Power of The Black Sun

" Let the future tell the truth, and evaluate each one according to his work and accomplishments. The present is theirs; the future, for which I have really worked, is mine. "

"ให้อนาคตเป็นเครื่องบอกความจริงของคนๆหนึ่ง โดยพิจารณาจากสิ่งที่คนๆนั้นทำเเละความสำเร็จที่คนๆนั้นได้รับ ปล่อยให้ปัจจุบันเป็นเรื่องของพวกเขา ส่วนอนาคต ซึ่งผมตั้งใจทำมันอย่างจริงจัง คืองานของผม "
............................................................................................

วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ระบบขับดันเเบบใหม่ (New Propulsion System)

แอนติกราวิตี (Anti Gravity) คืออะไร? โดยความเข้าใจพื้นฐานแล้วคือวิธีการสร้างแรงขับดันเพื่อให้เกิดการยกตัว หรือลอยตัวขึ้น (lift) ของวัตถุ โดยการสร้างแรงขับดันด้วยวิธีนี้จะได้แรงขับดันสูงมากโดยไม่จำเป็นต้องการใช้เชื้อเพลิงใดๆทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น แก๊ส น้ำมัน หรือเชื้อเพลิงฟอสซิลอื่นๆ ตัวอย่างของระบบขับดันด้วยแอนติกราวิตีที่ดีที่สุดคือสิ่งประดิษฐ์ของ Victor Schauberger’s ที่เรียกว่า The Repulsin


รูปที่ 1 The Repulsine



The Repulsin อาศัยปรากฏการณ์ 2 ปรากฏการณ์ได้แก่
1) ปรากฏการณ์โคเอนดา (Coanda Effect) เป็นปรากฏการณ์ทางแอโรไดนามิกส์ที่อยู่บนพื้นฐานของหลักการของเบอร์นูลิ (Bernoulli’s Principle)
2) ปรากฏการณ์การแยกประจุไฟฟ้า (An Electric, Charge Separation Effect) การเคลื่อนที่แบบหมุนวนด้วยความเร็วสูง (High Speed Vortex) ภายใน Vortex Chamber ทำให้เกิดปรากฏการณ์การแยกประจุไฟฟ้า ที่เรียกว่า The Diamagnetic effect

ซึ่งทั้งสองปรากฏการณ์นี้ร่วมกันทำให้เกิด ปรากการณ์การระเบิดภายใน (Implosion Effect)
มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อ The Repulsin กำลังยกตัวขึ้นด้วยแรงขับดันแรงสูงโดยปราศจากการใช้ แบตเตอรีเชื้อเพลิง ไฟฟ้า และจรวดบูสเตอร์



รูปที่ 2 เเบบยานที่สร้างโดยนาซีโดยใช้เทคโนโลยีของ Viktor Schauberger


เมื่อเครื่องยนต์ไฟฟ้าหลัก (Main Electric Engine) เริ่มต้นทำงาน ปรากฏการณ์โคเอนดาจะเกิดขึ้นเพื่อสร้างความแตกต่างของความดันแอโรไดนามิกส์ระหว่างพื้นผิวภายนอกและภายในของ Primary Hull ที่ความเร็วสูง Vortex Chamber จะมีคุณสมบัติเป็น High Electrostatic Generator ชนิดหนึ่ง เนื่องจากอนุภาคอากาศ (Air Particles) ที่การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงจะประพฤติตัวเหมือนตัวส่งผ่านประจุ (Electical Charge Transporter) จะนั้น The Repulsin จะเริ่มยกตัวขึ้นเนื่องจากปรากกการณ์ไอออไนเซชันที่รุนแรงของอากาศ ซึ่งเมื่อถึงตอนนี้ก็จะมีองค์ประกอบทั้งหมดครบสำหรับการไหลที่ต่อเนื่องและรุนแรงของอีเทอร์ตามแนวของแกนหลักของยานจากบนสู่ล่าง ความดันของอากาศตามแนวรัศมีที่ต้องการสำหรับการยกตัววัดถุหนัก 1 กิโลกรัมด้วยปรากฏการณ์โคเอนดามีค่าประมาณ 1.4 kg/cm^2


Viktor รู้จักความทรงพลังของแรงจากการหมุนวน (Vortex) ดีและรู้วิธีว่าจะนำมันมาใช้ในการผลิตพลังงานได้อย่างไร เขาไอออไนซ์อากาศในตัวเครื่องจักรกล จากนั้นจักรกลดังกล่าวก็ลอยตัวขึ้น แต่หลังจากนั้นกองทัพอเมริกันก็แถลงต่อประชาชนว่าได้ยกเลิกการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวแล้วเนื่องจากไม่คุมค่าต่อการลงทุน แล้วทำไมกองทัพถึงได้กล่าวเช่นนั้น ทั้งๆที่หลายคนทราบดีว่านั่นเป็นเทคโนโลยีที่มหัศจรรย์ และไม่ควรอย่างยิ่งที่จะล้มเลิก


วันที่ 6 เมษายน ค.ศ. 1999 การพัฒนาระบบขับดันด้วยไอออน (Ion Propusion Syatem) ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ยานอวกาศ Deep Space 1 ถือเป็นความสำเร็จครั้งแรกของโครงการนี้ ซึ่งถือเป็นการนำเอาระบบไฟฟ้ามาใช้ในอวกาศ ยานอวกาศ Deep Space 1ได้ถูกปล่อยออกสู่อวกาศในวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 1998 ซึ่งถือเป็นยานอวกาศลำแรกที่ใช้ระบบขับด้วยไอออนในการเดินทางระหว่างดวงดาว ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่าวิศวกรรมสามารถทำให้สิ่งที่คนเมื่อกว่าครึ่งศตวรรษก่อนฝันไว้เป็นจริงขึ้นมาได้ Ernst Stuhlinger ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านระบบขับดันด้วยไฟฟ้า (Electric Propulsion) กล่าวว่าด้วยเทคโนโลยีดังกล่าว เราได้ติดหนี้ Wernher von Braun


ภาพนี้คือภาพจำลองหลักการทำงานของยาน Deep Space 1 ซึ่งทำงานด้วยเครื่องยนต์ไอออนซึ่งทำงานเต็มกำลัง

รูปที่ 3 การทำงานของเครื่องยนต์ไอออนในยานอวกาศ Deep Space 1

ในปี ค.ศ. 1932 หน่วยยุทโธปกรณ์ของกองทัพเยอรมันได้ให้ Wernher von Braun และทีมวิจัยทดสอบเครื่องยนต์จรวดเชื้อเพลิงเหลวขนาดเล็กที่ Kummersdorf ใกล้กับเบอร์ลิน ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 Wernher von Braun และทีมผู้เชี่ยวชาญด้านจรวดของเยอรมันพัฒนาจรวด V2 ซึ่งเป็นมิสโซล์ความสูง 14.4 เมตร (47 ฟุต) ที่เผาไหมออกซิเจนเหลวกับแอลกอฮอร์ (ทำจากการหมักมันฝรั่ง)

ในปี ค.ศ. 1948 ทีมวิจัยด้านจรวดของเยอรมันได้ถ่ายรูปหมู่ที่ Fort Bliss, Texas โดยที่ Dr. Ernst Stuhlinger และ Dr. Wernher von Braun ก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย 2 ปีให้หลังคนกลุ่มนี้ได้ย้ายมาอยู่ที่ Huntsville, Ala

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง Wenher von Braun และผู้เชี่ยวชาญด้านจรวดของเยอรมันหลายร้อยคนได้ยอมจำนนและเดินทางสู่อเมริกา พวกเขาถูกส่งไปที่ Fort Bliss, Texas เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีจรวดในแก่กองทัพอเมริกัน ซึ่งขณะนั้น Wenher von Braun ได้ดำเนินการวิจัยเกี่ยวกับจรวด V-2 ของเขาต่อ เขาเป็นคนที่มีความฝันว่าสักวันหนึ่งเขาจะสร้างจรวดที่นำพาเขาให้สามารถเดินทางระหว่างดวงดาวได้


Wenher von Braun ได้พบกับ Ernst Stuhlinger หนึ่งในสมาชิกผู้วิจัยจรวดจากเยอรมัน ที่ถูกส่งมายัง Fort Bliss เช่นเดียวกับเขา เขาได้ขอให้ Stuhlinger ช่วยดู วิเคราะห์ ทบทวนงานวิจัยของอาจารย์ที่ปรึกษาของเขาที่ชื่อ Oberth

“ศาสตราจารย์ Oberth ได้กล่าวไว้ถูกต้องหลายอย่างในบทความวิจัยของเขา” Wenher von Braun กล่าวกับ Stuhlinger ในปี ค.ศ. 1947 ว่า “ผมไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อยถ้าเราจะเดินทางไปดาวอังคารด้วยไฟฟ้า”

Stuhlinger ขรุกตัวเองอยู่กับทฤษฎีการขับดันด้วยไฟฟ้า เขาได้พบหนังสือก็อบปี้ของ Oberth ชื่อว่า “Possibilities of Space Flight” ซึ่งตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1939

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเรื่อง ระบบขับดันด้วยไฟฟ้าเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย และในปี ค.ศ. 1955 ได้เสนอบทความวิจัยเรื่อง “Possibilities of Electical Space Ship Propulsion” ต่อ International Astronautical Congress ที่เวียนนาในระหว่างการนำเสนอ Stuhlinger ได้อภิปรายถึงบทความวิจัยของ Wenher von Braun ที่ได้ตีพิมพ์เมื่อ 2 ปีก่อนเกี่ยวกับเรื่องการใช้ระบบขับดันด้วยเคมี เพื่อที่จะส่งยานอวกาศสู่ดาวอังคาร ซึ่งในบทความดังกล่าวได้กล่าวถึงอัตราส่วนของ น้ำหนักของยานก่อนถูกปล่อย (Take-off Weight) ต่อน้ำหนักของยานอวกาศเมื่อเชื้อเพลิงถูกใช้จนหมด ซึ่งมีอัตราส่วนสูงถึง 25 ต่อ 1 Stuhlingerได้เสนอว่าด้วยน้ำหนักที่เบากว่าของระบบขับดันด้วยไฟฟ้า จะช่วยให้ การเดินทางระหว่างดาวดาวเป็นไปได้ง่ายขึ้นกว่าระบบขับดันด้วยเคมีที่เคยทำมา

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น