Power of The Black Sun

" Let the future tell the truth, and evaluate each one according to his work and accomplishments. The present is theirs; the future, for which I have really worked, is mine. "

"ให้อนาคตเป็นเครื่องบอกความจริงของคนๆหนึ่ง โดยพิจารณาจากสิ่งที่คนๆนั้นทำเเละความสำเร็จที่คนๆนั้นได้รับ ปล่อยให้ปัจจุบันเป็นเรื่องของพวกเขา ส่วนอนาคต ซึ่งผมตั้งใจทำมันอย่างจริงจัง คืองานของผม "
............................................................................................

วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

อารยัน UFOs และฐานทัพในแอนตาร์คติก





ความลับเกี่ยวกับเรื่องจานบินที่ปรากฏอยู่บนโลก ทฤษฎีเกี่ยวกับจานบินนาซีได้รับการยอมรับว่ามีความใกล้เคียงที่สุดสำหรับการความลับนี้
หลายคนกล่าวถึง UFOs ที่พบเห็นในปัจจุบันว่ามันเป็นอากาศยานที่พัฒนาขึ้นโดยอาณาจักรไรช์ที่ 3
อย่างไรก็ตามยังมีคำถามสำคัญที่ยังค้างคาใจผู้คนอยู่ว่า โครงการพัฒนาจานบินของพวกเขาประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด มีแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถืออ้างว่า UFO (ของจริงจากต่างดาว) ได้บินมาตกและถูกนาซีจับได้ที่บริเวณใกล้กับเมืองไฟรบวร์ก (Freiburg) ในปี 1936 จากนั้นนักวิทยาศาสตร์เยอรมันภายใต้การช่วยเหลือของหน่วย Schutzstaffel หรือเรียกย่อๆว่า SS ได้จัดการซ่อมและทดสอบระบบพลังงานและระบบขับดันของ UFO ดังกล่าว
เป็นเวลากว่า 5 ปีที่นักวิทยาศาสตร์นาซีได้ทำงานในโครงการลับเกี่ยวกับจานบิน โดยโครงการนี้มีรหัสลับว่า ฐานทัพที่ 211 (Base 211) ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวได้รับการพิจาณาจากผู้เชี่ยวชาญอิสระจากทั่วโลก โดยในช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 นักวิทยาศาสตร์สามารถสร้างจานบินได้ 9 ลำ นักวิทยาศาสตร์นาซียังมัทัศนะคติในแง่บวกว่าอย่างน้อยจาก 9 ลำก็ยังมี 1 ลำที่สามารถรอดไปถึงแอนตาร์คติก้าได้
นักวิทยาศาสตร์แห่งอาณาจักรไรช์ที่ 3 ที่มีชื่อเสียง และเกี่ยวข้องกับโครงการลับที่แอนตาร์คติก้าได้แก่ R. Vesko, V. Terzisky และ D. Childress มีการกล่าวอ้างว่าในปี 1942 ได้มีการตั้งแคมป์สำหรับนักโทษ นักวิทยาศาสตร์ประจำ นักบิน นักกฎหมาย พร้อมทั้งครอบครัวของพวกเขา และสมาชิกแห่ง Hitlerjungend เพื่อถูกส่งไปที่แอนตาร์คติก้า โดยใช้เรือดำน้ำ นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่าฐานทัพนาซียังคงมีอยู่ในแอนตาร์คติก้า ยิ่งกว่านั้นไม่การกล่าวอ้างว่ามีการสร้างเมืองใต้ดินที่มีชื่อว่า New Berlin ซึ่งเป็นเมืองแห่งเผ่าพันธุ์อารยัน และขณะนี้มีประชากรอาศัยอยู่กว่า 2 ล้านคน ประชากรของเมืองนี้ทำการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องพันธุวิศวกรรม (genetic engineering) เทคโนโลยีอวกาศ มีการพบเห็นจานบินบ่อยครั้งมากที่บริเวณขั้วโลกใต้ ซึ่งนี่เป็นหลักฐานอย่างอ้อมๆ (indirect) ว่ามีความเป็นไปได้ว่าจะมีฐานทัพใต้ดินที่เป็นที่เก็บจานบินอยู่ที่นั่นจริงๆ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดของญี่ปุ่นในปัจจุบัน พวกเขาสามารถตรวจจับวัตถุทรงกลมได้พร้อมกัน 19 ลำซึ่งได้บินร่อนลงมาจากอวกาศและหายไปจากจอเรดาร์ในบริเวณขั้วโลกใต้
ในปี 1998 Angel Alcazar de Velasco ได้ถูกสัมภาษณ์ที่บ้านของเขาในมาดริด ขณะนั้นเขามีอายุได้ 90 ปี และเขาได้เสียชีวิตในปี 2001 Velasco เคยเป็นสมาชิกของ Pro-German setion of the “Falange” (Spanish right-wing political) และเขาได้เป็นสายลับให้กับเยอรมันและญี่ปุ่นระหว่างสงครามโลก ในเม็กซิโกเขาได้ดำเนินการและควบคุมสายลับ 2 คนที่ปฏิบัติการในสหรัฐ หนึ่งในนั้นมีความเกี่ยวข้องกับโครงการแมนฮัตตัน
เขาถูกถามเกี่ยวกับโครงการวิจัยด้านนิวเคลียร์ของนาซีเยอมันในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เขากล่าวว่าโครงการวิจัยนิวเคลียร์ที่พวกนาซีทำมีความล้ำหน้ากว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมาก และเขาเล่าว่าเครื่องบินเจ็ตและจรวดไม่ใช่เทคโนโลยีด้านอากาศที่ทันสมัยที่สุดของเยอรมันในเวลานั้น ที่ที่ยิ่งกว่านั้นคือจานบิน เขากล่าวว่า
1) เยอรมันได้สร้างจานบิน (Flugscheiben) ขึ้นจริงๆ
2) จานบินนี้ยังคงปฏิบัติการได้จนถึงปัจจุบัน โดยพวกมันจอดอยู่ที่ฐานทัพลับในแอนตาร์คติก้า และในทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งแน่นอนว่ามีคนพบเห็นมันบ่อยๆ โดยเฉพาะชาวบ้านผู้ใสซื่อเห็นจนเกิดอาการหวาดกลัว
3) การสร้างจานบินของเยอรมันเท่าที่เขารู้ไม่มีความเกี่ยวข้องกันกับมนุษย์ต่างดาว
เกี่ยวกับท่านผู้นำอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เขากล่าว่าฮิตเลอร์ไม่ได้ตายในปี 1945 ที่เบอร์ลิน แต่ตายในช่วงทศวรรษที่ 1950 และถูกฝังไว้ที่ขั้วโลกใต้
Velasco เผยว่าเขาเองเคยได้ไปที่ฐานลับในแอนตาร์คติก้าและในทวีปอเมริกาใต้ (Fireland-Tierra del Fuego-area) หลายครั้ง

Aryan UFOs and Antarctic Base
-A Real Appraisal-
In response to the above article publish in Ernst Zundel replies:

แหล่งข้อมูลที่น่าสนใจคือหนังสือที่มีการตีพิมพ์ในอังกฤษและอเมริกาที่มีชื่อว่า “Intercept But Don’t Shoot” เขียนโดย Renato Vesco ผู้ซึ่งอ้างว่าตนเคยเป็นหัวหน้าของหน่วย Benito Mussolini’s Air Technical Intelligence ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 Vesco ได้ทำรายการเอกสารเกี่ยวกับโครงการวิจัยของเยอรมันซึ่งประกอบด้วยเรื่องโลหะผสม เครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ
เกี่ยวกับการสำรวจแอนตาร์คติก้าของนาซีเยอรมัน มีเอกสารอ้างอิงอย่างน้อย 1 เล่ม ที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยหนังสือได้ให้ข้อมูลว่า ในปี 1938 อาณาจักรไรช์ที่ 3 แห่งนาซีเยอรมันได้เข้าสำรวจทวีปแอนตาร์คติกก้าซึ่งเป็นหนึ่งปีก่อนที่สงครามโลกครั้งที่ 2 จะเริ่มขึ้น ในเอกสารดังกล่าวมีแผนที่ รูปถ่ายขาวดำ รวมทั้งรูปสีเป็นจำนวนมาก หนังสืออ้างอิงดังกล่าวมีชื่อว่า “Die Deutsche Antarktische Expedition 1938” เขียนโดย Safari Verlag ซึ่งหนังสือดังกล่าวไม่ได้รับการตีพิมพ์เป็นระยะเวลายาวนาน จนกระทั่งปี 1945 แต่อย่างไรก็ตามภาพถ่ายทางอากาศที่ถ่ายโดยคณะสำรวจนาซี และภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับการเดินทางที่มีคำบรรยายอยู่ใต้ข้างล่างของจอที่หลงเหลือจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สามารถหาดูได้ที่ Hamburg’s Hydrographic Institute
นักเขียนชาวอังกฤษชื่อ W.R.D. McLaughlin ได้ตีพิมพ์ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีชื่อว่า German Antarctic Raider ซึ่งเป็นหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับ ปฏิบัติการทางทะเลรอบๆแอนตาร์คติก้าในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2
ในช่วงทศวรรษที่ 1970 ได้มีการออกอากาศสารคดีการเดินทางสำรวจแอนตาร์คติก้าโดยทีมสำรวจเยอรมัน ซึ่งในสารคดีได้มีการสัมภาษณ์ผู้มีส่วนร่วมในการเดินทางสำรวจครั้งนั้นด้วย โดยทีมสำรวจนี้ได้ทำหน้าที่สำรวจและทำแผนที่ในบริเวณกว้างและได้เก็บตัวอย่างดิน น้ำ และน้ำแข็ง มีการปักธงและทิ้งก้อนเหล็กที่สลักสัญลักษณ์สวัสดิกะจากเครื่องบินเป็นจำนวนมากเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของครอบครองพื้นที่ในแอนตาร์ติก้า ทีมสำรวจกล่าวว่าเขาได้ทำแผนที่ของแม่น้ำ ภูเขา กราเซีย รวมถึงทะเลสาบน้ำอุ่นต่างๆที่พวกเขาได้พบเห็น บริเวณที่ถูกยึดครองโดยนาซีในแอนตาร์คติก้าเป็นที่รู้จักกันดีในปัจจุบันว่า Neu-Schwabenland ดังนั้นเยอรมันในปัจจุบันถือได้ว่ามีดินแดนที่ยิ่งใหญ่มาก คือทวีปแอนตาร์คติก้า ใหญ่กว่าแผ่นดินแม่ในปัจจุบันที่ทุกคนที่เกิดมาเป็นคนเยอรมันถูกปลูกฝังว่า จงภูมิใจเถิดประเทศของเราแม้จะมีดินแดนเพียงน้อยนิดแต่มันก็เป็นศูนย์กลางของทวีปยุโรป เป็นดินแดนที่ฝ่ายพันธมิตรเหลือไว้ให้เราหลังจากที่เขาสามารถเอาชนะฮิตเลอร์ได้ ชาวเยอรมันนาซีเป็นที่น่าสะพรึงกลัวของทุกชาติในปัจจุบัน และไม่เคยได้รับการท้าทายจากประเทศใด มันมีขนาดใหญ่เป็น 3 เท่าของขนาดของขนาดพื้นที่ที่เยอมันยึดครองได้ในช่วง pre-wwII มีเทือกเขาที่มีลักษณะคล้ายกับเทือกเขาแอลป์หลายลูก อีกทั้งมีทะเลสาบ รวมถึงกราเซีย ซึ่งทั้งหมดได้ถูกตั้งชื่อไว้หมดแล้ว
ในรายการทีวีประจำชาติของประเทศญี่ปุ่นรายการหนึ่งได้เชิญผม (Zundel) ไปที่มหาวิทยาลัยปรินซ์ตัน (Princeton University) ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 ที่นั่นผมได้ถูกสัมภาษณ์เป็นเวลาหลายชั่วโมง และเป็นที่ที่ผมได้แสดงข้อมูลที่ไม่เคยเปิดเผยที่ใดมาก่อน ในรายการทีวีรายการนี้ได้มีการเพิ่มสีสันด้วยการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการการสร้างภาพจำลองของจานบินนาซีที่ถูกเก็บไว้ในอุโมงค์น้ำแข็งในแอนตาร์คติก้า
ในปี 1990 ผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์นักเขียนจากฟลอริด้า ผู้ซึ่งเขียนแมกกาซีนที่มีชื่อว่า Sharkhunter ซึ่งได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ U-Boat ใน WWII ในฐานะที่เป็นเรือที่ใช้ในการลำเลียงชั้นเยี่ยม เขาได้เล่าเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นซึ่งผมได้ออกอากาศผ่านดาวเทียมในรายการ Voice of ดพำกนท เขาอ้างว่าเขาได้พบแผนที่และรูปภาพของฐานทัพเยอรมันในแอนตาร์คติก้าในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ใน Chilean and Argentinean naval archives ซึ่งเป็นฐานทัพหนึ่งใน Tierra del Fuego ซึ่งโดยประมาณแล้วน่าจะมีคนอยู่ที่นั่นประมาณ 8,000 คน
ได้มีการค้นพบคำตอบสำหรับความลึกลับเกี่ยวกับเรื่องราวของ UFO มานานเเล้ว เรื่องเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวอาจเป็นเรื่องราวที่นาซีเบนความสนใจของผู้คนออกจากความพยายามของพวกเขาในการก่อตั้งอาณาจักรไรช์ที่ 4
หลายรัฐบาลในโลกนี้ได้ทราบเกี่ยวกับเรื่องนี้มาเป็นเวลานานเเล้ว เเต่ก็ไม่มีใครกล้าที่จะเเสดงออกหรือโต้ตอบใดๆ เนื่องจากว่ากลัวตาย
นาซีเยอรมันได้สร้างกองทัพจานบินขึ้นในปี 1940 ซึ่งข้อมูลนี้อ้างอิงมาจากหนังสือที่มีชื่อว่า UFOs: Nazi Secret Weapon? (Samisdat, Tonoto, Candana) ชึ่งเขียนโดย Chritof Friedich
Friedich กล่าวว่านักวิทยาศาสตร์ทางด้านจานบินของเยอรมันได้หนีจากบ้านเกิดของพวกเขาเมื่อกองทัพของพันธมิตรประชิดเข้ามา
ในหนังสือ Friedich เขียนว่านักวิทยาศาสตร์ที่เป็นกุญเเจสำคัญของโครงการจานบิน เป็นที่เเน่ชัดเเล้วว่าพวกเขาได้หายหัวไป เเม้ว่าจะมีเครื่องบินเเละสิ่งก่อสร้างบางสิ่งหลงเหลืออยู่ เเต่เครื่องจักรกลเเละต้นเเบบ (prototye) ได้หายไป เเละเเม้เเต่นักบินก็หายหัวไป เเละ Friedich ยืนยันว่าฮิตเลอร์เเละภรรยาของเขาอีวา บราวน์ (Eva Braun) ได้เเสดงมายากลตบตาชาวโลกว่าพวกเขาได้ฆ่าตัวตายในบังเกอร์ที่เมืองเบอร์ลิน ในวันสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2
หลักฐาน Friedich ได้เเสดงว่าฮิตเลอร์ยังคงมีชีวิตอยู่คือ
1) ร่างกายของฮิตเลอร์เเละอีวา บราวน์ไม่เคยถูกพบ
2) หลักฐานที่ยืนยันการฆ่าตัวตายมีเพียงหลักฐานเเวดล้อมเท่านั้น ได้เเก่ หมวกของฮิตเลอร์ 2 ใบ เเละกระดูกเพียงไม่กี่ชิ้น
3) เลือดที่พบบนเฟอร์นิเจอร์ในห้องของฮิตเลอร์ในบังเกอร์เป็นคนละชนิดกันกับเลือดเขาของ
4) บุคคลใกล้ชิดเเละสนิทกับฮิตเลอร์ทุกคนหายไป
5) มีพยานเเวดล้อมเเละหลักฐานหลายอย่างที่เเสดงให้เห็นว่าการฆ่าตัวตายของฮิตเลอร์เป็นการจัดฉาก
นักวิเคราะห์กล่าวว่าฮิตเลอร์เเละอีวา บราวน์ ได้นั่งเครื่องบินเจ็ทลำเเรกของโลกบินไปยังนอร์เวย์ จากนั้นได้มีการจัดเตรียมกองทัพเรือดำน้ำเพื่อส่งสองคนนี้ไปยังฐานทัพลับในทวีปอเมริกาใต้
Friedich กล่าวว่าเรือ U-Boat ที่ทำหน้าที่เป็นเรือคุ้มกันเรือของฮิตเลอร์ได้ทำการสู้รบอย่างบ้าระห่ำกับกองทัพเรืออังกฤษที่ทำการปิดล้อมกองเรือของฮิตเลอร์ กองเรือของฮิตเลอร์ได้หักด่านการปิดล้อมออกไปได้ด้วยการใช้อาวุธลับที่สุดไฮเทค
กัปตันอังกฤษคนหนึ่งที่รอดตายจากการรบครั้งนี้ได้กล่าวในหนังสือพิมพ์ El Mercurio, a Sandiago, Chile newspaper ว่า "โอ้พระเจ้าขออย่าให้ข้าน้อยได้เจอกับกองกำลังเช่นนี้อีกเลย"
Friedich กล่าวเสริมว่าสายลับของฮิตเลอร์ได้ทำการปลอมเเปลงเงิน US dollars เเละ British Pounds เเละยังได้ขโมยทองคำเป็นจำนวนมากในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองเพื่อใช้เป็นเเหล่งเงินทุนในการสร้างฐานทัพลับในทวีปอเมริกาใต้เเละเเอนตาร์คติก้า
เเผนการของฮิตเลอร์เป็นเเผนการระยะยาว เขาได้มองหาสถานที่ที่เป็นดินเเดนว่างเปล่าที่ยังไม่มีคนจับจองซึ่งเหมาะเเก่การสร้างฐานทัพลับ ในที่สุดเขาก็ได้มาพบกับทวีปเเอนตาร์คติก้า
กองกำลังสำรวจทวีปเเอนตาร์คติก้าของนาซีภายใต้การนำของ Ritscher ได้เริ่มต้นปฏิบัติการในปี 1938/39 กองกำลังดังกล่าวได้ตั้งหลักปักฐานอยู่ในพื้นที่ที่เรียกว่า Queen Maud Land เเละได้มีการสร้างฐานทัพที่นี่เเละได้มีการถ่ายภาพกว่า 10000 ภาพ วัตถุประสงค์เพื่อเอาไปทำเเผนที่
ไม่น่าเชื่อว่ารัฐบาลสหรัฐเเละสหภาพโซเวียตทราบดีว่ามีฐานทัพนาซีอยู่ที่นั่นเป็นเวลากว่า 40 ปีเเล้ว เเต่พวกเขาได้ปิดบังความจริง เพราะไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับที่นั่นดี
Friedich กล่าวว่าการที่นาซีสามารถสร้างยานอวกาศได้พวกเขาต้องขอบคุณต่างดาวผู้เป็นมิตรกับนาซีในระหว่างที่พวกเขาซ่อนตัวอยู่ในเเอนตาร์คติก้า
นักวิเคราะห์ตั้งคำถามว่า นักวิทยาศาสตร์นาซีได้สร้างจานบินโดยลำพังหรือไม่ หรือว่าต้องอาศัยความช่วยเหลือจากต่างดาวผู้ซึ่งมีภาษาทางเทคโนโลยีที่คล้ายกันกับพวกนาซี
Friedich เชื่อว่าสงครามที่เรียกว่าสงครามครั้งสุดท้าย (Last Battation) จะเกิดขึ้นเมื่อระบบเศรษฐกิจโลกล่มสลาย เมื่อถึงเวลานั้นจานบินของนาซีจะเข้ายึดจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางด้านการทหารทุกจุดทั่วโลกเเล้วครองโลกในที่สุด
เมื่อกล่าวถึงประวัติของ Ernst Zundel เขามีชื่อเต็มว่า Ernst Christof Friedich Zundel เกิดที่ประเทศเยอรมันที่ Swarzwald ในปี 1939 เขาได้อพยพสู่ประเทศเเคนาดาในปี 1958 เมื่อได้พบกับ Adrien Arcand ซึ่งเป็นพวกชาตินิยมเเละเป็นพวกขวาจัดชาวควีเบค Arcand ทำให้ Zundel ได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับเรื่องราวของจานบินนาซี เเละอาณาจักรไรช์ในเเอนตาร์คติก้า [Neo Nazi, Black Sun เเละสมาชิกของ Reddemption Sect เชื่อว่าฮิตเลอร์หนีจากเยอรมันในปี 1945 ประกอบกับการต่อสู้ครั้งสุดท้ายของฝ่ายพันธมิตรกับหน่วย SS ที่เเอนตาร์คติก้า การหลบนี้ของฮิตเลอร์ครั้งนี้เชื่อว่าเขาได้พบกับดินเเดนที่เป็นอาณานิคมใหม่ของเขาที่ Neu Schwabenland ในเเอนตาร์คติก้าซึ่งอยู่ไม่ไกลจากซากโบราณ H.P. Lovecraft ที่เรียกว่า Kadath in Cold Waste]


Operation Highjump





วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

Piri Reis Map



กล่าวนำ
ในปี ค.ศ. 1979 ในระหว่างที่มีการซ่อมแซมมหาราชวังซึ่งปัจจุบันอยู่ที่อิสตันบูล (Istanbul) ซึ่งมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า คอนสแตนทิโนเปิล (Constantinople) ได้มีการค้นพบภาพวาดแผนที่ที่ถูกวาดลงบนหนังกวาง ซึ่งถูกวาดขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1513 แผนที่ดังกล่าวมีการลงชื่อแสดงความเป็นเจ้าของโดย Admiral ของทัพเรือตุรกีชื่อ Piri Haji Memmed หรือรู้จักกันในชื่อ Piri Reis

นักวิจัยชี้ว่ามันเป็นของจริงที่ทำขึ้นในปี ค.ศ. 1513 วาดโดย Piri Reis
เขามีความชื่นชอบในการทำแผนที่ ความที่เขามีตำแหน่งสูงในทัพเรือตุรกีทำให้เขามีสิทธิพิเศษในการเข้าห้องสมุดประจำสำนักราชวังแห่งคอนสแตนติโนเปิล

Piri Reis ได้คอมเมนต์ในแผนที่ว่าที่มาบางส่วนของแผนที่นี้มาจากช่วงเวลาของกษัตริย์อเล็คซาเดอร์มหาราช (Alexander the great) คือ 332 ปีก่อนคริสตกาล

ข้อโต้แย้ง (controversy)
แผนที่ของ Piri Reis แสดงให้เห็นชายฝั่งด้านทิศตะวันตกของทวีปแอฟริกา ชายฝั่งด้านทิศตะวันออกของทวีปอเมริกาใต้ และชายฝั่งทางด้านทิศเหนือของทวีปแอนตาร์คติก้า ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีความสมบูรณ์มาก สิ่งที่น่าสนใจคือเขาสามารถแสดงชายฝั่งของทวีปที่อยู่ภายใต้น้ำแข็งหนาเป็นกิโลได้อย่างไร จากหลักฐานทางธรณีวิทยายืนยันว่าช่วงเวลาสุดท้ายที่ Queen Maud Land เป็นแผ่นดินที่ปราศจากน้ำแข็งก็ต้องย้อนไป 4,000 ปีก่อนคริสตกาล

วันที่ 6 กรกฎาคม 1990 กองทัพอากาศสหรัฐได้ตอบกลับศาสตราจารย์ Charle H. Hapgood แห่ง Keene Collage ถึงความต้องการของเขาในการที่จะให้กองทัพอากาศตรวจสอบความถูกต้องของแผนที่โบราณของ Piri Reis

--------------------------------------------------------------------------
6 กรกฎาคม 1960
เรื่อง Admiral Piri Reis Map
ถึง Prof. Charless H. Hapgood
Keene Collage

ศาสตราจารย์ Charless H. Hapgood ที่น่ารัก
ความต้องการของคุณที่จะให้เราพิจารณาความถูกต้องของ Piri Map ที่อ้างว่ามาจากปี 1513 ได้ถูกตรวจสอบแล้ว เมื่อกล่าวถึงแผ่นดินที่อยู่เบื้องล่างของพื้นทวีปแอนตาร์คติก้าปัจจุบันเทียบเคียงกับในแผนที่โบราณพบว่าชายฝั่ง Princess Martha ของ Queen Maud Land และ Parmer Peninsular มีความสอดคล้องกัน เราพบว่าแผนที่ดังกล่าว เป็นแผนที่ที่ให้ข้อมูลได้ถูกต้องและสมบูรณ์เลยที่เดียว
จากข้อมูลทางธรณีวิทยาแสดงให้เห็นว่าพื้นดินที่อยู่เบื้องล่างของทวีปแอนตาร์คติก้าในปัจจุบันมีความสอดคล้องกับในแผนที่ ซึ่งได้รับการพิสูจน์จาก Seismic Profile ที่วัดจากยอดของน้ำแข็งที่ทำโดยทีมสำรวจแอนตาร์คติก้า Swedish-British ในปี 1949
ซึ่งจากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าชายฝั่งได้ถูกทำแผนที่ไว้ตั้งแต่ก่อนที่ทวีปจะถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็ง
น้ำแข็งที่ปกคลุมทวีปนี้ในปัจจุบันมีความหนาเป็นไมล์
เราไม่มีความเห็นใดๆเช่นกัน ว่าแผนที่มีความสอดคล้องกับข้อมูลทางธรณีในยุคปัจจุบันได้เช่นไร ทั้งๆที่มันถูกวาดขึ้นในปี 1513

Harold Z. Ohmeyer Lt. Colonel, USAF Commander

--------------------------------------------------------------------------
ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นทางการคือ น้ำแข็งที่ปกคลุมทวีปแอนตาร์คติก้ามีอายุกว่า 1 ล้านปี
แผนที่ Piri Reis ที่แสดงให้เห็นภูมิทัศน์ส่วนเหนือของทวีปแอนตาร์คติก้าก่อนที่จะถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็ง ทำให้ฉุดคิดว่ามันถูกทำขึ้นเมื่อ 1 ล้านปีก่อนหรือไม่ แต่ย่อมเป็นไปไม่ได้เพราะเมื่อ 1 ล้านปีก่อนยังไม่มีมนุษย์ปรากฏตัวขึ้นบนโลกในนี้ (ยังเป็นอากาศอยู่)
แต่จากข้อมูลการศึกษาที่ละเอียดลึกลงไปอีกพิสูจน์ว่าช่วงเวลาสุดท้ายของสภาวะที่ทวีปแอนตาร์คติก้าปลอดน้ำแข็งคือ 6000 ปีที่แล้ว แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือนักวิจัยหลายคนที่มาจากต่างที่กันต่างเสนอเป็นสิ่งเดียวกันว่า ช่วงเวลาที่สุดท้ายที่ทวีปแอนตาร์คติก้าปลอดจาการปกคลุมของน้ำแข็งคือ 13,000 – 9,000 ปีก่อนคริสตกาล
คำถามคือ ใครเป็นคนวาดแผนที่ Queen Maud Land แห่งแอนตาร์คติก้าเมื่อ 6,000 ปีที่แล้ว อารยธรรมที่เราไม่ทราบมีเทคโนโลยีสูงขนาดที่จะทำเช่นนั้นได้เชียวหรือ??
คำตอบที่พอจะเป็นได้คือ
Piri Reis ได้ใช้แหล่งข้อมูลจากหลายแหล่งในการวาดแผนที่ โดยนำมาจากที่โน่นบางที่นี่บ้างมาปะติดปะต่อกัน ตัวเขาเองได้เขียนโน้ตไว้บนแผนที่ทำให้เราพอจะเห็นภาพว่าเขาทำอย่างไรบ้างเพื่อวาดแผนที่ Piri Reis นี้ เขาไม่ยอมรับว่าเขาวาดแผนที่โดยใช้เพียงการเดินทางสำรวจ เขาบอกว่าเขาวาดรูปโดยใช้แหล่งที่มาจากหลายๆแหล่ง บางส่วนมาจากการล่องเรือไปรอบๆ บางส่วนมาจากแผนที่โบราณซึ่งเก่ามากจนต้องย้อนไปถึงเมื่อ 4 ศตวรรษก่อนคริสตกาล

Dr. Charless Hapgood ได้เขียนไว้ในหนังสือของเขาที่มีชื่อว่า Map of the Ancient See Kings (Turnstone books, London 1979) กล่าวว่า
ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับแอนตาร์คติก้าได้สืบทอดโดยการบอกเล่าจากคนสู่คน ข้อมูลดังกล่าวได้จากกลุ่มคนที่ไม่ทราบที่มาซึ่งพวกเขาได้สูญพันธุ์ไปแล้ว บางทีพวกเขาอาจเป็นพวก Minoans หรือ Phoenicians ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงหลายพันปีก่อน ซึ่งพวกเขาเป็นเผ่าพันธุ์นักเดินเรือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคโบราณ เรามีหลักฐานว่าพวกเขาได้ทำการศึกษาหาความรู้และข้อมูลต่างๆจากห้องสมุดอาเล็คซานเดรีย (Alaxandria) แห่งอียิปต์ และ สิ่งที่พวกเขารวบรวมได้ถูกทำเป็นเอกสารขึ้นโดยนักธรณีวิทยาที่ทำงานอยู่ที่นั่น
Piri Reis อาจมาจากห้องสมุดอาเล็คซานเดรีย ซึ่งเป็นห้องสมุดที่มีชื่อเสียงที่สุดในช่วงเวลานั้น จาข้อเสนอแนะของ Hapgood การคัดลอกเอกสารจากแหล่งข้อมูลอาเล็คซานเดรียย่อมมีความเป็นไปได้ และข้อมูลที่ถูกคัดลอกดังกล่าวก็อาจมีการหมุนเวียนไปยังแหล่งข้อมูลต่างๆทั่วโลก หนึ่งในนั้นก็คือห้องสมุดแห่งมหาราชวังคอนสแตนติโนเปิล และเมื่อปี 1204 ซึ่งเป็นปีแห่งสงครามครูเสดครั้งที่ 4 เมื่อ Venetian เข้าสู่คอนสแตนติโนเปิล แผนที่ดังกล่าวก็ได้หมุนเวียนผลัดมืออยู่ในกลุ่มนักล่องเรือชาวยุโรป
แผนที่เหล่านี้ทั้งหมดเป็นแผนที่ของทะเลเมดิเตอเรเนียนและทะเลดำ ส่วนแผนที่อื่นที่เหลือรอดประกอบด้วยแผนที่ของอเมริกาและแผนที่ของมหาสมุทรอาร์ติกและแอนตาร์คติก้า เป็นที่ประจักษ์ว่านักเดินเรือโบราณได้เดินทางจากขั้วโลกสู่ขั้วโลก บางสิ่งที่ไม่น่าเชื่อคือยังคงมีหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่านักเดินเรือโบราณบางกลุ่มได้เคยเดินทางไปสำรวจทวีปแอนตาร์คติก้าในช่วงที่ชายฝั่งของมันยังไม่มีน้ำแข็งปกคลุม และเป็นที่ประจักษ์แจ้งว่าพวกเขามีเครื่องมือนำทางสำหรับใช้ในการกำหนดตำแหน่งลองติจูดที่แม่นยำ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุดในยุคโบราณจนถึงยุคกลางและช่วงต้นของยุคปัจจุบันคือช่วงครึ่งของศตวรรษที่ 18
ในปี 1953 เจ้าหน้าที่ทัพเรือของตุรกีได้ส่งแผนที่ Piri Reis ไปที่ U.S. Hydrographic Bureau เพื่อทำการตรวจสอบ M.I. Walter หัวหน้าวิศวกรของสำนักงานได้ขอความช่วยเหลือจาก Arlington H. Mallery ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินกาดำเนินการในเรื่องแผนที่โบราณ
ภายหลังจากการศึกาเป็นระยะเวลายาวนาน Malery ได้ค้นพบวิธีการ Projection เพื่อใช้งาน เพื่อเป็นการตรวจสอบความถูกต้องของแผนที่ เขาได้สร้างกริด (grid) และส่งผ่าน (transfer) ไปยังแผนที่ Piri Reis ปรากฏว่าแผนที่ทั้งหมดมีความถูกต้อง เขากล่าวว่าทางเดียวเท่านั้นที่จะทำแผนที่ให้มีความถูกต้องเช่นนี้ได้จะต้องอาศัยการสำรวจทางอากาศเท่านั้น แต่เมื่อ 6,000 ปีที่แล้วชาวโลกสามารถสร้างเครื่องบินได้แล้วหรือ??
Hydrographic Office ไม่เชื่อในสิ่งที่พวกเขาเห็น แผนทีดังกล่าวมีความถูกต้องกว่าแผนที่ปัจจุบันซะอีก
ความแม่นยำในการกำหนดตำแหน่งลองติจูดหรือกล่าวอีอย่างคือในการวาดแผนที่จำเป็นต้องใช้ ตีโกณมิติแบบวงกลม (spheroid trigonometry) ซึ่งวิธีการดังกล่าวไม่เป็นที่รู้จักจนกระทั่งช่วงกลางของศตวรรษที่ 18
แผนที่ที่ Piri Reis ได้แสดงชายฝั่ง แม่น้ำ ภูเขา อ่าว ที่ราบสูงของ Queen Maud Land ได้รับการยืนยันความถูกต้องจากคณะสำรวจ British-Swedish ที่ได้เข้ามาสำรวจแอนตาร์คติก้า โดยนักวิจัยได้ใช้คลื่นโซนาร์และ Seismic Sound ในการยืนยันลักษณะภูมิประเทศที่อยู่เบื้องล่าง

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ทะเลสาบวอสตอก ทะเลสาบแห่งเงา


แรงบันดาลใจในการเขียนบทความนี้เกิดขึ้นในฤดูร้อนของปี 1996 เมื่อมีอีเมลล์หลายฉบับได้เขียนชี้แนะว่ามีความเป็นไปได้ว่ามีใครบางคนหรือมีบางสิ่งบางอย่าง กระทำการบางอย่างอย่างซ่อนเร้นในการเปลี่ยนแปลงแผนทีของแอนตาร์คติก้าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันความแปลกเกิดขึ้น เมื่อผมได้ส่งข้อความทางอิเล็คทรอนิคเพือขอแผนที่แอนตาร์กติก้าไปที่ Penn-oh-West Maps ใน Pittsburgh คำตอบที่ได้รับจากเจ้าของร้านคือ “เสียใจด้วย แผนที่แอนตาร์คติก้าใหม่กำลังอยู่ระหว่างการสั่งเข้ามา บางทีปัญหาน่าจะมาจาก USGS (United State Geological Service) ซึ่งมีหน้าที่ในการทำแผนที่ต่างๆบนพื้นโลก อีกทั้งยังมีความเชี่ยวชาญการทำแผนที่ดาวเคราะห์ต่างๆเช่น ดวงจันทร์ ดาวอังคาร และดาวศุกร์”

แอนตาร์ติก้าปกคลุมด้วยน้ำแข็งเกือบ 90 % และเป็นแหล่งน้ำจืดถึง 70 % ของน้ำจืดทั้งหมดบนโลก ทวีปนี้ใหญ่เป็นอันดับที่ 3 มีขนาดของพื้นที่เป็น 1.5 เท่าของประเทศสหรัฐอเมริกา มีประเทศต่างๆประกอบด้วย สหรัฐ อังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ผรั่งเศส และอาร์เจนตินาเข้ามาตั้งสถานีเพื่อทำการทดลองที่จุดต่างๆของทวีป
---------------------------------------------------------------------

ALH 8401 ถูกพบในแอนตาร์กติก้าในช่วงปี 1984-1985 มันถูกพบโดยทีมไล่ล่าวัตถุท้องฟ้า (Meteoric) จากโครงการ ANSMET ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดย Polar Program Office of the US National Science Foundation ANSMET ทำหน้าที่ค้นหาวัตถุท้องฟ้าและเริ่มมีการค้นพบตั้งแต่ปี 1997 โดย NSF


เกือบจะแน่นอนแล้วว่า ALH 8401 เป็นเศษวัตถุที่หลุดออกมาจากดาวอังคาร แม้ว่าเป็นที่ทราบกันดีว่ายังไม่มีมนุษย์ผู้ใดเคยได้ไปเหยียบย่ำถึงดาวอังคาร และยังไม่มีใครบนโลกนี้มีของสะสมเป็นก้อนหินจากดาวอังคาร ความจริงยังมีก้อนหินอีก 11 ก้อนจากนอกพิภพที่เราเรียกว่า SCNs ที่มาจากดาวอังคาร แต่เราทราบได้อย่างไรว่าพวกมันมาจากดาวอังคารหล่ะ?? คำตอบคือคือในก้อนหินมีร่องรอยของแก๊สที่มีความคล้ายคลึงกับบรรยากาศของดาวอังคาร เราทราบถึงองค์ประกอบของชั้นบรรยากาศของดาวอังคารจากการที่ได้เคยส่งยานไวกิ้งในปี 1976 ระหว่างการลงจอดมันได้ทำการบันทึกข้อมูลของชั้นบรรยากาศเอาไว้ บรรยากาศของดาวอังคารมีความแตกต่างจากบรรยากาศของโลกและดาวศุกร์มาก



การที่ ALH 8401 มาอยู่บนโลกนี้ได้แสดงว่ามันจะต้องพุ่งออกมาจากพื้นผิวของดาวอังคารด้วยความเร็วที่มากกว่าความเร็วหลุดพ้นของดาวอังคารคือ 5 กิโลเมตรต่อวินาที หรือ 11,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กลไกตามธรรมชาติเดียวเท่านั้นที่ทำให้ ALH 8401 สามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงมากกว่าความเร็วหลุดพ้นได้คือต้องมาจากการพุ่งชนของเทหฟากฟ้าซึ่งปะทะอย่างรุนแรงที่พื้นผิวของดาวอังคาร การปะทุของภูเขาไฟไม่อาจทำให้ก้อนหินมีความเร็วถึงเพียงนั้นได้ จากหลักการและเหตุผลดังกล่าวทำให้สามารถคาดได้ว่าครั้งหนึ่งน่าจะมีวัตถุท้องฟ้าขนาดมากกว่า ½-2 กิโลเมตร พุ่งชนดาวอังคารอย่างเต็มจัง แรงกระแทกทำให้ AHL 8401 ลอยจากพื้นผิวดาวอังคารมุ่งสู่อวกาศ จากนั้นมันก็โคจรรอบดวงอาทิตย์เหมือนเศษหินอวกาศทั่วไป จากนั้นวงโคจรของมันเปลี่ยนแปลงจนเกือบเหมือนวงโคจรของดาวอังคาร แต่วงโคจรของมันก็เปลี่ยนแปลงทุกครั้งที่มันเข้าใกล้กับดาวอังคารหรือเมื่อชนกับเศษสวะอวกาศอื่นๆ หรือเป็นผลมาจากแรงโน้มถ่วงของดาวเคราะห์ดวงใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดาวพฤหัส ทำให้วงโคจรของมันออกห่างจากดาวอังคารทุกที จากกระทั่งเมื่อมันเดินทางเข้ามาสู่สนามความโน้มถ่วงของโลกเมือ 13,000 ปีก่อนมันจึงถูกโลกดึงตกลงมากองอยู่ที่แอนตาร์คติก้า
---------------------------------------------------------------------
ทะเลสาบแห่งความน่าสะพรึงกลัว
การค้นพบทะเลสาบวอสตอกเป็นการค้นพบแหล่งข้อมูลที่น่าสนใจสำหรับโครงการอวกาศของสหรัฐ ณ ที่แห่งนั้นนักวิทยาศาสตร์มองเห็นโอกาสสำหรับการทำการทดลองหลายอย่างเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของโครงการสำรวจดวงดวงจันทร์ยูโรปา ซึ่งเป็นดวงจันทร์ดวงหนึ่งของดาวพฤหัสที่พื้นผิวบกคลุมด้วยน้ำแข็ง โครงการสำรวจโดยเบื้องต้นจะเป็นการยานไร้คนขับ ทะเลสาบที่อยู่บนดวงจันทร์ดวงนี้คาดว่าจะมีลักษณะคล้ายกับทะเลสาบวอสตอก
ในเดือนกันยายนปี 1999 นักวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น 80 คนจากหลายประเทศได้เดินทางมาพบกันที่ Cambridge University’s Lucy Cavendish เพื่อลงนามในข้อตกลงร่วมกันในการวิจัยรูปแบบของสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในทะเลสาบแห่งความมืดมิดที่สุดในโลก ในที่ประชุมดังกล่าวนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายมีความเห็นร่วมกันว่าถ้ามีสิ่งมีชีวิตอยู่ในทะเลสาบแห่งนั้น มันจะต้องถูกตัดขาดจากส่วนที่เหลือของโลกเป็นเวลาหลายพันล้านปีเลยทีเดียว ดังนั้นสิ่งมีชีวิตที่จะได้เห็นน่าจะเป็นรูปแบบชีวิตแบบใหม่ที่เรายังไม่เคยพบเห็นที่ใดในโลกนี้มาก่อน มันอาจจะเป็นแหล่งของแอนติไปโอติกหรือเอนไซม์ชนิดใหม่ก็เป็นได้
นักชีววิทยาระดับไมโคร (Microbiological) ชื่อ Cyan Ellis-Evan ได้ให้ความเห็นว่า การขาดแคลนแหล่งอาหาร ความดันที่สูงและความมืดภายใต้พื้นน้ำของทะเลสาบทำให้มีความเป็นไปได้ยากที่จะพบสิ่งมีชีวิตที่มีวิวัฒนาการสูง
แต่อย่างไรก็ตามไม่มีสิ่งใดที่จะมาหยุดความตั้งใจของนักวิทยาศาสตร์ที่มีความกระเหี้ยนกระหือรือเหล่านี้ได้ นักวิทยาศาสตร์ได้รวมตัวกันที่ Cambridge เพื่อร่วมกันร่างโครงการวิจัยทะเลสาบวอสตอก ซึ่งประกอบด้วยการเตรียมการในการเฝ้าระวังเพื่อหลีกเลี่ยงในการทำให้สภาวะแวดล้อมที่อยู่ในสภาพบริสุทธิ์ได้รับการปนเปื้อน โดยมีการแนะนำให้ใช้ Cryobot ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ยาว 10 ฟุตมีส่วนประกอบของ writing implement with hot tip Cryobot จะดำลงไป 4 ไมล์ จากพื้นผิวจนถึงส่วนที่เป็นทะเลสาบ จากนั้นจะปล่อยคลื่นโซน่าและอุปกรณ์ถ่ายรูปชื่อ hydrobot เพื่อทำการสำรวจน้ำในบริเวณนั้น ในระหว่างทศวรรษที่ 1970 นักวิทยาศาสตร์รัสเซียได้ทำการเจาะน้ำแข็งลึกลงไปที่ระดับ 3,600 เมตรเกือบถึงทะเลสาบ สิ่งที่พวกเขาพบยังไม่สามารถคาดเดาได้
สิ่งที่ค้นพบสร้างความตกตะลึงแก่นักวิทยาศาสตร์และบุคคลที่เกี่ยวข้อง แต่อย่างไรก็ตามไม่มีการกล่าวถึงทะเลสาบวอสตอกอีกเลยนับแต่นั้นมา มีเฉพาะการพูดคุยกันในวงในเท่านั้น

ทวีปแห่งเวทมนต์และความน่าสะพรึงกลัว
บ่อยครั้งที่ทวีปแนตาร์คติก้าจะเป็นแรงบันดาลใจสำหรับการเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ บ่อยครั้งที่เรื่องราวของทวีปแอนตาร์คติก้าจะถูกจำกัดมิให้บรรจุเข้าไปอยู่ในตำราเรียน โดยจะจำแนกมันไว้ในหมวดหมู่ของนวนิยายซะมากกว่า จากตำนานเรื่องเล่าผนวกเข้ากับข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ทำให้เราเผชิญหน้ากับความท้าทายเกี่ยวกับความลึกลับของทวีปน้ำแข็งแห่งนี้ จากการที่นาซีเยอรมันได้เข้าสำรวจและยึดครอง Neuschawabenland หรือที่รู้จักกันอย่างเป็นทางการในชื่อ Oueen Maud’s Land คณะผู้บุกเบิกแห่งนาซีและจุดมุ่งหมายของพวกเยาได้ผ่านการทดสอบอย่างทรหด ในการสร้างฐานทัพจานบินนาซี และประสบความสำเร็จในการสร้างยอดมนุษย์ในทวีปลึกลับแห่งนี้ ผู้สนับสนุนความเป็นเป็นไปได้ของการสร้างฐานทัพนาซีในแอนตาร์คตำก้ากล่าวอ้างถึงเหตุการณ์ที่สหรัฐได้รวมพลในขั้วโลกใต้ทันทีหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองจบลง วัตถุประสงค์ก็คือเพื่อบุกทำลายที่มั่นสุดท้ายของนาซี


เมืองแอตแลนติสได้อยู่ในแอนตาร์คติก้าหรือไม่
ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Fingerprints of the Gods (Newyork: Crown 1995) คือ Graham Hancock ได้ทำปะติดปะต่อเรื่องราวเพื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่าง Flem-Ath และผู้เขียนคนอื่นๆ ในการสนับสนุนทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่ยังเป็นที่โต้เถียงกันอยู่เกี่ยวกับการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก มีทฤษฎีที่กล่าวว่าส่วนที่อยู่ทางใต้สุดของทวีปแอนตาร์กติก้าเคยอยู่ที่ทางทิศเหนือของแอนตาร์คติกเซอร์เคิลในปัจจุบัน และได้ถูกยับยั้งไว้ที่ตรงนี้ จากลักษณะที่ปรากฏภูมิประเทศและแหล่งทรัพยากรณ์นั้นเหมาะสำหรับการพัฒนาอารยธรรม (civilization) เป็นไปได้หรือไม่ที่นักวิจัยเหล่านี้ได้ไขปัญหาเกี่ยวกับอารยธรรมแม่ที่นำพาเราไปสู่แอตแลนติสที่ Plato เคยกล่าวถึง
แม้ว่าแอตแลนติสจะมีที่ตั้งอยู่ที่แอนตาร์คติก้าหรือไม่ แต่มันก็มีค่าที่จะกล่าวถึงคำทำนายของ Edgar Cayce เกี่ยวกับ “Sleeping Phopet” Cayce ได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับแอตแลนติสทุกวัน เขาได้สรุปสิ่งที่เขาได้ศึกษา หนึ่งในนั้นเขาได้บอกว่าชาวแอตแลนติสได้ใช้ก้อนผลึกคริสตัสขนาดใหญ่เป็นแหล่งพลังงานให้แก่ประชากรชาวแอตแลนติส Cayce ได้ทำนายว่าก้อนผลึกแห่งชาวแอตแลนติสจะถูกค้นพบอีกครั้งในศตวรรษที่ 20 แต่ไม่ได้ระบุว่าเป็นที่ใด ถ้าลองพิจารณาทฤษฎีของ Flem-Ath กับคำทำนายของ Edgar Cayce เป็นไปได้หรือไม่ว่าทะเลสาบวอสตอคจะมีความเชื่อมโญงกันกับแหล่งพลังงานที่หายไปของชาวแอตแลนติส

ความผิดปกติของสนามแม่เหล็ก
จากการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับทะเลสาบวอสตอกในขั้นแรกเริ่มชี้ให้เห็นว่าทะเลสาบมีความลึก 2,000 ฟุต ซึ่งมากกว่าทะเลสาบใหญ่ใดๆในโลก โดยมีความลึกเป็นครึ่งหนึ่งของ Asia’s Lake Baikal ซึ่งมีความลึก 5,000 ฟุตมีความยาว 300 ไมล์ กว้าง 50 ไมล์ จากการศึกษาลึกลงไปทำให้พอจะทราบได้ว่าทะเลสาบได้รับพลังงานความร้อนจากใต้พิภพซึ่งทำให้ทะเลสาบอุ่น มีอุณหภูมิสูงถึง 50 องศาฟาเรนไฮต์ ในจุดที่ร้อนที่สุดจะมีอุณหภูมิสูงถึง 65 องศาฟาเรนไฮต์ การศึกษาใหม่พบว่ามีการรับพลังงานความร้อนจากการแผ่รังสีของดวงอาทิตย์อีกด้วย นักวิทยาศาสให้ความเห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่ทะเลสาบจะมีชั้นบรรยากาศรอบตัวของมันเองและบรรยากาศนั้นมีอันตรกิริยาที่ซับซ้อนกับผิวน้ำทำให้มีความเป็นไปได้ที่จะมีพืชผักและรูปแบบของชีวิตเกิดขึ้นที่นั่น
การวิจัยที่ทำโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเชียชื่อ Ian Toskovoi ผู้ซึ่งได้หายสาบสูญไปในบริเวณใกล้กับสถานีวอสตอค (vostok station) เขาได้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ “geothermal upboiling” ซึ่งเป็นการบอกเป็นนัยถึงความเป็นไปได้ของการมีชั้นบรรยากาศรอบทะเลสาบ geothermal upboiling ตามความคิดของ Toskovoi จะอยู่ตรงบริเวณที่เรียกว่า “ice dunes” ซึ่งเกิดจากฟองอากาศจำนวนมากที่มีชั้นความหนาอยู่ระหว่างหลายฟุตถึงหลายร้อยฟุต
แต่อย่างไรก็ตามมีข่าวที่สร้างความงวยงงที่ว่า แอนตาร์คติก้ามีความผิดปกติของสนามแม่เหล็กอย่างรุนแรง ที่ตำแหน่งขอบด้านเหนือสุดของทะเลสาบ การค้นพบนี้นำไปสู่การคาดเดาต่างๆนานา
จากหนังสือพิมพ์อิเล็คทรอนิค Antarctica Sun (http://www.polar.org/) ซึ่งภายหลังได้กลายมาเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับสนามแม่เหล็กที่ผิดปกติของทะเลสาบวอสตอก มีข้อมูลอ้างว่าในช่วงเริ่มต้นของการทำการบินของ SOAR (Support Office for Aero-Physical Research) โดยมีวัตถุประสงค์ในการสร้างภาพรีโซแนซ์ของสนามแม่เหล็กในบริเวณนั้น แมกเนโตมิเตอร์ (magnetometer) บันทึกว่าสนามมีสนามแม่เหล็กเพิ่มขึ้น 1,000 นาโนเทสลาจาก 60,000 นาโนเทสลาซึ่งเป็นสภาวะที่สถานีวอสตอก นักวิทยาศาสตร์คาดว่าจะเจอสนามแม่เหล็กที่มีความผิดปกติในช่วง 500 ถึง 600 นาโนเทสลา แต่ผลจากการสำรวจนั้นสร้างความมึนงง “ความผิดปกตินี้มีค่ามากจนไม่สามารถยอมรับได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กประจำวัน” Michael Studinger หนึ่งในทีมวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้กล่าว
อาณาบริเวณที่มีความผิดปกติของสนามแม่เหล็กมีขนาด 65 x 46 ตารางไมล์ ยืนยันโดย mission geological team ขนาดความผิดปกติและความรุนแรงของสนามแม่เหล็ก บ่งชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางธรณีที่เกิดขึ้นเบื้องล่างของทะเลสาบ ทำให้คาดเดาได้ว่ามันเป็นบริเวณที่แผ่นเปลือกโลกมีความหนาน้อยกว่าบริเวณอื่นๆ
นักธรณีวิทยาชาวออสเตรเลียชื่อ Hary Mason ได้สรุปเกี่ยวกับเรื่องนี้ดังนี้ “ความผิดปกติของสนามแม่เหล็กที่มีขนาดใหญ่และมีความเข้มข้นสูงเช่นนี้บ่งชี้ว่าต้องมีฐานอุลตร้า (Ultrabase) ขนาดใหญ่อยู่เบื้องล่างของทะเลสาบวอสตอก ณ บริเวณที่เป็นรอยแยกของแผ่นทวีป หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือบริเวณพื้นผิวก่อนที่จะถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็ง ”
สมมติฐานของศาสตราจารย์ Thomas Gold ซึ่งกล่าวใน Australia’s Nexus Magazine ว่าก๊าซมีเทนและก๊าซเฉื่อยเช่น ซีนอน (xenon) อาร์กอน (argon) ปริมาณมากสามารถเคลื่อนที่จากชั้นแมนเทิลขึ้นมาตามรอยแยกของแผ่นเปลือกโลก ที่อยู่ใต้ทะเลสาบวอสตอกด้วยปรากฏการณ์ Chimney ความหายนะจะเกิดขึ้นกับโลกเมื่อเราเจาะลงไปถึงชั้นแก๊สดังกล่าว เพราะจะทำให้แก๊สเหล่านี้ทะลักออกมาลอยตัวขึ้นสูงชั้นบรรยากาศ ก๊าซเหล่านี้เป็นตัวการสำคัญทำให้เกิดสภาวะโลกร้อน แต่ความเสี่ยงอันแรกที่เหล่านักวิทยาศาสตร์จะต้องเผชิญคือเมื่อเจาะลงจนถึงโดมแก๊สดังกล่าอาจทำให้เกิดการระเบิดอย่างรุนแรง

เกี่ยวกับนาซี 2 ล้านคน
มีข่าวลือแพร่กระจายออกมา (ไม่ใช่มาจากอเมริกาแต่มาจากออสเตรเลีย จากเว็ปไซด์ http://www.rumormill.com/ ) ว่าตอนนี้ประชากรชาวนาซีในทวีปแอนตาร์คติก้ามีมากกว่า 2 ล้านคนแล้ว และพวกเขาหลายคนได้ทำศัลยกรรมพลาสติกเพื่อให้สามารถเคลื่อนย้ายเข้าสู่ทวีปอเมริกาใต้เพื่อประกอบธุรกิจได้ง่ายขึ้น มีการกล่าวว่าพวกนาซีรู้วิธีการทำเงินดอลล่า รวมทั้งปอนด์สเตอริง ปัญหาด้านการเงินของชาวนาซีแอนตาร์คติก้าหมดไปเนื่องจากพวกเขาได้ขโมยทองคำแท่งจำนวนมหาศาลจากประเทศต่างๆในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง และพวกเขามีความสามารถในการเล่นแร่เปรธาตุ โดยสามารถเป็นโลหะฐาน (base metal) ให้กลายเป็นทองคำได้ จึงมีการตั้งข้อสังเกตตามความสมเหตุสมผลว่า ความลับของทะเลสาบวอสตอกนั้นอาจมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจกรรมต่างๆของประชากรชาวนาซีที่อยู่เบื้องล่างก็เป็นได้
งานเขียนลึกลับของนักเขียนที่เรารู้จักเฉพาะเพียงชื่อแรก (surname) ของเขาว่า “Braunton” ได้เป็นที่สนใจ โดยเฉพาะเอกสารที่อ้างว่านาซีได้มีการจัดการในการสร้างจานบินเพื่อใช้ในการขนส่งพวกเขาสู่ทวีปแอนตาร์คติก้าในปี 1944 ฐานทัพนาซีในทวีปแอนตาร์คติก้าประกอบด้วยกลุ่มผู้ทรยศชาว Pleiadans และคนผิวดำ
เป็นที่ทราบกันดีว่าพวกนาซีเยอรมันนั้นมีความสนใจในทวีปแอนตาร์คติก้าแห่งนี้มานานแล้ว ในปี 1983 เครื่องบินลอยน้ำ (hydroplane) ชื่อ Hydroplane Carrier Schawabenland ได้ออกจากท่าที่ Hamburg เพื่อมุ่งสู่แอนตาร์คติก้า ซึ่งบังคับการโดย Albert Richter ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านการปฏิบัติการในสาวะสุดขั้วหัวใจ คณะของ Richter ประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันได้พบทะเลสาบที่ปราศจากน้ำแข็ง (ice-free lake) ที่มีร่องรอยการเจริญเติบโตของพืชผัก และสามารถเอาเครื่องบินลงจอดได้ หลายคนเชื่อว่าภายหลังการค้นพบบริเวณแห่งนี้นำไปสู่การสร้างฐานทัพลับของนาซีในแอนตาร์คติก้า สถานที่ที่เหมาะสมก็คือ High-Hoffman massif ซึ่งถูกเจาะเข้าไปสร้างเป็นฐานทัพที่มีชื่อว่า “ฐานทัพที่ 211 (Base 211)”
ในปี 1947 Admiral Byrd ได้รับหน้าที่คุมเรือรบ 13 ลำและทหารอีก 4,000 คนสู่ทวีปแอนตาร์คติก้าภายใต้ภารกิจที่เรียกว่า “Operation Highjump” แม้จะมีการกล่าวอ้างว่าเป็นเพียงแค่การซ้อมรบภายใต้สภาวะแวดล้อมที่สุดขั้ว แต่ทุกคนก็ทราบดีว่านี่เป็นการรบจริง วัตถุประสงค์ก็เพื่อจัดการกับกองกำลังของนาซีกองสุดท้ายให้สิ้นซากไปซะ


จากการส่งข้อความทางอีเมลล์หลายฉบับทะเลสาบวอสตอคบ่งชี้ถึงความเชื่อที่ว่า เกือบจะทุกคนในระดับผู้นำของประเทศมีความเกี่ยวข้องกับความลับนี้ (คนแรกคือสตรีหมายเลขหนึ่งของโลก Laura Bush ซึ่งถูกพาดพิงว่ามีส่วนร่วมในการขนส่งสิ่งประดิษฐ์ที่ไม่ทราบชนิด) และความลับนี้มีความข้องเกี่ยวข้องกับ UFO ส่วนข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกันเช่น ผู้เชี่ยวชาญ 4 คนด้าน Antarctic Mountaineering ได้ถูกส่งตัวไปที่ทะเลสาบวอสตอกซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการลับ
ในช่วงต้นมีนาคมปี 2001 U.S. Channeler ที่รู้จักกันในชื่อ Lady Kadjina ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับความลับของทะเลสาบวอสตอก โดยพิจารณาจากความผิดปกติของสนามแม่เหล็ก เธอกล่าวว่าเป็นระยะเวลายาวนานก่อนที่แอนตาร์คติก้า จะถูกปกคลุมด้วย น้ำแข็งทวีปแห่งนี้เคยเป็นที่ลงจอดของจานบินของพวกต่างดาว สิ่งที่ต่างดาวได้สร้างไว้ถูกเรียกว่า เครื่องสังเกตการณ์ (observatory) ซึ่งทำงานร่วมกับอุปกรณ์ส่งสัญญาณซึ่งสามารถส่ง code massage ออกไปในอวกาศ เธอกล่าวว่าเครื่องสังเกตการณ์ดังกล่าวจะถูกค้นพบในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ เธอกล่าวเพิ่มเติมว่า เครื่องสังเกตการณ์ได้บรรจุผลึกคริสตัลอยู่ภายใน ผลึกนี้จะทำหน้าที่ส่งสนามแม่เหล็กที่จำเพาะกระจายออกไปในอวกาศ สนามแม่เหล็กนี้จะถูกใช้เป็นระบบนำทางดังนั้นยานบินขนาดใหญ่สามารถลงจอดได้ในตำแหน่งที่ถูกต้อง


หลายคนเชื่อว่าฐานทัพนาซีถูกสร้างอยู่เบื้องล่างของทวีปแอนตาร์คติก้า เพื่อเป็นที่อยู่ของประชากรชาวนาซีกว่า 2 ล้านคน เรื่องราวดังกล่าวมีที่มาจากมูลเหตุที่ว่า ในช่วงก่อนที่สงครามโลกครั้งที่สองจะสิ้นสุดลง เหล่านาซีจำนวนหนึ่งได้เคลื่อนย้ายเข้าสู่แอนตาร์คติก้า และพวกเขาได้เริ่มต้นสร้างฐานทัพที่นั่น ซึ่งการดำเนินการทั้งหมดอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของหน่วย SS ขณะที่ทหารฝ่ายพันธมิตรเคลื่อนที่เข้าใกล้กรุงเบอร์ลิน ฮิตเลอร์ก็ได้ถูกส่งตัวออกไปยังทวีปแอนตาร์คติก้า

ที่ตั้งของฐานทัพเชื่อว่าตั้งอยู่เบื้องล่างของทะเลสาบวอสตอก โดยทะเลสาบแห่งนี้มีขนาดเท่ากับทะเลสาบออนทาริโอ (Ontario Lake) ซึ่งทะเลสาบอยู่ใต้ผิวน้ำแข็งลึกลงไป 2 กิโลเมตร ที่นั่นน่าจะมีสิ่งมีชีวิตหลายอย่างซึ่งเป็นรูปแบบชีวิตที่ไม่เป็นที่รู้จักที่ใดในโลกมาก่อน อุณหภูมิที่นั่นค่อนข้างเอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิต กล่าวคือมีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 50 ถึง 65 องศาฟาเรนไฮต์ ซึ่งไม่เลวเลยเมื่อเปรียบเทียบกับอุณหภูมิที่พื้นผิวซึ่งต่ำถึง
-60 องศาฟาเรนไฮต์
ในปี 1998 NASA และ JPL ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ในการส่งขุดลงไปสู่ทะเลสาบวอสตอก และทำการสำรวจ พวกเขากล่าวว่าวัตถุประสงค์ของการปฏิบัติการครั้งนี้ก็เพื่อเป็นการฝึกนักบินให้มีความพร้อมเพื่อเป็นการเตรียมการสำหรับโครงการสำรวจดวงจันทร์น้ำแข็งที่เป็นบริวารของดาวพฤหัส
ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2001 งานทางวิทยาศาสตร์ด้านการขุดเจาะที่ดำเนินอยู่ในแอนตาร์คติก้าถูกยกเลิก และมีการถอนนักวิทยาศาสตร์ออกไปจากแอนตาร์คติก้าเป็นการเร่งด่วน NASA และ JPL กล่าวว่าพวกเขาได้ยกเลิกโครงการที่แอนตาร์คติก้าทั้งหมด ทำไมพวกเขาเข้ามาเพื่อแค่ประเดี๋ยวเดียวแล้วเดินจากไปและทิ้งเครื่องมือมูลค่าหลายล้านล้านดอลล่าเอาไว้ พวกเขากล่าวเพียงแค่ว่า ไม่อยากทำลายสิ่งแวดล้อมที่ยังบริสุทธิ์ของที่นี่ เหตุผลเพียงเท่านี้คิดว่าเพียงพอหรือไม่ ?? แต่อย่างไรก็ตามพวกเขาไม่ได้รื้อฐานทัพออกไปด้วยนี่ บางทีเมื่อ NASA และ JPL ออกไป พวก NSA อาจเข้าสวมรอยแทนก็เป็นได้
เหตุการณ์แปลกประหลาดที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันคือ ต้องมีการนำเอาเครื่องบินบินขึ้นอย่างฉุกเฉินเนื่องจากต้องมีการอพยพคนที่ล้มป่วยลงในช่วง 6 เดือนของฤดูหนาวที่แสนจะโหดร้าย นักวิทยาศาสตร์ค้นพบสนามแม่เหล็กรุนแรงใต้ทะเลสาบวอสตอก นักวิทยาศาสตร์ 3 คนในกลุ่มได้เสียชีวิตลงอย่างปัจจุบันทันด่วนก่อนที่พวกเขาจะออกจากแอนตาร์ติก้า ช่างเทคนิคอีกคนหนึ่งพบว่ามีอาการ เป็นบ้า และถูกส่งตัวไปที่นิวซีแลนด์ มีการแถลงอย่างเป็นทางการในข่าวว่ามีการพบ UFO ขนาดยักษ์ที่ฐาน McMurdo
อะไรเป็นสาเหตุให้ NASA และ JPL หยุดงานวิจัย ?? บางส่วนเชื่อว่ามีอารยธรรมจากดาวอังคารแฝงตัวอยู่เบื้องล่างของแอนตาร์คติก้า หรือไม่ก็เป็นพวกนาซีซึ่งเข้ามาสร้างฐานอยู่ใต้พื้นทวีปตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2


มีการค้นพบ UFO ในแอนตาร์คติก้า มันเคลื่อนที่ไปๆหยุดๆ แล้วก็หายไป
มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการพบเห็นจานบิน เมื่ออาร์เจนตินาและชิลีได้ยืนยันรูปถ่ายภาพสีของ UFO ที่พวกเขาถ่ายได้ที่สถานีวิจัยทางวิทยาศาสตร์ของพวกเขาในแอนตาร์คติก้า ซึ่งเลขานุการทัพเรือของอาร์เจนตินาได้ยืนยันข้อมูลดังนี้
ในวันที่ 3 กรกฎาคม 1965 ได้พบจานบินขนาดใหญ่รูปทรงคล้ายเลนส์ ซึ่ง UFO ดังกล่าวได้ถูกถ่ายรูปและติดตามร่องรอย Lt. Daniel Perise ได้ยืนยันโดยวิทยุว่า UFO ดังกล่าวได้ลอยนิ่งอยู่ในอากาศ จากนั้นมันเร่งความเร็วแล้วแว็ปหายไปด้วยความเร็วที่สูงมาก หลังจากการติดตามด้วย theololite และส่องดูด้วย binocular พบว่า UFO ดังกล่าวได้รบกวน Variometer ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการวัดสนามแม่เหล็กของโลก ภาพสีดังกล่าวได้ถูกถ่ายไว้ด้วย theodolite โดยสมาชิกของกลุ่มผู้เข้าเยี่ยมจากฐานปฏิบัติการชิลี
เพื่อเป็นการยืนยันในจุดนี้ Chilean Minister of Defence at Santiago ได้ให้ข่าวเพิ่มเติมโดยการกระจายเสียงผ่านวิทยุโดย Cdr. Mario Barrera, C.O. แห่งฐานชิลี ในวันที่ 18 มิถุนายน ปีเดียวกัน UFO ที่มีลักษณะเดียวกันนี้ได้บินข้ามพื้นที่ของฐานวิจัยชิลีในแอนตาร์ติก้า ซึ่งทุกคนในที่แห่งนี้สามารถเป็นพยานได้ ในวันที่ 3 กรกฎาคม ได้พบวัตถุประหลาดซึ่งเป็นสาเหตุให้มีการรบกวนคลื่นวิทยุ และบล็อคสัญญานการรายงานที่ติดต่อไปยังฐานอังกฤษและฐานอาร์เจนตินา


ณ ภูเขาแห่งความบ้า (At the Mountain of Madness)
อัตราการละลายของกราเซีย (glacier) ในทวีปแอนตาร์คติก้าเพิ่มขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะในช่วงห้าปีให้หลังอัตราการละลายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
แอนตาร์คติก้าเป็นทวีปที่มีผืนแผ่นดินขนาดใหญ่ที่ถูกปกคลุมด้วยนำแข็ง แต่ถ้าน้ำแข็งและหิมะที่ปกคลุมทวีปแห่งนี้อยู่หายไป ทวีปนี้จะเผยให้เราเห็นสิ่งใด นั้นเป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
ส่วนที่อยู่ไกลที่สดในดินแดนทางตอนใต้ นานมาแล้วเคยเป็นแผ่นดินว่างเปล่าที่น่าชวนให้เกิดการนึกคิดคาดเดากันไปต่างๆนานา ในงานเขียนลึกลับของ Allan Poe เรื่อง The Narrative of Author Pym Nantucket นักผจญภัยพบว่าบริเวณที่อยู่ห่างไกลจากละติจูดจำเพาะอันหนึ่ง สภาพอากาศจะเริ่มอุ่นขึ้น
หนังสือที่สำคัญเกี่ยวกับความลึกลับและซับซ้อนของทวีปแอนตาร์คติก้า คือ Joscelyn Goodwin’s Arktos: The Polar Myth (1993) ซึ่งกล่าวถึงการเดินทางสำรวจทวีปแอนตาร์คติก้าของนาซีเยอรมันในบริเวณที่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Queen Maud Land ในช่วงปี 1938 -1939 ซึ่งได้พบกลุ่มของภูเขาเตี้ยๆ (group of low-hill) ที่มีทะเลสาบหลายแห่งแทรกอยู่โดยทะเลสาบเหล่านี้ไม่มีน้ำแข็งปกคลุม กุญแจสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่การเทียบท่าของเรือดำน้ำ U-530 ที่ Mar del plata ประเทศอาร์เจนตินา โดยข้อมูลดังกล่าวอยู่ในหนังสือ Reich of the Black Sun ซึ่งเขียนโดย Jseph P. Farrell Grand Admiral Karl Donitz ถูกบันทึกว่าเขาได้กล่าวว่า “กองทัพเรือดำน้ำของเยอรมันรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างฐานทัพให้แก่ท่านเฟอเรอในอีกฟากโลกหนึ่ง”
ในปี 1946 รัฐบาลสหรัฐได้ดำเนินการอย่างเร่งด่วนในการส่งกองกำลังทางด้านการทหารเดินทางเข้าสำรวจทวีปแอนตาร์คติก้า ภายใต้ชื่อปฏิบัติการว่า Operation Highjump ปฏิบัติการครั้งนี้มี Admiral Richard E. Byed เป็นแม่ทัพ กองกำลังทหารสหรัฐได้ทำการปิดล้อมดินแดนที่เป็นอาณาเขตยึดครองของนาซีเยอรมัน (Neuswabenland) ภายหลังจากการบินลาดตระเวนมีเครื่องบิน 4 ลำได้หายไป ปฏิบัติการครั้งนี้ถูกยกเลิกและมีการถอนทหารออกเป็นการด่วน Byrd ได้ถูกส่งตัวกลับมาที่ Washington DC และถูกทำการสอบสวนอย่างละเอียด ข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติการครั้งนี้ถูกเก็บเป็นความลับไม่มีการแพร่งพรายจนถึงทุกวันนี้
แต่ก่อนที่ข้อมูลทั้งหมดจะถูกเก็บเป็นความลับ ได้มีรายงานบางอย่างปรากฏขึ้น ตัวอย่างเช่นในหนังสือพิมพ์ชิลีชื่อ El Mercurio ในหนังสือของ Josph P. Farrell ได้ถอดความจากรูปภาพในหนังสือพิมพ์ของฉบับวันที่ 5 มีนาคม 1947 โดย Lee van Atta ผู้ซึ่งได้คบค้าสมาคมกับ Byrd ส่วนหนึ่งของบทความในหนังสือพิมพ์เมื่อแปรแล้วได้ความดังนี้
“Byrd ได้พูดกับผมในวันนี้ว่าสหรัฐมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีมาตรการป้องกันประเทศอย่างรัดกุมในการต่อต้านกองกำลังทางภาคอากาศของฝ่ายศัตรูที่มาจากขั้วโลก เขายังอธิบายว่าเขาไม่ได้มีเจตนาที่จะสร้างความตื่นตระหนก แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าเราต้องเผชิญกับความจริงที่ว่าสงครามภาคใหม่ที่จะเกิดขึ้นมีแนวโน้มว่าสหรัฐจะต้องเผชิญกับกองกำลังภาคอากาศของศัตรูที่สามารถทำการบินด้วยความเร็วที่น่าทึ่ง”

วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

นาซีได้สร้าง UFO ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ........(ตอนที่ จบ)



อากาศยานอื่นๆในช่วงเวลานั้นที่ดูแล้วมีลักษณะไม่เอื้ออำนวยต่อการบินคือยานบินที่มีชื่อว่า Hortan ซึ่ง Walter และ Reimer เป็นคนสร้างมันขึ้นมาในเยอรมันในช่วงระหว่างปี 1930 ถึง 1940 ซึ่งมีหลายรุ่น พวกเขาเรียกมันว่า Ho Series รุ่นแรกของซีรีส์นี้คือ Ho I ซึ่งเป็นยานบินแบบปีกบินอย่างง่าย

ในช่วงท้ายของทศวรรษพวกเขาได้พัฒนายาน Ho III ซึ่งเป็นเครื่องร่อนที่มีโครงเป็นเหล็กซึ่งมีการใช้ใบพัดที่ folding blade propeller สำหรับใช้ทำการบิน และในปี 1944 พวกเขาได้สร้างยานต้นแบบ Ho IX ได้สำเร็จ ถูกให้กำลังโดย Junker Jumbo 004B turbojet โดยยานบินนี้มีโครงเป็นเหล็กและถูกหุ้มภายนอกด้วยไม้ plywood ภายหลังทำการทดสอบการบินแบบ maiden fight ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ได้ผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ ทัพอากาศของเยอรมันจึงสั่ง Gotha Waggonfabrick สร้างยานบินชนิดนี้จำนวนสี่สิบลำ โดยให้มีชื่อว่า Ho-229

เมื่อกองกำลังสหรัฐบุกเข้าถึงโรงงาน Gotha ในวันที่ 14 เมษายน ปี 1945 พวกมันได้เข้ายึดโรงงานแล้วนำเอายาน Ho IX V3 ที่สร้างใกล้เสร็จใส่เรือกลับสหรัฐไป

ในความเป็นจริงแล้วยานบินที่ออกแบบโดยวิศวกรเยอรมันดูคล้ายกับ UFO ที่ผู้คนในอเมริกันรายงานว่าได้พบเห็นอยู่กลางเวหาในวาระต่างๆในช่วงหลังสงครามโลก

Kenneth Arnold เองได้พรรณนาสิ่งที่เขาได้เห็น หลังจากที่เขาได้วาดภาพว่าเขาได้เห็นอะไรมา ทำให้รู้ว่ามันเหมือนจานกลมสีเงินดังรูป


ภาพวาดของยานที่ Kenneth Arnold เห็น
ยาน Hortan



ยานบินที่พัฒนาขึ้นโดย Lockheed Skunk Works ใน Palmdale, California เป็นยานลาดตระเวนที่ไร้คนขับ มันมีลักษณะรูปทรงคล้ายจานพร้อมทั้งมีปีกที่ยาว และบ่อยครั้งที่ถูกเข้าใจผิดคิดว่าเป็นจานบินเมื่อมองในมุมที่เหมาะสม

ยานต้นแบบรูปทรงจานขนาดใหญ่ได้รับการออกแบบเพื่อเป็นยานขนส่งแห่งอนาคต จากการออกแบบโดยบริษัทผลิตเครื่องบินแห่งหนึ่งในอังกฤษ ยานบินดังกล่าวได้ถูกวางแผ่นให้ทำการบินด้วยความเร็วประมาณ 100 ไมล์ต่อชั่วโมงที่ความสูง 5,000 ฟุต

ดังนั้นมีความเป็นไปได้ที่ว่าการรายงานการพบเห็น UFO อย่างมากมายในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จะเป็นการพบเห็นยานบินทดสอบในโครงการลับของอเมริกา ที่ได้รับเทคโนโลยีมาจากเยอรมันอีกต่อหนึ่ง การที่ยานไม่สามารถระบุหรือจำแนกประเภทได้ก็เพราะมันเป็นยานในโครงการลับนั่นเอง

มีข่าวลือว่ายานบินแบบใหม่ลักษณะทรงจานที่ออกแบบโดยเยอรมันนั้นเป็นความพยายามในการที่จะสร้างเลียนแบบจากจานบินของมนุษย์ต่างดาวของแท้ที่มีข่าวว่าเคยประสบอุบัติเหตุตกอยู่ในดินแดนของเยอรมัน การที่ความพยายามดังกล่าวของเยอรมันไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากไม่สามารถเลียนแบบระบบควบคุมทิศทางและระบบขับดันได้ดีเท่าที่ควร

Corso ได้เผยแพร่หนังสือที่มีชื่อเรื่องว่า The Day after Roswell ทางการสหรัฐระบุว่าพวกเขารู้สึก Shock กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น “จานบินตก” ซึ่งเขาได้เปิดเผยความจริงหลายอย่างในเหตุการณ์ครั้งนี้

เบื้องหลังของ Corso ค่อนข้างใหญ่โต เขาเคยเป็นหัวหน้าของ US Army’s Forien Technology Division และเป็นสมาชิกของ President Eisenhower’s National Security Council ในปี 1963หลังจากเกษียณอายุราชการเขาได้ไปทำงานให้กับ Senator Thurmond เขาได้ถูกสัมภาษณ์โดย Michael Lindemann ในข่าว CNI ในวันที่ 5 กรกฎาคม 1997 ว่า
Michael Lindemann: มีข่าวลือและการคาดการกันต่างๆนานาเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ Roswell เกี่ยวกับการตกของจานบิน เทคโนโลยีต่างๆที่เราได้จากจานบิน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกใช่มั้ยที่เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น มีหลักฐานหลายอย่างชี้ว่าเหตุการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นที่ประเทศเยอรมัน นาซีได้ทำการศึกษาบางสิ่งที่ได้จากจานบินที่ตกในประเทศเขาแล้วนำมาพัฒนาเป็นของตนเอง คุณคิดอย่างไรกับข้อเท็จจริงดังกล่าว

Corso: ใช่ผมเชื่อเช่นนั้น ผมมีนักวิทยาศาสตร์เยอรมันอยู่ในทีม และเราเคยได้พูดคุยในเรื่องดังกล่าวกันมาบางพอสมควร ผมเคยได้พูดคุยกับ Orberth และ Von Braun พวกเขากล่าวว่า “มัน (จานบิน) ถูกจับได้บางแห่ง แล้วพวกเขา (เยอรมัน) ก็ได้เก็บชิ้นส่วนทั้งหมดของมันมาเพื่อทำการศึกษา พวกเขาทำงานกับมัน แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับระบบขับดันได้ พวกเขาทำการทดลองเยอะมากเกี่ยวกับจานบิน แต่มีอันหนึ่งสามารถบินขึ้นไปได้สูงถึง 12,000 ฟุต ไม่เพียงแต่เท่านั้นพวกเขายังประสบปัญหากับระบบนำทางอีกด้วย”

ในหนังสือของ Corso ได้อธิบายถึง UFO ที่ถูกจับได้ที่ Roswell โดยกล่าวว่ามันเป็นยานบินรูปทรงพระจันทร์เสี้ยว มีลักษณะคล้ายกับยานบินชนิดปีกบิน (Flying Wing) Horten ที่ปรากฏในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เขาได้ตั้งสมมติฐานพวกเยอรมันคงได้เจอกับอะไรบางอย่างที่เราไม่เคยรู้ แต่จากการสนทนากับ Wernher von Braun และ Willey Ley ที่ Alamodordo ในหนึ่งวันหลังจากการยืนยันการจับวัตถุประหลาดที่เรียกว่า UFO ได้ เขากล่าวว่ายังมีเรื่องราวลึกๆเกี่ยวกับความเป็นมาของวิศวกรรมเยอรมันอันล้ำยุค

เรื่องราวลึกๆดังกล่าวได้รับการยืนยันจากบิดาแห่งจรวดยุคใหม่ Hermann Oberth ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้มีการติดต่อกันระหว่างนาซีกับต่างดาว เขากล่าวว่า “เราไม่สามารถให้เครดิตกับนักวิทยาศาสตร์เยอรมันเพียงอย่างเดียวในการที่เรามีเทคโนโลยีล้ำยุค ทุกอย่างคงเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าเราไม่ได้รับความช่วยเหลือจาก………” เมื่อถูกถามว่าจากใคร Oberth ตอบว่า ไม่ทราบ รู้แต่ว่าเค้ามาจากนอกโลก

Sources:
1) New York Times 14th December 1944..
2) Lore, Gordon I. R. Jnr., and Deneault, Harold H., Jnr., ‘Mysteries of the Skies; UFOs in Perspective’ Prentice-Hall, New Jersey 1968.
3) ‘Der Spiegel’ magazine 30th March 1950
4) Third Reich Video
5) Jungk, Robert, ‘Brighter Than a Thousand Suns’
6) Ibid
7) Memorandum to Members of the Advisory Committee on Human Radiation Experiments 5th April 1995, from Advisory Committee Staff ‘Post World War II Recruitment of German Scientists – Operation Paperclip’
8) Stuhlinger, Ernest and Ordway, Frederick III, ‘Wernher von Braun: Crusader for Space’ p. 67 Kreiger Publishing Company, Florida 1994.
9) Memorandum to Members of the Advisory Committee on Human Radiation Experiments 5th April 1995, from Advisory Committee Staff ‘Post World War II Recruitment of German Scientists – Operation Paperclip’
10) Ibid.
11) Ibid.
12) Zapezauer, Mark ‘The CIA’s Greatest Hits’
13) Memorandum to Members of the Advisory Committee on Human Radiation Experiments 5th April 1995, from Advisory Committee Staff ‘Post World War II Recruitment of German Scientists – Operation Paperclip’
14) Ibid.
15) Buckbee, Edward O., ‘Biographical Data: Wernher von Braun’ Alabama Space and Rocket Centre, 1983.
16) Stuhlinger, Ernest and Ordway, Frederick III, ‘Wernher von Braun: Crusader for Space’ p.15, Kreiger Publishing Company, Florida 1994.Foundations for Globally Managing Extraterrestrial Affairs – The Legacy of the Nazi Germany-Extraterrestrial Connection
17) Bergaust, Erik, ‘Wernher von Braun’ , National Space Institute, Washington DC, 1978.
18) Dooling, David, ‘Academic American Encyclopaedia’Grolier Inc 1993.
19) Donefer, Charles, ‘Wernher von Braun: National Hero or Enemy to the World?’ 1996
20) Ibid
21) Buckbee, Edward O., ‘Biographical Data: Wernher von Braun’ Alabama Space and Rocket Centre, 1983.
22) Ibid
23) DeVorkin, David H., ‘Science With A Vengeance: How the Military Created the US Space Sciences After World War II’, Springer-Verlag, New York 1992.
24) Lancaster New Era newspaper, 12th July 1997.
25) Corso, Philip, ‘The Day After Roswell’ Pocket Books, New York 1997
26) Collyns, Robin, ‘Did Spacemen Colonise the Earth?’ , Pelham Books, London 1974.
27) ‘News Europa’ Jan 1959

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

นาซีได้สร้าง UFO ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ........(ตอนที่2)

จากการอ้างถึงข้อมูลต่างๆของการสมคบคิดกับเเบบลับๆของสมาคมในสังกัดของนาซึ่งเกี่ยวข้องกับการพัฒนาจานบินที่มีระบบการบินที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการบินขึ้น (unconventional sauer craft) เช่นสมาคม Vril (Vril Society) ซึ่งถูกต้องสงสัยว่ามีการติดต่อกับอารยธรรมต่างดาวในระบบสุริยะทีมีชื่อว่า อัลเดบาร์ดอน (Aldebardon) ซึ่งได้มีการวางเเผนที่จะพัฒนายานอวกาศที่จะสร้างยานอวกาศเพื่อทำให้พวกเขาสามารถทำการติดต่อกันเเบบตัวต่อตัวได้ ซึ่งเรื่องราวดังกล่าวไม่ยืนยันว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ เเต่ที่เเน่ๆคือมีความเป็นไปได้สูงมากว่ามีกิจกรรมอย่างลับๆเกิดขึ้นในยุโรปกลางในช่วงเวลาดังกล่าว เเละไม่ต้องสงสัยเลยว่าเรื่องที่ทำอยู่นั้นมีความเกี่ยวข้องกับจานบิน โดยในปี 1934 สมาคม Vril ได้ปรากฏว่ามีการพัฒนายานบินที่มีชื่อรุ่นว่า Vril 1 ซึ่งมีระบบขับดันด้วยเเอนติกราวิตี้ ซึ่งในปีนั้นเป็นปีเดียวกับที่ Viktor Schauberger ได้เข้าพบกับท่านผู้นำ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์


ยาน Vril 1

ในเวลานั้นสมาคม Vril ยังถูกต้องสงสัยว่ากำลังพัฒนาอากาศยานชนิดใหม่ ซึ่งยานดังกล่าวมีชื่อว่า RFZ-2 ซึ่งยานนี้มีความยาว 16 ฟุต มีระบบขับดันที่ถูกปรับปรุงให้เหมาะสม ที่น่าสนใจคือเมื่อตอนทำการบินจะมีปรากฏการณ์เรื่องสี (colour effect)

ในปี 1940 ยาน RFZ-2 ได้ถูกบรรจุเข้าสู่ภาระกิจยานลาดตระเวณ เเละมีหลักฐานรูปถ่ายของยานดังกล่าวอย่างชัดเจน เช่นมันถูกถ่ายได้ที่บริเวณใกล้ๆเเอนตาร์คติก้าในปี 1940


ยาน RFZ 2

แต่ RFZ-2 ยังไม่เป็นที่สนใจนัก มีเพียงหน่วย ss เท่านั้นที่ให้ความสนใจกับงานของสมาคม Vril และได้มีการก่อตั้งองค์กรย่อยภายในหน่วย SS ขึ้น ซึ่งมีชื่อว่า SSE-4 เพื่อพัฒนาพลังงานทางเลือกเพื่อเป็นหลักประกันว่าเยอรมันจะไม่ต้องพึ่งพาแหล่งพลังงานจากภายนอกประเทศอันได้แก่ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และได้สร้างจานบินที่มีลักษณะเช่นเดียวกับ RFZ ซึ่งมีชื่อว่า Haunebu หรือ Vril


ในปี 1939 หน่วย SS ได้สร้างจานบินชื่อ RFZ-5 หรือเรียกว่า Haunebu 1 ในเดือน สิงหาคม ปี 1939 มันได้ทำการทดสอบบินและมีหลักฐานยืนยันว่ามันทำงานได้จริง ซึ่งมีทั้งรูปถ่าย และพยานผู้เห็นเหตุการณ์ โดยมันมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 65 ฟุต มีห้องสำหรับผู้โดยสาร ส่วนแบบของยาน Haunebu 2 ที่พบอยู่ในกระดาษเขียนแบบนั้นน่าจะเป็นการออกแบบไว้สำหรับเพื่อการพัฒนาต่อไปในอนาคต



ในวันที่ 17 เมษายน 1945 Miethe ได้เข้าพบฮิตเลอร์พร้อมรายงานถึงการทดสอบ V-7 ซึ่งได้ทำการทดสอบบินเหนือน่านฟ้าทะเลบอลติก ซึ่งเป็นยานบินที่อาศัยหลักการของเฮลิคอปเตอร์ที่ใช้เครื่องยนต์เทอร์โบของ BMW 12 ตัว ในการทดสอบครั้งแรกสามารถบินขึ้นไปที่ความสูง 78,000 ฟุต และในครั้งที่สองบินขึ้นไปได้ที่ 80,000 ฟุต แต่อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีดังกล่าวมาช้าเกินไป ไม่สามารถช่วยให้เยอรมันรอดจากการถูกรุมกินโต๊ะและพ่ายสงครามไปได้ และเมื่อมีข่าวการฆ่าตัวตายของฮิตเลอร์หลุดออกมา จึงถือว่าเป็นการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองอย่างเป็นทางการ



นักวิทยาศาสตร์อีกคนที่นำความรู้ใหม่มาสู่อเมริกาคือ Victor Schauberger แต่ไม่มีหลักฐานแน่นอนว่าเขาได้เข้ากับพรรคนาซีหรือไม่ เขาได้รับการดูและอารักขาอย่างดีในฐานะผู้ร่วมงานเป็นเวลา 6 เดือนในช่วงสิ้นสุดสงครามโลก Dr. Walter Miethe และ Rudolf Schriever ได้เข้าสู่อเมริกาภายใต้ Operation Paperclip แต่เพื่อนร่วมงานของเขาอีกคนหนึ่งคือ Herbermohl คาดว่าได้ตกอยู่ในเงื้อมมือของโซเวียต

ระหว่างที่อยู่ในอเมริกา Miethe ได้ทำงานของเขาต่อในเรื่อง จานบิน โดยในช่วงแรกได้ทำงานให้กับกองทัพอากาศของสหรัฐต่อมาถูกย้ายไปที่ A.V. Roe และบริษัทต่างๆ




ในปี 1959 Jack Judges นักถ่ายรูปอิสระได้นั่งอยู่บนเครื่องบินซึ่งบินอยู่เหนือโรงงานของบริษัทที่ Miethe ทำงานอยู่ซึ่งตั้งอยู่ในแคนดา เขาได้ถ่ายรูปยานที่มีรูปร่างคล้ายจานจอดอยู่บนพื้น
หลังจากรูปถ่ายดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ออกไป ทำให้มีการคาดการณ์กันต่างๆนานาว่าจานบินดังกล่าวเป็นอาวุธลับทางด้านการทหาร และมันอาจเป็นจานบินเดียวกับที่ถ่ายรูปได้บนท้องฟ้าเมื่อปีก่อนก็ได้

ปฏิกิริยาโต้ตอบของกองทัพอากาศต่อการคาดเดาดังกล่าวของประชาชน ทำให้กองทัพเผยแพร่รูปภาพของยานดังกล่าวอย่างเป็นทางการ โดยยานดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า Avro ซึ่งถูกใช้เป็นครั้งแรกในปี 1955

บันทึกของ CIA ในปีนั้นยืนยันว่ายานดังกล่าวเป็นผลงานของนักวิทยาศาสตร์เยอรมันในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 การออกแบบดังกล่าวได้ถูกละทิ้งในทศวรรษที่ 1960 โดยกองทัพอากาศบอกว่ามันยังคงอยู่ในขั้นตอนของการทดลอง ในปี 1990 มันถูกเปิดเผยว่ายานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการลับที่มีชื่อว่า Project Silver Bug ซึ่งเป็นโครงการพัฒนายานให้มี ระบบการขึ้นลงในแนวดิ่ง (vertical take-off and landing, VTOL) เพื่อแก้ไขปัญหาในเรื่องการขาดแคลนรันเวย์ และลดความเสี่ยงต่อการที่รันเวย์ถูกโจมตีและเป็นหลักประกันความมั่นใจว่าจะมียานบินสามารถบินขึ้นต่อสู้ได้ในทุกกรณี

นักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆก็มีชะตาชีวิตที่คล้ายๆกัน ถือถูกนำตัวเข้าสู่อเมริกาในช่วงหลังสงครามโลกและถูกอเมริกาใช้ทำงานในความเชี่ยวชาญของแต่ละบุคคล เช่นงานออกแบบทางวิศวกรรมต่างๆ ในบันทึกของ America’s Aircraft Year Book ได้บอกถึงว่าคนพวกนี้ได้ทำงานให้กับอเมริกามากขนาดไหนที่ Ft. Bliss และ Wright Field ในกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงที่ทำงานอยู่ที่ Wright Field ประกอบด้วย Rudolf Hermann, Alaxander Lippisch, Heinz Schmitt, Helmut Heinrich, Fritz Doblhoff และ Ernst Zundel

Hermann ได้เคยเข้าร่วมโครงการวิจัยที่ Peenemunde Research Station ในเรื่องเกี่ยวกับอากาศพลศาสตร์ ซึ่งที่นี่เป็นสถานที่ที่เป็นต้นกำเนิดของจรวด V-2 ที่ใช้ยิงถล่มเกาะอังกฤษ ด้วยความที่เขาเป็นผู้เชียวชาญด้านความเร็วเหนือเสียง (Supersonics) เขาจึงถูกต้องสงสัยว่าเคยทำงานอยู่ที่อุโมงค์ลมความเร็วเหนือเสียงที่ Kochel ใน Bavarian Alps เขายังเป็นสมาชิกในกลุ่มของโครงการแห่งอนาคตที่ผลักดันโดยฮิตเลอร์ในการสร้างสถานีอวกาศเพื่อใช้ในการเติมเชื้อเพลิงให้กับจรวดซึ่งสถานีอวกาศดังกล่าวโคจรอยู่รอบโลกที่ความสูง 4,000 ไมล์

นักวิทยาศาสตร์ในกลุ่มนี้อีกคนหนึ่งที่น่าสนใจ Dr. Alaxander Lippisch เขาได้ออกแบบยานบินที่ในเวลานักผู้คนมักเข้าใจผิดคิดว่าเป็นจานบิน Lippisch ได้พัฒนาโครงการเป็นจำนวนมากในช่วงก่อนเข้าสู่สงคราม ในเดือนพฤศจิกายน ปี 1944 Lippisch พร้อมกับนักเรียนของเขาได้ร่วมกันสร้างยาน DM-1a delta โดยยานดังกล่าวมีมุมที่ของด้านหน้าของยานกาง 60 องศา โดยยานลำนี้พบว่าภายหลังสามารถทำการบินด้วยความเร็ว 497 ไมล์ต่อชั่วโมงโดยใช้มอเตอร์จรวด ยานดังกล่าวถูกนำลงเรือสู่อเมริกาในช่วงหลังสงครามโลก ยาน DM-1 ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างยานรูป Delta-Wing แก่อเมริกาเช่นยานบิน F-102, F-104

DM-1a delta

Lippisch ได้เข้าร่วมกับบริษัท Collin Radio ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการแก้ไขปัญหาในเรื่องเกี่ยวกับอวกาศยาน ในปี 1966 ได้ก่อตั้ง Lippisch Corporation เขาได้พัฒนา X-113A Aerofoil Boat ก่อนที่จะสิ้นลมหายใจลงในปี 1976 โดยมีอายุรวมได้ 81 ปี ยานอีกชนิดหนึ่งที่ดูมีลักษณะน่าสงสัยว่าเป็นจานบินหรือไม่คือ AS-6 โดยยานนี้ได้ถูกสร้างขึ้นโดย Auther Sack หลังจากได้รับการสนับสนุนและให้กำลังใจโดย Ernst Udet (German’s Air Minister in 1939) โดยการก่อสร้างเริ่มต้นที่บริษัท Mitteldeutsche Moterwerke และสร้างเสร็จที่ Flugplatz-Werkstadtt ซึ่งอยู่ที่ฐานทัพอากาศ Brandis ในช่วงต้นของปี 1944 โดยยานดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จและไม่ได้รับการพัฒนาต่อ

ยานที่มีลักษณะคล้ายกับ AS-6 คือ V-173 ที่ถูกสร้างขึ้นโดยบริษัท Chance-Vought ที่รู้จักกันในชื่อ แพนเค้น (Flying Pancake) V-173 เป็นสิ่งหนึ่งที่ท่านผู้มีอิทธิพลทั้งหลายในอเมริกายอมรับว่าเป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาโดยเยอรมันในระหว่างสงครามโลก มีความเกี่ยวพันกับการเห็น UFO บ่อยครั้งในอเมริกาในช่วงทศวรรษที่ 1940

ทัพเรือสหรัฐได้เผยแพร่ภาพ V-173 ในปี 1947 ซึ่งในช่วงนั้นมีกระแสความตื่นเต้นเรื่อง UFO เนื่องจากมีการพาดหัวข่าวว่ามีจานบินตกและถูกจับได้ที่ Roswell

ในปี 1977 Thomas C. Smith ได้เผยแพร่เรื่องราวของเขาในหนังสือพิมพ์ Lancaster New Eoa ใน Lancaster, Pennslvania ฉบับวันที่ 12 กรกฎาคม 1997 ในบทความกล่าวว่าเขาได้พบเห็นจานบิน แต่มันไม่ใช่ผู้เยี่ยมเยียนจากต่างพิภพ มันเป็นเพียงวิศวกรรมของมนุษยชาติ โดยยานทดสอบจอดอยู่ใน Connecticut Hangar


“โอ้พระเจ้า อะไร?” Smith ในวัย 20 ปีอุทานด้วยความตื่นเต้น ที่มันจอดอยู่ตรงนั้นบนเครื่องค้ำยัน (เขาระลึกความทรงจำในวันนั้น) ยานบินที่เป็นที่กล่าวขวัญรูปจานทรงรีมีความกว้าง 40 ฟุต ลอยตัวนิ่งอยู่สูงจากพื้น 10 ฟุต แล้วบินจากไป การขับเคลื่อนของมันใช้ใบพัดคู่ ส่วนนักบินอยู่ในห้องคนขับ ตอนนี้ Smith ในวัยเกษียณอายุราชการ 72 ปี ได้รำลึกความหลังเนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีของตำนานแห่ง Roswell ยานลำที่ตกจะเป็นยานลำเดียวกับที่เขากล่าวอ้างว่าเคยเห็นที่ hangar ดังกล่าวหรือไม่ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่ที่แน่ๆเขามีความเช่นว่าปรากฏการณ์ UFO ที่คนอเมริกันส่วนใหญ่เห็นล่องลอยอยู่บนท้องฟ้า แท้ที่จริงน่าจะเป็นวิศวกรรมของมนุษยชาติเอง

ในช่วงเวลาที่ Smith เพิ่งจบการศึกษาสาขาวิศวกรรมเครื่องกลจาก Penn State University เขาได้ทำงานให้กับบริษัท Chance-Vought Aircraft ใน Stratford, Conn ซึ่งได้สร้างเครื่องบินให้กับทัพเรือของอเมริกา ในขณะนั้นเขากำลังทดสอบวัสดุคอมโพสิทที่เกิดจากการนำแผ่นเหล็กสองแผ่นมาประกบกับแผ่นไม้ลักษณะเป็นแซนวิช

เขากล่าวว่าเขามีความกระเหี้ยนกระหือรืออยากรู้ว่าจะมีสิ่งใดบางที่สามารถสร้างโดยใช้งานวัสดุทดสอบชนิดนี้ได้ ครั้งหนึ่งอาจารย์ที่ปรึกษาของเขาได้พาเขาไปที่ hangar ลับแห่งหนึ่งของทางรัฐบาลเพื่อแสดง เจ็ทรุ่นใหม่ให้เขาดู แต่เขากลับสนใจยานบินอีกลำที่อยู่ใน hangar ซึ่งมีลักษณะเป็นจานบินที่สร้างจากวัสดุที่เขากำลังทดสอบอยู่

ยานบินดังกล่าวมีสีกากี มีความหนา ไม่กี่นิ้วที่ขอบ และมีความหนา 2 ฟุตที่ห้องคนขับ และมีหน้าต่างรูปฟอง (bubble window)สำหรับมองเพื่อให้นักบินสามารถมองไปข้างหน้าและมองลงไปที่พื้นได้ ยานบินลำนี้มีสองใบพัด และหางเสือสองอันที่ตูด Smith ได้กลับมาที่นั่นในตอนดึกเพื่อดูการทดสอบการบิน เขากล่าวว่าจานดังกล่าวสามารถบินขึ้นในแนวดิ่งจากนั้นก็ลอยหายไป
“มันยกตัวขึ้นจากพื้นแล้วก็ลอยหายไปในความมืด” เขากล่าว และหลังจากนั้นก็มีข่าวรายงานการเห็น UFO ในพื้นที่บริเวณดังกล่าว ในปีที่เขาลาออกจากบริษัท Chance-Vought ในปี 1947 บริษัทได้ย้ายโรงงานไปอยู่ที่เท็กซัส ซึ่งเป็นบริเวณที่มีสภาวะที่เหมาะสมต่อการทดสอบการบินมากกว่า ซึ่งในปีที่บริษัทย้ายโรงงานไปอยู่ที่เท็กซัสก็เป็นปีเดียวกับที่มีข่าวจานบินตกที่ Roswell ช่างเป็นเรื่องที่บังเอิญอะไรเช่นนี้

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

นาซีได้สร้าง UFO ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ........(ตอนที่1)

นาซีได้สร้าง UFO ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ........
เยอรมันได้พัฒนาเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยในระหว่างช่วงก่อนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นเรื่องราวที่ได้มีการเผยแพร่ออกสู่สาธารณะ ดังที่ ท่าน Sir Roy Feddon หัวหน้าปฏิบัติการของ Technical Mission to Germany for Ministry of Aircraft Production ได้กล่าวในปี 1945 ว่า
ผมได้พบว่าพวกเขากำลังทำการออกแบบและวางแผนการบางอย่าง และเชื่อเป็นอย่างยิ่งถ้าพวกเขาสามารถยืดระยะของสงครามออกไปได้อีกสักหนึ่งเดือนหรือมากกว่า เราจะได้เผชิญหน้ากับอากาศยานที่ล้ำสมัยที่น่าสะพรึงกลัว
เป็นความโชคดีของเหล่าทหารอากาศของผ่ายพันธมิตรที่ฮิตเลอร์ได้กำหนดไว้ว่าอากาศยานชนิดนี้ควรจะเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดแทนที่จะเป็นเครื่องบินขับไล่ทำให้ทหารฝ่ายพันธมิตรรอดพ้นจากความตายเป็นจำนวนมาก
Henrich Focke มีความเกี่ยวข้องกับการออกแบบออกแบบและสร้างแบบจำลองเครื่องบิน Fw6, Fa223, Fa226, Fa283 และ 284 ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาได้ออกแบบระขับดัน (Propulsion System) ที่รู้จักกันในชื่อของ Turbo Shaft ซึ่งยังคงถูกใช้มากในเฮลิคอปเตอร์ในปัจจุบัน จากการใช้เทคโนโลยีชนิดนี้ Focke สามารถออกแบบเครื่องบินที่สามารถบินขึ้นลงในแนวดิ่ง (Vertical take-off aircraft)
ในปี 1939 Focke ได้สิทธิบัตรของยานบินรูปจานซึ่งประกอบด้วยโรเตอร์แฝด (twin rotor) ซึ่งสามารถอธิบายได้ดังนี้ “นอซเซิลของไอพ่นจะถูกติดอยู่ที่ท้ายของเครื่องยนต์แต่ละเครื่อง เมื่อเชื้อเพลิงถูกใส่เข้ามาที่ห้องเผาไหม้ห้องเผาไหม้จะส่งแก๊สร้อนผ่านนอซเซิลเพื่อสร้างแรงขับดันในแนวขนานกับพื้นโลก (horizontal)”
Cruise missile ถูกใช้ครั้งแรกโดยเยอรมันแห่งไรช์ที่ 3 ซึ่งมีชื่อว่า V-1 ซึ่ง V-1 ถูกปล่อยออกจากเยอรมันข้ามช่องแคบอังกฤษเข้าสู่เกาะอังกฤษ และต่อมาเยอรมันได้พัฒนาจรวดขีปนาวุธชื่อ V-2 ซึ่งเป็นต้นแบบของระบบขีปนาวุธข้ามทวีปที่ใช้ขู่กันกันสงครามเย็นระหว่างอเมริกากับโซเวียต ซึ่งครั้งนั้นตึงเครียดมาก เพราะเป็นจรวดขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ คาดว่าถ้ามีการยิงใส่กันเกิดขึ้นป่านนี้มนุษย์คงสูญพันธุ์ไปแล้ว จรวด V-2 สามารถเคลื่อนที่ในระยะทาง 225 ไมล์ด้วยความเร็วห้าเท่าของความเร็วเสียง อีกทั้งเยอรมันยังได้พัฒนาเครื่องบินขับไล่ชื่อ ME 163 แต่ยังไม่ได้ใฃ้ในภารกิจใด มันเป็นเครื่องบินลำแรกที่สามารถบินด้วยความเร็วมากกว่า 600 ไมล์ต่อชั่วโมง
นี่เป็นเพียงบางเทคโนโลยีที่เราสามารถรู้ได้ แต่อย่างไรก็ตามเยอรมันยังมีเทคโนโลยีที่ลึกล้ำกว่านั้นที่ปิดซ่อนไว้อยู่ และในปี 1944 เทคโนโลยีดังกล่าวได้รับการเปิดเผยเป็นครั้งแรกเมื่อ New York Time ฉบับวันที่ 14 ธันวาคมได้รายงานว่า ลูกบอลลอยได้ (Floating Mystery ball) เป็นเทคโนโลยีทางด้านอาวุธชนิดใหม่ของเยอรมัน
Supreme Headquarters, Allied Expeditionary Force, Dec 13 – A ได้รายงานว่าได้พบกับอาวุธชนิดใหม่ของเยอรมัน มันเป็นวัตถุสีเงินรูปร่างเป็นทรงกลมลอยอยู่กลางอากาศอยู่เหนือดินแดนแดนของเยอรมัน วัตถุดังกล่าวบางครั้งพบอยู่ก้อนเดียวบางครั้งก็พบเป็นกลุ่มบางครั้งพวกมันมีลักษณะกึ่งโปร่งแสง
มีรายงานจากนักบินที่มีความชำนาญจาก 415th Night Fighter Squadron ว่าภายใต้ปฏิบัติการการบินเหนือ Hagenau ประเทศเยอรมันในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 1945 ในเวลาหกโมงเช้า ที่ความสูงหนึ่งหมื่นฟุต นักบินมองไปที่เรดาร์ของเขาพบว่ามีก้อนแสงสว่าสีส้มใหญ่ได้ลอยไต่ระดับมาหาเครื่องบินของพวกเขาอย่างรวดเร็วทันทีที่มันมาถึงระดับความสูงของเครื่องบินพวกมันก็บินลอยอยู่บนปีกของเครื่องบิน เขาจึงพยายามเร่งความเร็วของเครื่องบินอย่างเต็มที่เท่าที่จะทำได้ แต่ก้อนวัตถุเรืองแสงดังกล่าวก็ยังคงบินตามมา เป็นเวลาสองนาทีแสงดังกล่าวก็เร่งความเร็วจากไป
วัตถุประสงค์ของวัตถุดังกล่าวยังคงเป็นสิ่งที่ไม่อาจเข้าใจได้ พวกมันมาเพียงแค่เพื่อบินตามเครื่องบินรบของฝ่ายพันธมิตร แต่ไม่มีการยิงแต่อย่างใด มันทำเช่นนั้นเพื่ออะไร ฝูงบินเรืองแสงลึกลับดังกล่าวถูกเรียกว่า Foo Fighter ในการสงครามเชื่อว่ามันเป็นสิ่งประดิษฐ์นววัตกรรมใหม่ของฝ่ายศัตรู ที่มีวัตถุประสงใช้งานมันเป็นยานสอดแนม จนถึงทุกวันนี้เราไม่ทราบว่าเทคโนโลยีนี้มาจากที่ใด แต่ที่แน่ๆมันไม่ใช่เทคโนโลยีของฝ่ายพันธมิตรอย่างแน่นอน
ในช่วงสงครามโลก ทั้งสองฝ่ายทั้งพันธมิตรและฝ่ายอักษะต่างรู้ถึงในศักยภาพของการรบทางอากาศของกันและกันเป็นอย่างดี และรู้เป็นอย่างยิ่งว่าหนทางที่จะลดทอนศักยภาพของกองทัพอากาศของแต่ละฝ่ายก็คือการทำลายรันเวย์ ดังนั้นการพัฒนาอากาศยานที่สามารถบินขึ้นได้โดยไม่ใช้รันเวย์จึงเป็นทางออกสุดท้ายในการเอาตัวรอด ดังเช่นที่ Focke ได้ออกแบบไว้ แต่อย่างไรก็ตามยานบินดังกล่าวได้ถูกนำออกมาแสดงให้เห็นเพียงแค่ก่อนสงครามโลกจะจบลง แต่อย่างไรก็ตามความขัดแย้งก็ได้เกิดขึ้น เนื่องจากหลักฐานที่เป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์มีเหลืออยู่น้อยเกินไป และไม่เพียงแต่ประวัติศาสตร์บางส่วนเกี่ยวกับสงครามโลกในช่วงสุดท้ายที่หายไปเท่านั้น แต่ยังมีบางส่วนที่ถูกแต่งแต้มเติมสีสันในส่วนที่หายไปดังกล่าวนี้โดยนักเขียนนิยายเกี่ยวกับจานบินนาซี
การเรียบเรียงข้อเท็จจริงจากนิยายต่างๆจากเมื่อ 50 ปีที่ผ่านมานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เราจำเป็นต้องพิจารณาข้อมูลต่างๆที่ยังไม่ทราบที่มาที่ไปอย่างละเอียดถี่ถ้วน และเมื่อจิ๊กซอทั้งหมดประกอบเข้าด้วยกัน ความเป็นไปได้เกี่ยวกับเรื่องราวของเทคโนโลยีจานบินนาซีจึงได้เริ่มขึ้น
บุคคลหนึ่งที่อ้างว่าตนเองได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาจานบินให้กับนาซีเยอรมันซึ่งเมื่อก่อนได้ทำงานเป็นกัปตันและผู้ออกแบบเครื่องบินให้กับ Luftwaffe Flight เขาผู้นั้นคือ Rudolf Schriever
เรื่องนี้ได้ปรากฏครั้งแรกในแมกาซีน Der Spiegel ฉบับวันที่ 30 มีนาคม 1950 ในบทความที่มีชื่อว่า Untertassen-Flieger Kombination กล่าวว่า
ในปีช่วงทศวรรษที่ 1940 วิศวกรทั่วโลกได้ทำการทดลองเกี่ยวกับจานบิน ซึ่งทำให้อเมริกาสามารถสร้างได้ 1 ลำโดยใช้เวลา 6-9 เดือน เขากล่าวว่าเขาได้ทำ blueprints ซึ่งเป็นเอกสารที่เป็นความลับเกี่ยวกับจักรกลชนิดนี้ ซึ่งเขาเรียกมันว่า Flying top ก่อนการล่มสลายของอาณาจักรเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่สอง blueprint ได้ถูกขโมยไปจากห้องแล็ปของเขา เขากล่าวว่า เครื่องจักรกลดังกล่าวสามารถบินทำความเร็วได้ถึง 2,600 ไมล์ต่อชั่วโมง ในระยะทาง 4,000 ไมล์ จากนั้น Schriever ได้กลายมาเป็นบุคคลในกองทัพอเมริกันอยู่ที่ Bremerhaven
คำกล่าวอ้างของเขาได้ถูกนำกลับมาพูดคุยอีกครั้งในปี 1975 เมื่อ Luftfarth International Report ได้เขียนว่าภายหลังจากที่ Schriver ได้เสียชีวิตลงในช่วงปลายของทศวรรษที่ 1950 เอกสารต่างๆที่เป็นของเขาได้ถูกนำมาเปิดเผย ซึ่งล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับจานบิน เช่นภาพสเก็ตของแบบจานบินต่างๆ รวมถึงการคำนวณ
นักวิจัยชื่อ Bill Rose ได้พบว่า Schriever นั้นมีความเกี่ยวข้องกับนักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆอีกได้แก่ Klaus Habermohl และ Giuseppe Belluzzo (วิศวกรชาวอิตาเลี่ยน) และอีกคนก็คือ Dr. Walter Miethe จากการศึกษาวิจัยของ Rose พบว่า Miethe ได้เป็นผู้อำนวยการของโครงการจานบินในสองโรงงานซึ่งมีที่ตั้งอยู่ที่นอกเมือง Prague เรามีข้อมูลเกี่ยวกับงานของ Miethe น้อยมาก แต่ดูเหมือนว่าเขาจะรู้จักกับ Wernher vo Brau เนื่องจากมีรูปถ่ายด้วยกันในปี 1933
แต่ที่แน่นอนเราทราบว่านักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งที่มีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับการสร้างจานบินคือ Viktor Schauberger ซึ่งเขาได้ทดสอบทำการบินหนึ่งครั้งในปี 1945 ในบริเวณที่อยู่ใกล้ๆกรุงปราก ซึ่งสอดคล้องกับคำกล่าวอ้างของ Schriever
การทดลองกับต้นแบบของเขานั้นเกี่ยวข้องกับศาสตร์แห่งการลอยตัวอยู่ในอากาศ (levitation) เขาเกิดในปี 1885 คนส่วนใหญ่ในโลก แม้กระทั่งอาจารย์ของเขามองเขาว่าเป็นบุคคลวิกลจริต ที่วันๆเอาแต่นั่งอยู่ในป่า นั่งจองมองแม่น้ำลำธาร และการหมุนวนในอากาศ
เขาได้มีข้อโต้เถียงว่า เทคโนโลยีที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้เป็นรูปแบบเทคโนโลยีที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งมันเป็นเทคโนโลยี่อาศัยหลักของเอนโทรปี (Entropy) ซึ่งกล่าวว่าการเคลื่อนที่ส่วนใหญ่จะมีแนวโน้มไปสู่รูปแบบที่ไร้ระเบียบมากยิ่งขึ้น เช่นแก้วน้ำที่ยังอยู่รูปของแก้วน้ำย่อมมีเอนโทรปีน้อยกว่าแก้วดังกล่าวที่ตกลงสู่พื้น แต่อย่างไรก็ตาม ดังนั้นรูปแบบทั่วไปของการกำเนิดพลังงานในยุคปัจจุบันอาศัยกลไกของการระเบิดและการแตกตัวของอะตอมเป็นสำคัญ แต่ Schsuberger มีความเชื่อว่าการสร้างพลังงานควรจะเป็นไปในรูปแบบของการเคลื่อนที่เข้าสู่ภายใน ในลักษณะหมุนวนให้เกิดความเย็น (inward-moving cold-generating centripetal motion)
อีกทั้ง Schauberger ยังได้ผลิตพลังงานไฟฟ้าจากเทอร์ไบน์ดูด (Suction Turbine) ที่มีลักษณะเฉพาะตัว โดยอาศัยหลักการของการระเบิดเข้าสู่ภายใน (implosion principle) และภายหลังได้พัฒนาระบบขับดันโดยอาศัยหลักการเดียวกันโดยใช้สารทำงานเป็นอากาศ
ต่อมางานของเขาได้เป็นที่สนใจของฮิตเลอร์อย่างมาก ลูกชายของเขากล่าวถึงการพบกันระหว่างพ่อกับฮิตเลอร์ว่า: ในเดือนมิถุนายน 1934 พ่อได้ถูกเชิญโดยท่านผู้นำแห่งอาณาจักรไรช์ที่ 3 เพื่อให้พ่อไปพูดคุยเกี่ยวกับงานของเขา ฮิตเลอร์ต้องการทราบถึงการค้นพบของเขา ความเป็นไปได้สำหรับการประยุกต์ใช้ในแง่มุมต่างๆ และแผนการที่ยิ่งใหญ่ของเขา และพ่อได้ตอบท่านผู้นำไปว่า ผมกำลังค้นหาเทคโนโลยีใหม่ที่กลมกลืนกับความเป็นธรรมชาติ ซึ่งนั่นเป็นแผนการที่แท้จริงสำหรับผม
ฮิตเลอร์ต้องการให้ Schauberger เป็นที่ปรึกษาในการสร้างอากาศยานชนิดใหม่ที่สามารถลอยขึ้นสู่อากาศได้โดยไม่ต้องอาศัยการเผาไหม้เชื้อเพลิง แนวความคิดสำหรับอากาศยานชนิดใหม่นี้อยู่บนหลักการของการค้นพบของ Schauberger เมื่อไม่กี่ปีก่อนเกี่ยวกับการสร้างโซนที่มีความดันต่ำในระดับอะตอม (Low Pressure zone at atomic level) นักวิทยาศาสตร์อ้างว่าได้ทำสำเร็จในแล็ปทีในเครื่องยนต์ต้นแบบที่มีการหมุนควงอากาศหรือน้ำตามแนวรัศมีและเส้นรอบวงเข้าสู่ศูนย์กลางที่อุณหภูมิต่ำๆ Schauberger ได้เรียกแรงดังกล่าวว่า diamagnetic levitation power และเขาได้หมายเหตุว่าธรรมชาติได้ปฏกิริยาตรง (direct) และผลสะท้อนกลับของปฏิกิริยา (reactionary) แรงดูดในการสร้างการเคลื่อนไหวของสภาพอากาศ และเสถียรภาพของฟิวชันในดวงอาทิตย์
นาซีได้ส่งมอบทีมนักวิทยาศาสตร์ให้กับ Schauberger เพื่อช่วยเหลือเขาในการทำงาน แต่ Schauberger ได้ขอกับนาซีว่าถ้าต้องการให้งานสำเร็จลุล่วงกรุณาปฏิบัตรต่อเขาเยี่ยงอิสระชน ไม่ใช่นักโทษจองจำของนาซี ในระหว่างการทำงานสำนักงานปฏิบัติการวิจัยของเขาที่อยู่บนภาคพื้นดิน ที่ทำงานอของเขาได้ถูกบอมบ์และพวกเขาทั้งหมดได้ถูกย้ายไปที่ Leonstein และแล้วจานบินที่สมบูรณ์แบบของพวกเขาก็ได้ถูกสร้างเสร็จซึ่งถูกให้กำลังโดยเทอร์ไบน์ของ Schauberger ซึ่งเหวี่ยงอากาศในลักษณะ twisting type of oscilation (อันนี้ข้าพเจ้าไม่รู้จะสื่อเป็นไทยอย่างไร ประมาณว่า หมุนๆสั่นๆในเวลาเดียวกันแล้วกัน) ผลลัพธ์ก็คือมันสร้างพลังงานที่เข้มข้นรุนแรงทำให้เกิดการลอยตัวขึ้น และต่อมาต้นแบบของอากาศยานที่รู้จักกันในชื่อ Belluzzo-Schriever-Miethe Disks ซึ่งเป็นเครื่องจักรกลรูปทรงจานเส้นผ่าศูนย์กลาง 22 ฟุต โดยอากาศยานชนิดนี้สามรถทำการบินด้วยความเร็ว 2,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และได้มีการวางแผนเพื่อที่จะทำให้มันบินด้วยความเร็วมากถึง 4,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในปี 1945 มันสามารถทำการบินไต่ระดับในแนวดิ่งด้วยความเร็ว 1,300 ไมล์ต่อชั่วโมงขึ้นไปที่ความสูง 40,000 ฟุต ในเวลาน้อยกว่าสามนาที
--------------------------------------------------------------------------
หนังสือแนะนำเกี่ยวกับ Victor Schauberger ที่น่าสนใจ

คำอธิบายหนังสือ

นักธรรมชาติวิทยา Viktor Schauberger (1885-1958) เป็นบุคคลที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลกว่าช่วงเวลาที่เขามีชีวิตอยู่ จากข้อมูลที่ได้จากการสังเกตที่ไม่ธรรมดาของเขาเกี่ยวกับธรรมชาติของโลก เขาเป็นผู้บุกเบิกในเรื่องความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับเรื่องที่ว่าธรรมชาติทำงานอย่างไร เขาเป็นผู้เห็นกาลล่วงหน้าจากการคิดวิเคราะห์ ไม่ใช่นั่งเทียน และพยายามที่จะเตือนพวกเราเกี่ยวกับสภาวะแวดล้อมที่เป็นพิษ และปัญหาขาดแคลนพลังงานที่กำลังเกิดขึ้นในยุคของเรา
หนังสือเล่มนี้ได้อธิบายและพรรณนาวิสัยทัศน์และมุมมองของ Schauberger ในภาษาที่เป็นปัจจุบัน และเข้าใจง่าย มุมมองที่โดดเด่นของเขามีหลายเรื่อง ได้แก่ น้ำเสีย ป่าไม้ถูกทำลาย การเปลี่ยนแปลงแบบเฉียบพลันของสภาวะแวดล้อม รวมถึงพลังงานทดแทน ซึ่งเขาได้บอกเป็นนัยว่าเราควรจะแก้ปัญหานี้เช่นไรเพื่อเป็นการดำรงไว้ซึ่งแหล่งทรัพยากรและธรรมชาติที่ดีของโลกให้คงอยู่สืบไป

--------------------------------------------------------------------------

ในปี 1956 ‘Das Neue Zeitalter’ ได้เขียนว่า Viktor Schauberger คือผู้ประดิษฐ์และค้นพบพลังงานขับเคลื่อนชนิดใหม่ ซึ่งใช้เพียงแค่อากาศและน้ำเท่านั้นในการสร้างแสงสว่าง ความร้อนและการเคลื่อนที่ รายงานที่ได้แถลงออกไปนั้นได้รายงานว่าจานบินไร้คนบังคับ (unmanned flying disc) ได้ถูกทดสอบเป็นครั้งแรกในปี1945 ในบริเวณใหล้กรุงปราก ซึ่งสามารถลอยตัวในอากาศโดยปราศจากการเคลื่อนไหวโดยกลไกภายนอก สามารถเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้เร็วพอๆกับเคลื่อนที่ไปข้างหลัง และมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 50 เมตร

มีผู้พบเห็นรายอื่น ได้สนับสนุนว่าได้พบเห็นการณ์เช่นนี้ก่อนหน้านี้อีก กล่าวคือจากการสัมภาษณ์ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 1954 Geoge Klein ได้กล่าวว่า เขาได้พบเห็นจานบินทดสอบในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 1945 โดยอากาศยานดังกล่าวสามารถไต่ไปที่ระดับความสูง 30,000 ฟุตในเวลาเพียงแค่สามนาที และสามารถทำการบินด้วยความเร็วหลายร้อยไมล์ต่อชั่วโมง

ในการสัมภาษณ์นี้ Klein ได้ให้ข้อมูลไกลออกไปอีกเกี่ยวกับโครงการการพัฒนาจานบิน บางส่วนของงานได้ทำที่ Peenemunde ซึ่งเป็นสถานที่ที่ใช้ในการสร้างจรวด V-2 และที่นั่น Wernher von Brau เป็นผู้อำนวยการ Klein ยังกล่าวว่า การสร้างเสถียรภาพของอากาศยาน สามารถทำได้โดยใช้ ไจโรสโคป ซึ่งเป็นเทคนิคเดียวกันกับที่ใช้ในการควบคุมและรักษาเสถียรภาพของจรวด V-2 ภายหลังงานวิจัยได้ถูกย้ายไปที่ Mittlewerke ซึ่งเป็นโรงงานวิจัยที่ถูกสร้างขึ้นในใต้ดิน อยู่ใกล้ๆกับ Nordhausen ในเทือกเขา Harz

ในช่วงต้นของสงครามโลกมีหลายฝ่ายของทางด้านพันธมิตรที่ไม่เชื่อว่าเยอรมันมีอาวุธลับที่ร้ายกาจ จนกระทั่งอเมริกาแสดงท่าทีวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องราวดังกล่าว และท้ายที่สุดพบว่าฮิตเลอร์ไม่เพียงแต่มีอาวุธลับที่ร้ายกาจแต่เขายังมีสิ่งที่เราเรียกในปัจจุบันว่า UFO หรืออากาศยารูปทรงคล้ายจานที่ไทยบ้านเรียกว่า จานบิน

ทางด้านเยอรมันได้ทำการทดสอบจานบินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มันมีความสามารถในการทำการบินด้วยความเร็ว 1,200 ไมล์ต่อชั่วโมง สามารถขึ้นลงในแนวดิ่ง เปลี่ยนวิถีการบิน 90 องศา คล้ายกับเฮลิคอปเตอร์ และมีความล้ำสมัยกว่ากองกำลังของฝ่ายพันธมิตรเป็นอย่างมาก และประการที่สอง เราทราบว่าจานบินของเยอรมันสามารถเพิ่มความเร็วในการทำการบินได้เท่ากับ 2,500 ไมล์ต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นสองเท่าของจาบินอันแรก ไม่เพียงแต่เป็นต้นแบบของอากาศยานชนิดใหม่ จานบินดังกล่าวยังได้ติดอาวุธเลเซอร์ที่มีความสามารถในการยิงทะลุเกราะได้หนากว่า 4 นิ้ว จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งของฝ่ายพันธมิตรที่จะต้องร่วมมือกันในการทำให้เยอรมันแพ้สงครามให้ได้ เพราะพวกเขามีอาวุธที่ร้ายกาจเหลือเกิน และอาจเป็นภัยต่อความสงบสุขของโลกในภายภาคหน้า หากพวกเขาเป็นฝ่ายชนะสงคราม (นั่นเป็นความคิดของพวกพันธมิตรในครั้งนั้น)

นักฟิสิกส์บัลกาเรี่ยนชื่อ Vladimir Terziski ได้เขียนกี่ยวกับจานบินลึกลับของนาซีไว้ว่า “จากคำกล่าวอ้างของ Renato Vesco… เยอรมันได้สร้างความร่วมมือที่ยิ่งใหญ่ในการสร้างอาวุธที่มีความล้ำหน้าสูงกับพันธมิตรของพวกเขาคืออิตาลีในระหว่างสงคราม ที่โรงงานของบริษัทรถยน Fait ซึ่งตั้งอยู่ที่ทะเลสาบ La Garda ที่โรงงานแห่งนี้มีการตั้งชื่อว่า Air Marshall Hermann Göring โดยที่อิตาลีได้ทำการทดลองเกี่ยวกับอาวุธที่มีความล้ำสมัยมากมายอันได้แก่ จรวด เครื่องบิน ซึ่งได้ถูกสร้างในเยอรมัน ในลักษณะเช่นเดียวกัน เยอรมันได้มีการติดต่อทางด้านการทหารญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด และได้มีการสนับสนุนญี่ปุ่นด้วยเครื่องไม้เครื่องมือและเทคโนโลยี่ที่ล้ำสมัย เขาพบจากรูปภาพตัวอย่างที่ได้บันทึกรูปของจรวด V-1 ที่ถูกผลิตขึ้นในญี่ปุ่นโดยบริษัทมิตซูบิชิ และเครื่องบินขับไล่ที่ดีที่สุดในโลกเวลานั้นคือ Dormier-335 ได้ถูกสร้างเลียนแบบที่โรงงานใน Kawashima

วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552


Question about promoting: One Stop Shopping Initiative for NASA Internship/Fellowship Opportunities‏
From:NASA Education (education@nasa.gov)
Sent:Thursday, November 05, 2009 5:22:56 AM
To: sujatewanchat@hotmail.com
------------------------------------------------------------------------------------------------
The NASA Office of Education, Higher Education Program, solicits proposals in response to the One Stop Shopping Initiative (OSSI) for NASA Internship/Fellowship Opportunities: (1) Business Management and (2) Broker-Facilitator Corps announcements. The selected proposers will support a NASA-wide integrated application, selection and placement system for student engagement in STEM research, aerospace education and the space exploration workforce pipeline. Students will visit one website to submit one application for all NASA internship/fellowship opportunities.The selected Business Management organization will provide programmatic management for the OSSI system and work in partnership with the other four strategic partners (OSSI System Administrator, OSSI Broker-Facilitator Corps, NASA Education, and NASA Office of Human Capital Management). NASA Office of Education provides oversight for the OSSI system.Broker-Facilitator Corps proposers must historically serve as an advocate for one of the following institution types: Hispanic Serving Institutions (HSI), Predominately White Institutions (PWI), Predominately Black Institutions (PBI), including Historically Black Colleges and Universities (HBCU), or Tribal Colleges and Universities (TCU). A single organization for each institution type will be selected as a member of the Corps and serve as a culturally competent expert. The Corps will focus on designing and implementing recruitment, retention, and career development strategies that broaden the diversity of institution types and number of high performing participants in NASA's internship and fellowship application pool.The two solicitations may be accessed through the NASA Solicitation and Proposal Integrated Review and Evaluation System (NSPIRES) at:

Applications Due This Month for Upcoming NASA Opportunities for High School and College Students‏

Applications Due This Month for Upcoming NASA Opportunities for High School and College Students‏
From:NASA Education (education@nasa.gov)
Sent:Wednesday, November 04, 2009 10:35:10 PM
To: sujatewanchat@hotmail.com

-------------------------------------------------------------------------------------------------

2010 Texas High School Aerospace Scholars

The Texas High School Aerospace Scholars program is an interactive, online learning experience. It is highlighted by a six-day internship where selected students are encouraged to study math, science, engineering or computer science by interacting with engineers at NASA’s Johnson Space Center in Houston.

The Texas High School Aerospace Scholars program is open to high school juniors throughout Texas. Applicants must be U.S. citizens and have access to the internet.

The application deadline is Nov. 13, 2009.

For additional information on the program and to apply online, visit
http://aerospacescholars.jsc.nasa.gov/HAS/. Questions about this opportunity should be directed to jsc-aeroscho@mail.nasa.gov .


NASA’s DEVELOP Program -- 2010 Spring Session

The DEVELOP program is a NASA Science Mission Directorate Applied Sciences program that fosters the training and development of students in the atmospheric and Earth sciences. The DEVELOP program extends the application of NASA Earth science research and technology to meet societal needs.

Students conduct projects that focus on the practical application of NASA’s Earth science research and demonstrate how results can benefit partner organizations and local communities. Advisors and mentors from NASA and partner organizations provide the guidance and support for the program. Students gain experience by using NASA science and technology in a professional setting.

Students from high school through doctoral levels are chosen in a competitive application process. The selected students work on teams at eight locations nationwide. Activities are conducted during three 10-week terms per year: summer, fall and spring.

Applications for the spring 2010 session are due Nov. 30, 2009.

For more information about this unique internship opportunity, please visit the DEVELOP Web site at
http://develop.larc.nasa.gov.


2010 CanSat Competition for University Students

Applications are currently being accepted for the 2010 CanSat Competition.

This annual competition is open to university and college students from the United States, Canada, Mexico and Europe. Teams of three to 10 students must design and build a space-type system called a CanSat. Each CanSat is the size of a soda can and must be built according to the specifications released by the competition organizing committee. Participants are involved in the end-to-end life cycle of a complex engineering project, from conceptual design, through integration and test, actual operation of the system, and the conclusion with a post-mission summary and debriefing.

All teams entering the CanSat competition are required to have a faculty adviser. The faculty adviser will oversee and be responsible for the conduct of the team at all times during the competition and is strongly encouraged to accompany the team to the competition.

Applications are due Nov. 30, 2009.

For more information about the competition and to download the application, visit
http://www.cansatcompetition.com/. Questions about this competition should be directed to questions@juno.nrl.navy.mil.

Note: You received this message due to your subscription to the NASA Education EXPRESS mailing list. If you wish to unsubscribe, go to
http://www.nasa.gov/education/express and follow the instructions.------NASA Educationhttp://www.nasa.gov/education