Power of The Black Sun

" Let the future tell the truth, and evaluate each one according to his work and accomplishments. The present is theirs; the future, for which I have really worked, is mine. "

"ให้อนาคตเป็นเครื่องบอกความจริงของคนๆหนึ่ง โดยพิจารณาจากสิ่งที่คนๆนั้นทำเเละความสำเร็จที่คนๆนั้นได้รับ ปล่อยให้ปัจจุบันเป็นเรื่องของพวกเขา ส่วนอนาคต ซึ่งผมตั้งใจทำมันอย่างจริงจัง คืองานของผม "
............................................................................................

วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ชีวประวัติของเวอร์เนอร์ ฟอน บราวน์ (Wernher von Braun)

เวอร์เนอร์ ฟอน บราวน์ (Wernher von Braun)


ดูวีดีโอประกอบ มี 3 VDO อีกสองอันจะเอาไว้บล็อกหน้า




เวอร์เนอร์ ฟอน บราวน์ เกิดที่ Wirsitz (Wiyzysk) ซึ่งเป็นจังหวัดหนึ่งของ Posen ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งขอจักรวรรดิติเยอรมัน และครอบเครัวของบราวน์มีลูกชายสามคนโดยบราวน์เป็นลูกชายคนที่สอง พ่อของเขาชื่อ Magnus Freiherr von Braun (1877-1972) อยู่ในหน่วยงานทางด้านการเกษตรแห่งรัฐบาลไวมาร์ (Weimar Republic) แม่ของเขาชื่อ Emmy von Quistorp (1886-1959) สืบเชื้อสายมาจากชนชั้นกลางของยุโรป ภายหลังแม่ของบราวน์ได้ซื้อกล้องโทรทัศน์ให้ ทำให้เขาได้มีโอกาสพัฒนาความสามารถทางด้านดาราศาสตร์ หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 Wyrzysk ได้กลับคืนสู่การปกครองของโปแลนด์ ครอบครัวของบราวน์จึงจำเป็นต้องย้ายกลับสู่เยอรมันเหมือนกับครอบครัวอื่นๆที่ประสบชะตากรรมเดียวกัน ครอบครัวของเขาได้ย้ายไปอยู่ที่เบอร์ลิน เมื่อบราวน์มีอายุได้ 12 ปี เขาได้รับแรงบันดาลจากการบันทึกความเร็วโดย Max Valier และ Fritz von Opel เป็นเหตุให้เขาสร้างวีรกรรมทำให้เกิดการระเบิดบนถนนที่เต็มไปด้วยผู้คน เขาถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและถูกปล่อยตัวเมื่อพ่อของเขาไปประกันตัวออกมา
ฟอน บราวน์เป็นนักดนตรีสมัครเล่นที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งสามารถเล่นเพลงที่แต่งโดย Bethoven และ Bach ได้จากความจำทั้งหมด ตอนแรกบราวน์ได้ศึกษาการเล่นเชลโลและเปียโนและต่อมาเขาต้องการที่จะเป็นนักแต่งเพลง เขาได้ศึกษาการแต่งเพลงจากนักแต่งเพลงชื่อดังชื่อ Paul Hindemith ผลงานการแต่งเพลงของฟอน บราวน์ในช่วงวัยเด็กชวนให้รำลึกถึงสไตล์เพลงของ Hindemith ยิ่งนัก
ในปี ค.ศ. 1925 ฟอน บราวน์ได้เขาเรียนในโรงเรียนที่ Ettersburg ใกล้กับไวมาร์ การเล่าเรียนที่นั่น บราวน์เรียนคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ได้ไม่ดีเอาซะเลย ในปี ค.ศ. 1928 พ่อของเขาได้ส่งเขาไปเรียนที่ Hermann-Lietz-Internat ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำอยู่ที่ Frisian North Sea Island of Spiekeroog ที่นั่นเขาได้ทำการคัดลอกเอกสารชื่อ Die Rakete zu den Planetenraumen (1929) ซึ่งแปลเป็นไทยว่า การเดินทางระหว่างดวงดาวด้วยจรวด ที่เขียนโดยผู้บุกเบิกเทคโนโลยีด้านการจรวจแห่งเยอรมันชื่อ Hermann Oberth ตั้งแต่นั้นมาฟอน บราวน์ได้หลงเสน่ห์แห่งวิศวกรรมการจรวด ทำให้เขาพัฒนาความสามารถและตั้งใจเล่าเรียนในวิชาฟิสิกส์และคณิตศาสตร์มากขึ้น จนเก่งเพื่อว่าเขาจะได้นำความรู้เหล่านี้มาสร้างจรวดดังที่เขาฝันไว้
ในปี ค.ศ. 1930 เขาได้เขาศึกษาต่อที่ Technical University of Berlin ที่นี่เขาได้เข้ากับสมาคมที่ชื่อว่า Verrein Fur Raumschifahrt (VFR) แปลเป็นไทยว่า สมาคมเที่ยวบินสู่อวกาศ และได้ช่วย Willy Ley ในการทดสอบจรวดเชื้อเพลิงเหลวซึ่งเป็นโครงการที่มีความเกี่ยวข้องกับ Hermann Oberth และเขายังได้ศึกษาที่ ETH Zurich ด้วย แม้ว่าภายหลังงานของเขาส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับจรวดขีปนาวุธทางด้านการทหาร แต่การเดินทางสู่อวกาศยังคนเป็นความมุ่งหวังสูงสุดของเขา
ขณะที่ฟอน บราวน์กำลังทำดอกเตอร์อยู่เป็นช่วงเวลาที่พรรคการเมืองที่ชื่อว่า National Socialist German Worker Party (NADAP หรือ Nazi party) กำลังมีอำนาจสูงสุดในเยอรมัน และเทคโนโลยีทางด้านการจรวดก็เป็นที่สนใจของพรรคนาซีอย่างมากในช่วงเวลานั้น และกัปตันปืนใหญ่ที่มีชื่อว่า Walter Dornberger ได้จัดเตรียมสถานที่ทำการวิจัยให้แก่ฟอน บราวน์โดยเฉพาะ โดยสถานที่ดังกล่าวอยู่ที่ Kummersdorf ซึ่งที่นั่นเขาได้ทำการทดสอบจรวดเชื้อเพลิงแข็ง ฟอน บราวน์ ได้รับปริญญาเอกทางด้านวิศวกรรมอวกาศยาน ในวันที่ 27 กรกฎาคม ปีค.ศ. 1934 จาก University of Berlin โดยหัวข้อ Thesis ที่เขาใช้ในการจบมีชื่อว่า About Combustion Test โดยอาจารย์ที่ปรึกษาในระดับปริญญาเอกของเขามีชื่อว่า Erich Schumann แต่อย่างไรก็ตาม Thesis ของเขาได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่เพียงบางส่วนเท่านั้น แต่ชื่อเต็มของ Thesis ของเขามีชื่อว่า Construction, Theoretical, and Experimental Solution to Problem of the Liquid Propellant Rocket (ลงวันที่ 16 เมษายน 1934) ได้ถูกเก็บรักษาเป็นความลับทางด้านการทหารและไม่มีการเผยแพร่ตีพิมพ์แต่อย่างใดจนกระทั่งปี ค.ศ. 1960 ในช่วงปลายปี ค.ศ. 1934 กลุ่มวิจัยของเขาประสบความสำเร็จในการทดสอบการปล่อยจรวดได้ที่ความสูง 2.2 และ 3.5 กิโลเมตร
ในช่วงเวลานั้น เยอรมันได้ให้ความสนใจต่องานวิจัยของนักฟิสิกส์ชาวอเมริกันชื่อ Robert H. Goddard เป็นอย่างมาก ในช่วงก่อน ปีค.ศ. 1939 นักวิทยาศาสตร์เยอรมันได้มีโอกาสติดต่อกับ Goddard โดยตรงเพื่อสอบถามในเรื่องเทคนิค ฟอน บราวน์ได้ใช้แผนการดำเนินงานของ Garddard จากบทความหลายเรื่องเพื่อใช้ในการสร้าง Aggregat (A) ซึ่งเป็นซีรีส์ของจรวด จรวด A-4 ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อว่า V-2 ในปี ค.ศ. 1963 ฟอน บราวน์ได้กล่าวถึงงานทางด้านจรวดของ Gaddard ว่า “จรวดของเขาอาจดูเป็นสิ่งที่ทำขึ้นอย่างหยาบๆ เมื่อเทียบกับในปัจจุบัน แต่พวกมันก็ได้จุดประกายหลักการเบื้องต้นแก่ใช้ในยุคใหม่และยานพาหนะที่จะนำเราสู่อวกาศ” Goddard ยืนยันว่างานที่เขาทำได้ถูกฟอน บราวน์ นำไปใช้ในปี ค.ศ. 1944 ซึ่งเป็นช่วงสั้นๆก่อนที่นาซีจะเริ่มยิ่งจรวด V-2 หลายร้อยลูกถล่มอังกฤษ จรวด V-2 จำนวนหนึ่งถูกยึดได้ในสวีเดน และบางส่วนได้ถูกส่งไปที่แล็บ Annapolis ซึ่งเป็นสถานที่ที่ Goddard ทำการวิจัยให้กับกองทัพเรือสหรัฐ
ไม่มีนักวิทยาศาสตร์ทางด้านจรวดเหลืออยู่ภายหลังการยุบ VFR การทดลองเกี่ยวกับจรวดในทางสร้างสรรค์ถูกสั่งห้ามโดยข้อบังคับของนาซี เฉพาะทางด้านการทหารเท่านั้นที่อนุญาตให้ทำได้ และในที่สุดสถานปฏิบัติการทดลองขนาดใหญ่ก็ได้ถูกก่อตั้งขึ้น โดยเลือกที่ Peenemunde ในทางตอนเหนือของเยอรมันติดทะเลบอลติก Dornberger เป็นผู้บังคับการทางด้านการทหารที่ Peenemunde โดยฟอน บราวน์ได้เป็นผู้ควบคุมทางด้านเทคนิค ซึ่งมีการร่วมมือกับหน่วย Luftwaffe ซึ่งเป็นกลุ่มๆหนึ่งใน Peenemunde ที่ได้พัฒนาเครื่องยนต์จรวดเชื้อเพลิงเหลวสำหรับเครื่องบินจ็ท และเครื่องยนต์เจ็ทสำหรับการขึ้นลงในแนวดิ่ง พวกเขาได้ร่วมมือกันประดิษฐ์ขีปนาวุธระยะไกล A-4 และ supersonic wasserfall anti-aircraft missile
ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1937 (หรือจากแหล่งข้อมูลอื่น 1 ธันวาคม พ.ศ. 1932) ฟอน บราวน์ได้เข้าร่วมกับพรรคนาซี และได้เป็นผู้นำระดับสูงในหน่วย Waffen-SS จากปี ค.ศ. 1940 จนกระทั่งจบสงคราม
คำกล่าวส่วนหนึ่งของ ฟอน บราวน์ต่อการเข้าร่วมพรรคนาซี:
ผมถูกทางการสั่งให้เข้าร่วมพรรคนาซี ซึ่งในเวลานั้น (1937) ผมได้เป็นเจ้าหน้าที่เทคนิคระดับสูงใน Army Rocket Center ที่ Peenemunde คำปฏิเสธที่จะเข้าร่วมกับพรรคนาซีของผมจะหมายถึงผมจะไม่ได้ทำในสิ่งที่ผมฝันมาทั้งชีวิต ดังนั้นผมไม่มีทางเลือกผมเลยต้องเข้าร่วม ความสัมพันธ์ของผมกับพรรคนาซีไม่มีความเกี่ยวข้องแต่อย่างใดในกิจกรรมทางการเมือง ในฤดูใบไม้ผลิปี ค.ศ. 1940 SS-Standardtenfuherer (SS-Colonel) คนหนึ่งชื่อ Muller ได้กล่าวกับผมว่าที่ Peenemunde ว่า Reichsfuhrer –SS Henrich Himmler ได้ส่งเขามาเพื่อบอกกับผมให้เข้าร่วมกับหน่วย SS ผมจึงได้โทรหาหัวหน้าผมซึ่งก็คือ Major-General W. Dornberger ทันที และเขาพูดกับผมทางโทรศัพท์ว่า “ถ้าเรายังอยากร่วมงานกันต่อไป นายไม่มีทางเลือกคือต้องเข้าร่วม”
ในวันที่ 22 ธันวาคม ค.ศ. 1942 ฮิตเลอร์ได้เซ็นคำสั่งให้สร้างจรวด A-4 ในฐานะ “Vengeance Weapon” เพื่อโจมตีลอนดอน หลังจากนั้นในวันที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ. 1943 ฟอน บราวน์ได้เสนอวิดีโอภาพสีเพื่อแสดงการบินขึ้น (take off) ของจรวด A-4 ซึ่งทำให้ฮิตเลอร์เกิดความประทับใจในตัวเขาเป็นอย่างมากเนื่องจากเขาสามารถพัฒนาตัวเองให้มีความเชี่ยวชาญระดับสูงได้ในขณะที่อายุยังน้อย ซึ่งตอนนั้นเขามีอายุเพียงแค่ 31 ปีเท่านั้น
ในช่วงเวลานั้นทั้งอังกฤษและสหภาพโซเวียตต่างระแวดระวังภัยคุกคามจากโครงการวิจัยทางด้านการจรวดของทีมวิจัยของ ฟอน บราวน์ ที่ Peenemunde ในช่วงดึกของวันที่ 17 และ 18 เดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 1943 RAF Bomber Command’s Operation Hydra ได้ทำการโจมตีอย่างรวดเร็วที่ Peenemunde โดยใช้ฝูงบินซึ่งประกอบด้วยเครื่องบิน 596 ลำ ทิ้งระเบิดไปจำนวนทั้งสิ้น 1,800 ตัน แต่สถานที่วิจัยได้รับการปกป้อง ช่วยเหลือ และทีมนักวิทยาศาสตร์ไม่ได้รับอันตรายแต่อย่างใด
จรวดนำวิถีจู่โจม A-4 ได้รับการตั้งชื่อใหม่ว่า V-2 ซึ่งย่อมาจาก Vergeltungwaffe 2 “Retaliation/Vengeance Weapon 2” ได้ถูกส่งไปที่อังกฤษเพื่อเป็นของขวัญแห่งความหฤหรรษ์ที่น่าสะพรึงกลัวในวันที่ 7 กันยายน 1944 ซึ่งเป็นเวลาเพียง 21 เดือนหลังจากโครงการวิจัยได้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการ ฟอน บราวน์ ซึ่งเป็นผู้มีความฝันจะใช้จรวดเพื่อนำพาตนเองขึ้นสู่ห้วงอวกาศ และเดินทางระหว่างดวงดาวถึงกับเศร้าใจเมื่อได้ทราบรายงานจากลอนดอนว่า จรวดของท่านทำงานได้อย่างดีเยี่ยม เสียแต่ที่ว่ามันลงไม่ค่อยจะถูกที่ถูกทางเท่าไหร่ หมายถึงพลาดเป้านั่นเอง ทำให้เขาเรียกวันที่เขาได้รับรายงานดังกล่าวว่า “วันที่มืดมน” (darkness day)
แรงงานทาส (Slave Labor)
SS General Hans Kammler ซึ่งเป็นวิศวกรโยธาซึ่งได้ออกแบบสร้างสิ่งก่อสร้างมากมาย เช่น Auschwitz ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความทุกข์ทรมาน Kammler ได้เป็นผู้ริเริ่มว่าจะสร้างแคมป์เพื่อใช้นักโทษ เชลยศึกสงครามเป็นแรงงานทาสในโครงการสร้างจรวด Arthur Rudolph ผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าวิศวกรของโรงงานสร้างจรวด V-2 ที่ Peenemunde ก็เห็นชอบด้วยในแนวความคิดดังกล่าวในเดือน เมษายนปี ค.ศ. 1943 เมื่อปัญหาการขาดแคลนแรงงานได้เริ่มบาปลายขึ้น ผู้คนจำนวนมากต้องตายในการสร้างจรวด V-2 มากกว่าที่จรวดฆ่าคนซะอีก ฟอน บราวน์ตกลงที่จะเข้าเยี่ยมชมโรงงานที่ Mittelwerk หลายครั้ง และเรียกสภาวะ ณ ที่โรงงานว่า “repulsive” มีการอ้างว่าไม่เคยพบหลักฐานว่ามีการตาย และการเฆี่ยนตี ทารุณ ณ โรงงานแห่งนี้ แต่เขาทราบกันดีว่ามีการตายเกิดขึ้น ในปี ค.ศ. 1944 ฟอน บราวน์ปฏิเสธที่จะเข้าเยี่ยมชมแคมป์ที่ Mittelbau-Dora หลังจากทราบว่ามีคนต้องตายไปเป็นจำนวน 20,000 คนจากการป่วย ทารุณ แขวนคอ และทำงานในสภาวะที่โหดร้าย
ในวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1944 ฟอน บราวน์ได้เขียนจดหมายถึง Albin Sawatzki ซึ่งเป็นผู้จัดการการผลิตจรวด V-2 ว่าเขาตัดสินใจเป็นการส่วนตัวที่จะนำแรงงานทาสที่เขาพิจารณาแล้วว่ามีอายุประมาณ 25 ปีและอยู่ในสภาวะที่น่าเวทนา ออกจาก Buchenwald concentration camp
ใน Wernher von Braun: Crusader for Space มีคำกล่าวของฟอน บราวน์มากมายที่แสดงให้เห็นว่าเขามีความวิตกกังวลเกี่ยวกับสภาวะการทำงานดังกล่าว แต่เขาก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เพื่อนของฟอน บราวน์คนหนึ่งได้บอกว่า ครั้งหนึ่ง ฟอน บราวน์ได้เคยพูดว่าระหว่างที่เขาเข้าเยี่ยมชม Mittelwerk ว่า:
มันเป็นนรกดีๆนี่เอง “ผมเชื่อว่าแม้ผมจะเสนอเหตุผลเพียงใดต่อสภาวะการทำงานที่ไม่เหมาะสมในแคมป์ มันล้วนเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ทั้งสิ้น”
เมื่อถามว่า ฟอน บราวน์สามารถที่จะคัดค้านสภาวะการทำงานที่ทารุณของแรงงานทาสดังกล่าวได้หรือไม่ Konrad Dannenberg ได้กล่าวต่อ The Huntville Times ว่า “ถ้าเขาทำ ผมเชื่อว่าเขาน่าจะถูกยิงทิ้ง”
การถูกจับและปล่อยตัวตามข้อบังคับของนาซี
จากคำกล่าวอ้างของ Andre Sellier นักประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศสซึ่งเป็นผู้รอดชีวิตจาก Mittelbau-Dora concentration camp กล่าวว่า ฮีมเลอร์ (Himmler) ได้ให้ฟอน บราวน์เข้าพบที่ศูนย์บัญชาการ Hochwald ในทางตะวันออกของปรัสเซีย ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 1944 เพื่อเป็นการเพิ่มฐานอำนาจของเขาตามข้อบังคับของนาซี ฮีมเลอร์ได้วางแผนที่จะใช้ Kammler ในการเข้าควบคุมโครงการสร้างอาวุธทั้งหมด ซึ่งหนึ่งในนั้นประกอบด้วยโครงการสร้างจรวด V-2 ที่ Peenemunde ฮีมเลอร์แนะนำว่า ฟอน บราวน์ควรจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับ Kammler เพื่อจะได้ช่วยกันในการแก้ปัญหาของจรวด V-2 แต่ ฟอน บราวน์กล่าวว่าปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาทางด้านเทคนิค ซึ่งเขามั่นใจว่าจะสามารถแก้ไขได้ด้วยการร่วมมือกับ Dornberger
ปรากฏว่า ฟอน บราวน์ ในอยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วย SD ตั้งแต่เดือนตุลาคม ค.ศ. 1943 รายงานกล่าวว่าเขาและเพื่อนร่วมงานซึ่งประกอบด้วย Riedel และ Grottrup ได้กล่าวแสดงความเศร้าใจที่ บ้านพักวิศวกร (engineer’s house) ในเย็นวันหนึ่ง ที่พวกเขาไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับการสร้างยานอวกาศดังที่พวกเขาเคยฝันไว้ พวกเขารู้สึกว่าการทำสงครามมิได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น ซึ่งพวกเขาคิดว่าการทำสงครามเป็นเพียงทัศนคติของผู้แพ้ ในที่ประชุมนั้นมีสายลับจากนาซี เป็นหมอฟันหญิง ได้ทำการบันทึกคำกล่าวของฟอน บราวน์และพลพรรค ประกอบกับทัศนเดิมของฮีมเลอร์ที่มีความเข้าใจผิดคิดว่า ฟอน บราวน์เป็นผู้ที่มีความเห็นใจต่อพวกคอมมิวนิสต์ (ซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกรรจ์ของนาซี) และพยายามที่จะทำลายโครงการสร้างจรวด V-2 และยังถูกพิจารณาว่าเป็นนักบินที่มีความสามารถที่กำลังเตรียมการที่จะบินหนีไปอังกฤษ ทั้งหมดนี้เป็นผลให้เขาถูกจับกุมตัว
ไม่เป็นที่น่าสงสัยที่ ฟอน บราวน์ถูกจับกุมตัว ในวันที่ 14 มีนาคม ค.ศ. 1944 และถูกส่งไปที่สถานที่ควบคุมตัว Gestapo ใน Stettin ซึ่งปัจจุบันคือ Szczecin ในโปแลนด์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาถูกจองจำเป็นเวลาสองอทิตย์โดยไม่ทราบข้อกล่าวหา แต่ภายหลังก็ได้ถูกปล่อยตัว ด้วยความช่วยเหลือของ Dornberger ที่ช่วยพูดกับฮิตเลอร์ให้การปล่อยตัว ฟอน บราวน์
ยังไม่จบครับ มีต่อ เรื่องราวชีวิตของ ฟอน บราวน์ ผมว่าสนุกมาก ต่อไปจะเล่าถึงการหนีไปอยู่อเมริกา เเละการทำงาน เเละความสำเร็จในชีวิตของเขาที่อเมริกา

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น