม่เหล็กนี้จะถูกใช้เป็นระบบนำทางดังนั้นยานบินขนาดใหญ่สามารถลงจอดได้ในตำแหน่งที่ถูกต้อง


หลายคนเชื่อว่าฐานทัพนาซีถูกสร้างอยู่เบื้องล่างของทวีปแอนตาร์คติก้า เพื่อเป็นที่อยู่ของประชากรชาวนาซีกว่า 2 ล้านคน เรื่องราวดังกล่าวมีที่มาจากมูลเหตุที่ว่า ในช่วงก่อนที่สงครามโลกครั้งที่สองจะสิ้นสุดลง เหล่านาซีจำนวนหนึ่งได้เคลื่อนย้ายเข้าสู่แอนตาร์คติก้า และพวกเขาได้เริ่มต้นสร้างฐานทัพที่นั่น ซึ่งการดำเนินการทั้งหมดอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของหน่วย SS ขณะที่ทหารฝ่ายพันธมิตรเคลื่อนที่เข้าใกล้กรุงเบอร์ลิน ฮิตเลอร์ก็ได้ถูกส่งตัวออกไปยังทวีปแอนตาร์คติก้า

ที่ตั้งของฐานทัพเชื่อว่าตั้งอยู่เบื้องล่างของทะเลสาบวอสตอก โดยทะเลสาบแห่งนี้มีขนาดเท่ากับทะเลสาบออนทาริโอ (Ontario Lake) ซึ่งทะเลสาบอยู่ใต้ผิวน้ำแข็งลึกลงไป 2 กิโลเมตร ที่นั่นน่าจะมีสิ่งมีชีวิตหลายอย่างซึ่งเป็นรูปแบบชีวิตที่ไม่เป็นที่รู้จักที่ใดในโลกมาก่อน อุณหภูมิที่นั่นค่อนข้างเอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิต กล่าวคือมีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 50 ถึง 65 องศาฟาเรนไฮต์ ซึ่งไม่เลวเลยเมื่อเปรียบเทียบกับอุณหภูมิที่พื้นผิวซึ่งต่ำถึง
-60 องศาฟาเรนไฮต์
ในปี 1998 NASA และ JPL ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ในการส่งขุดลงไปสู่ทะเลสาบวอสตอก และทำการสำรวจ พวกเขากล่าวว่าวัตถุประสงค์ของการปฏิบัติการครั้งนี้ก็เพื่อเป็นการฝึกนักบินให้มีความพร้อมเพื่อเป็นการเตรียมการสำหรับโครงการสำรวจดวงจันทร์น้ำแข็งที่เป็นบริวารของดาวพฤหัส
ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2001 งานทางวิทยาศาสตร์ด้านการขุดเจาะที่ดำเนินอยู่ในแอนตาร์คติก้าถูกยกเลิก และมีการถอนนักวิทยาศาสตร์ออกไปจากแอนตาร์คติก้าเป็นการเร่งด่วน NASA และ JPL กล่าวว่าพวกเขาได้ยกเลิกโครงการที่แอนตาร์คติก้าทั้งหมด ทำไมพวกเขาเข้ามาเพื่อแค่ประเดี๋ยวเดียวแล้วเดินจากไปและทิ้งเครื่องมือมูลค่าหลายล้านล้านดอลล่าเอาไว้ พวกเขากล่าวเพียงแค่ว่า ไม่อยากทำลายสิ่งแวดล้อมที่ยังบริสุทธิ์ของที่นี่ เหตุผลเพียงเท่านี้คิดว่าเพียงพอหรือไม่ ?? แต่อย่างไรก็ตามพวกเขาไม่ได้รื้อฐานทัพออกไปด้วยนี่ บางทีเมื่อ NASA และ JPL ออกไป พวก NSA อาจเข้าสวมรอยแทนก็เป็นได้
เหตุการณ์แปลกประหลาดที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันคือ ต้องมีการนำเอาเครื่องบินบินขึ้นอย่างฉุกเฉินเนื่องจากต้องมีการอพยพคนที่ล้มป่วยลงในช่วง 6 เดือนของฤดูหนาวที่แสนจะโหดร้าย นักวิทยาศาสตร์ค้นพบสนามแม่เหล็กรุนแรงใต้ทะเลสาบวอสตอก นักวิทยาศาสตร์ 3 คนในกลุ่มได้เสียชีวิตลงอย่างปัจจุบันทันด่วนก่อนที่พวกเขาจะออกจากแอนตาร์ติก้า ช่างเทคนิคอีกคนหนึ่งพบว่ามีอาการ เป็นบ้า และถูกส่งตัวไปที่นิวซีแลนด์ มีการแถลงอย่างเป็นทางการในข่าวว่ามีการพบ UFO ขนาดยักษ์ที่ฐาน McMurdo
อะไรเป็นสาเหตุให้ NASA และ JPL หยุดงานวิจัย ?? บางส่วนเชื่อว่ามีอารยธรรมจากดาวอังคารแฝงตัวอยู่เบื้องล่างของแอนตาร์คติก้า หรือไม่ก็เป็นพวกนาซีซึ่งเข้ามาสร้างฐานอยู่ใต้พื้นทวีปตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2


มีการค้นพบ UFO ในแอนตาร์คติก้า มันเคลื่อนที่ไปๆหยุดๆ แล้วก็หายไป
มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการพบเห็นจานบิน เมื่ออาร์เจนตินาและชิลีได้ยืนยันรูปถ่ายภาพสีของ UFO ที่พวกเขาถ่ายได้ที่สถานีวิจัยทางวิทยาศาสตร์ของพวกเขาในแอนตาร์คติก้า ซึ่งเลขานุการทัพเรือของอาร์เจนตินาได้ยืนยันข้อมูลดังนี้
ในวันที่ 3 กรกฎาคม 1965 ได้พบจานบินขนาดใหญ่รูปทรงคล้ายเลนส์ ซึ่ง UFO ดังกล่าวได้ถูกถ่ายรูปและติดตามร่องรอย Lt. Daniel Perise ได้ยืนยันโดยวิทยุว่า UFO ดังกล่าวได้ลอยนิ่งอยู่ในอากาศ จากนั้นมันเร่งความเร็วแล้วแว็ปหายไปด้วยความเร็วที่สูงมาก หลังจากการติดตามด้วย theololite และส่องดูด้วย binocular พบว่า UFO ดังกล่าวได้รบกวน Variometer ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการวัดสนามแม่เหล็กของโลก ภาพสีดังกล่าวได้ถูกถ่ายไว้ด้วย theodolite โดยสมาชิกของกลุ่มผู้เข้าเยี่ยมจากฐานปฏิบัติการชิลี
เพื่อเป็นการยืนยันในจุดนี้ Chilean Minister of Defence at Santiago ได้ให้ข่าวเพิ่มเติมโดยการกระจายเสียงผ่านวิทยุโดย Cdr. Mario Barrera, C.O. แห่งฐานชิลี ในวันที่ 18 มิถุนายน ปีเดียวกัน UFO ที่มีลักษณะเดียวกันนี้ได้บินข้ามพื้นที่ของฐานวิจัยชิลีในแอนตาร์ติก้า ซึ่งทุกคนในที่แห่งนี้สามารถเป็นพยานได้ ในวันที่ 3 กรกฎาคม ได้พบวัตถุประหลาดซึ่งเป็นสาเหตุให้มีการรบกวนคลื่นวิทยุ และบล็อคสัญญานการรายงานที่ติดต่อไปยังฐานอังกฤษและฐานอาร์เจนตินา


ณ ภูเขาแห่งความบ้า (At the Mountain of Madness)
อัตราการละลายของกราเซีย (glacier) ในทวีปแอนตาร์คติก้าเพิ่มขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะในช่วงห้าปีให้หลังอัตราการละลายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
แอนตาร์คติก้าเป็นทวีปที่มีผืนแผ่นดินขนาดใหญ่ที่ถูกปกคลุมด้วยนำแข็ง แต่ถ้าน้ำแข็งและหิมะที่ปกคลุมทวีปแห่งนี้อยู่หายไป ทวีปนี้จะเผยให้เราเห็นสิ่งใด นั้นเป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
ส่วนที่อยู่ไกลที่สดในดินแดนทางตอนใต้ นานมาแล้วเคยเป็นแผ่นดินว่างเปล่าที่น่าชวนให้เกิดการนึกคิดคาดเดากันไปต่างๆนานา ในงานเขียนลึกลับของ Allan Poe เรื่อง The Narrative of Author Pym Nantucket นักผจญภัยพบว่าบริเวณที่อยู่ห่างไกลจากละติจูดจำเพาะอันหนึ่ง สภาพอากาศจะเริ่มอุ่นขึ้น
หนังสือที่สำคัญเกี่ยวกับความลึกลับและซับซ้อนของทวีปแอนตาร์คติก้า คือ Joscelyn Goodwin’s Arktos: The Polar Myth (1993) ซึ่งกล่าวถึงการเดินทางสำรวจทวีปแอนตาร์คติก้าของนาซีเยอรมันในบริเวณที่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Queen Maud Land ในช่วงปี 1938 -1939 ซึ่งได้พบกลุ่มของภูเขาเตี้ยๆ (group of low-hill) ที่มีทะเลสาบหลายแห่งแทรกอยู่โดยทะเลสาบเหล่านี้ไม่มีน้ำแข็งปกคลุม กุญแจสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่การเทียบท่าของเรือดำน้ำ U-530 ที่ Mar del plata ประเทศอาร์เจนตินา โดยข้อมูลดังกล่าวอยู่ในหนังสือ Reich of the Black Sun ซึ่งเขียนโดย Jseph P. Farrell Grand Admiral Karl Donitz ถูกบันทึกว่าเขาได้กล่าวว่า “กองทัพเรือดำน้ำของเยอรมันรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างฐานทัพให้แก่ท่านเฟอเรอในอีกฟากโลกหนึ่ง”
ในปี 1946 รัฐบาลสหรัฐได้ดำเนินการอย่างเร่งด่วนในการส่งกองกำลังทางด้านการทหารเดินทางเข้าสำรวจทวีปแอนตาร์คติก้า ภายใต้ชื่อปฏิบัติการว่า Operation Highjump ปฏิบัติการครั้งนี้มี Admiral Richard E. Byed เป็นแม่ทัพ กองกำลังทหารสหรัฐได้ทำการปิดล้อมดินแดนที่เป็นอาณาเขตยึดครองของนาซีเยอรมัน (Neuswabenland) ภายหลังจากการบินลาดตระเวนมีเครื่องบิน 4 ลำได้หายไป ปฏิบัติการครั้งนี้ถูกยกเลิกและมีการถอนทหารออกเป็นการด่วน Byrd ได้ถูกส่งตัวกลับมาที่ Washington DC และถูกทำการสอบสวนอย่างละเอียด ข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติการครั้งนี้ถูกเก็บเป็นความลับไม่มีการแพร่งพรายจนถึงทุกวันนี้
แต่ก่อนที่ข้อมูลทั้งหมดจะถูกเก็บเป็นความลับ ได้มีรายงานบางอย่างปรากฏขึ้น ตัวอย่างเช่นในหนังสือพิมพ์ชิลีชื่อ El Mercurio ในหนังสือของ Josph P. Farrell ได้ถอดความจากรูปภาพในหนังสือพิมพ์ของฉบับวันที่ 5 มีนาคม 1947 โดย Lee van Atta ผู้ซึ่งได้คบค้าสมาคมกับ Byrd ส่วนหนึ่งของบทความในหนังสือพิมพ์เมื่อแปรแล้วได้ความดังนี้
“Byrd ได้พูดกับผมในวันนี้ว่าสหรัฐมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีมาตรการป้องกันประเทศอย่างรัดกุมในการต่อต้านกองกำลังทางภาคอากาศของฝ่ายศัตรูที่มาจากขั้วโลก เขายังอธิบายว่าเขาไม่ได้มีเจตนาที่จะสร้างความตื่นตระหนก แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าเราต้องเผชิญกับความจริงที่ว่าสงครามภาคใหม่ที่จะเกิดขึ้นมีแนวโน้มว่าสหรัฐจะต้องเผชิญกับกองกำลังภาคอากาศของศัตรูที่สามารถทำการบินด้วยความเร็วที่น่าทึ่ง”

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น