Power of The Black Sun

" Let the future tell the truth, and evaluate each one according to his work and accomplishments. The present is theirs; the future, for which I have really worked, is mine. "

"ให้อนาคตเป็นเครื่องบอกความจริงของคนๆหนึ่ง โดยพิจารณาจากสิ่งที่คนๆนั้นทำเเละความสำเร็จที่คนๆนั้นได้รับ ปล่อยให้ปัจจุบันเป็นเรื่องของพวกเขา ส่วนอนาคต ซึ่งผมตั้งใจทำมันอย่างจริงจัง คืองานของผม "
............................................................................................

วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ชีวิประวัติของเวอร์เนอร์ ฟอน บราวน์ (ต่อ)

VDO 03







ในวันที่ 20 มิถุนายน ค.ศ. 1945 U.S. secretary of State Cordell Hull ตกลงให้ ฟอนบราวน์เเละพลพรรคเข้าสู่อเมริกา เเต่ข่าวดังกล่าวมิได้ถูกเเพร่งพรายออกไปจนกระทั่งวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 1945 เนื่องจากเอกสาร (paperwork) ของเยอรมันกลุ่มนี้ได้ถูกเลือกเพื่อเคลื่อนย้ายสู่อเมริกา การมาของ ฟอน บราวน์เเละพลพรรครู้จักกันในนามของปฏิบัติการ Operation Paperclip ซึ่งผลลัพธ์ของปฏิบัติการดังกล่าวทำให้นักวิทยาศาสตร์เยอรมันได้งานทำในกองทัพอเมริกันหลายคน วันที่ 20 กันยายน ค.ศ. 1945 ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคนิคของเยอรมันเจ็ดคนเเรกที่มาถึงอเมริกาได้พำนักชัวคราวอยู่ที่ New Castle Army Air Field ซึ่งอยู่ทางใต้ของ Wilimngton, Dalaware ไปไม่ไกล จากนั้นพวกเขาถูกส่งไปที่ Boston โดยเครื่องบินเเล้วลงเรือต่อไปที่ Army Intelligence Service Post ซึ่งตั้งอยู่ที่ Fort Strong ใน Boston Harbor เเต่ ฟอน บราวน์ ซึ่งมาทีหลังถูกส่งไปที่ Aberden Ground ใน Maryland ที่ถูกสร้างเป็นสถานที่ทดสอบจรวดตามเเบบฉบับดั้งเดิมของ Peenemude เพื่อให้เขาเเละพลพรรคสามารถที่จะทำงานต่อไปได้ ท้ายที่สุด ฟอน บราวน์เเละพลพรรคของเขาที่เหลือรอดมาจาก Peenemude ได้ถูกส่งไปที่บ้านใหม่ที่ Fort Bliss, Texas ซึ่งเป็นที่มั่นทางด้านการทหารที่อยู่ทางทิศเหนือของ El Paso ณ ที่ตรงนี้ พวกเขาสร้าง ประกอบเเละทดสอบจรวด V-2 หลายลูกที่ขนใส่เรือมาจากเยอรมันมาสู่ White Stand Proving Ground ใน New Mexico เเละพวกเขายังได้ทำการศึกษาต่อไปถึงศักยภาพของจรวดเเห่งอนาคตทางด้านการทหารเเละการวิจัยเพื่อประยุกต์ใช้งาน เนื่องจากพวกเขาไม่อนุญาติให้ออกจาก Fort Bliss นอกเสียจากจะได้รับอนุญาติอย่างเป็นทางการ ฟอน บราวน์เเละพลพรรคจึงพูดกึ่งตลกว่า พวกเขาเปรียบเสมือนผู้ถูกจองจำเเห่งสันติภาพ (Prisoner of Peace)


ระหว่างอยู่ที่ Fort Bliss ฟอน บราวน์ได้เขียนบทความในจดหมายเพื่อขอเเต่งงานกับหญิงสาวอายุ 18 ปี ชื่อ Maria Luise von Quistorp ซึ่งเป็นญาติทางเเม่ของเขา ฟอน บราวน์ ในวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 1947 เขาได้รับอนุญาติให้เดินทางกลับเยอรมัน เเละสามารถกลับเขาสู่อเมริกาได้พร้อมกับเจ้าสาวของเขา ฟอน บราวน์เเต่งงานกับ Maria ที่ Lutheran Church ใน Landshut ประเทศเยอรมัน จากนั้นวันที่ 26 มีนาคม ค.ศ. 1947 เขาก็ได้เดินทางกลับสู่อเมริกาพร้อมกับเจ้าสาว พ่อเเละเเม่ของเขา โดยพากันไปตั้งรกรากอยู่ที่ New York วันที่ 9 ธันวาคม ค.ศ. 1948 ฟอน บราวน์ได้ลูกสาวคนเเรกชื่อ Iris Careen ซึ่งเกิดที่ Fort Bliss Army Hospital เเละได้ลูกอีกสองคนตามมาได้เเก่ Margrit Cecile ในวันที่ 8 พฤษภาคม ค.ศ. 1952 เเละ Peter Constantine ในวันที่ 2 มิถุนายน ค.ศ. 1960 ในวันที่ 15 เมษายน ค.ศ. 1955 ฟอน บราวน์กลายเป็น Naturalized citizen ของอเมริกา




Maria von Braun, wife of Wernher von Braun

ในปี ค.ศ. 1950 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของสงครามเกาหลี (korean war) ฟอน บราวน์เเละพลพรรคถูกย้ายไปอยู่ที่ Huntsville, Alabama ซึ่งเป็นบ้านของเขาในอีก 20 ปีต่อมา ระหว่าง ค.ศ. 1950-1960 ฟอน บราวน์ได้เป็นผู้นำการพัฒนาจรวดในกองทัพที่ Redstone Arsenal ซึ่งผลที่ได้คือ Redstone rocket ซึ่งใช้สำหรับการทดสอบ Nuclear ballistic missile test เป็นครั้งเเรกของสหรัฐอเมริกา

ในฐานะที่เป็นผู้อำนวยการหน่วย Development Operation Division ของ Army Ballistic Missile Agency (ABMA) ฟอน บราวน์ เเละพลพรรคได้พัฒนาจรวด Jupiter-C ซึ่งเป็น Redstone rocket ที่ได้รับการปรับปรุง (modify) จรวด Jupiter-C ประสบความสำเร็จในการส่งดาวเทียมดวงเเรกของสหรัฐชื่อ Explore 1 ขึ้นสู่วงโคจรในวันที่ 31 มกราคม ค.ศ. 1958 โดยเหตุการณ์ครั้งนั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการอวกาศเเห่งสหรัฐอเมริกา


12 ปีเเห่งการทำงานในช่วง ค.ศ. 1945-1957 อาจถือได้ว่าเป็นความขมขื่นของ ฟอน บราวน์เเละพลพรรค เนื่องจากในสหภาพโซเวียตมีเทพด้านการจรวดชื่อ Sergai Korolev พร้อมพลพรรคของเขาซึ่งประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์เเละวิศวกรระดับหัวกะทิ ได้มีความ้ำหน้าอเมริกาด้านวิศวกรรมการจรวดไปมาก โดยประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวงในการออกเเบบเเละส่งจรวดหลายลำโดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งดาวเทียมดวงเเรกของโลกคือ Spunik 1 ขณะที่รัฐบาลอเมริกันมิได้สนใจงานของฟอน บราวน์อย่างจริงจัง เเต่ด้วยได้รับความกดดันจากสหภาพโซเวียต จึงทำให้พวกเขากดดันให้ ฟอน บราน์เเละพลพรรคทำงานของเขาให้สำเร็จ เพื่ออเมริกาจะได้อยู่ในเส้นทางของการเเข่งขันกับโซเวียตต่อไป สถานะภาพของ ฟอน บราวน์ตอนนั้นก็มิได้ต่างอะไรกับเเรงงานทาสที่ถูกหน่วย ss กดดันให้สร้างจรวด V-2


ระหว่างที่ ฟอน บราวน์ เป็นผู้อำนวยการสร้างจรวดด้านการทหาร ซึ่งเป็นโลกเเห่งความเป็นจริงสำหรับเขาในเวลานั้น เเต่ความฝันของเขาได้สร้างความบันเทิงต่อโลกวิทยาศาสตร์กล่าวคือเขาฝันถึงโลกเเห่งอนาคตที่จรวดถูกใช้ในการสำรวจอวกาศ ในวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1950 ได้มีการพาดหัวในนิตยสาร The Huntsville Time ว่า "ดร. ฟอน บราวน์ กล่าวถึงความเป็นไปได้ของการใช้จรวดในการเดินทางสู่ดวงจันทร์" ในปี ค.ศ. 1952 ฟอน บราวน์ได้เริ่มเเถลงหลักการของสถานีอวกาศเเห่งมวลมนุษยชาติ (a manned space station) ในเเมกาซีน Coller's weekly ซึ่งเป็นบทความต่อเนื่องของบทความที่มีชื่อเต็มว่า Man will conquaer space soon! โดยในบทความนี้มีนักศิลปะชื่อ Chesley Bonestell ช่วยวาดภาพถ่ายทอดจินตนาการของฟอน บราวน์ ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่อทัศนะของประชาชนที่มีต่อสถานีอวกาศ กล่าวคือคนคิดไม่ออกว่ามันจะมีน่าตาอย่างไร ก็คิดออกเมื่อได้เห็นรูปวาดดังกล่าว บ่อยครั้งที่ ฟอน บราวน์ทำงานรวมกับ Willey-Ley ซึ่งเป็นคนที่เกิดในเยอรมันเป็นผู้คลั่งไคล้เกี่ยวกับเรื่องอวกาศ เเละยังเป็นนักเขียนบทความวิทยาศาสตร์ จึงไม่เป็นที่น่าประหลาดใจเลยว่าหลายสิ่งที่ถูกเขียนขึ้นมาในลักษณะที่เป็นจินตนาการที่อยู่บนหลักการทางวิศวกรรมท้ายที่สุดเเล้วมันจะเป็นความจริง ตามเเนวความคิดของ ฟอน บราวน์ สถานีอวกาศควรจะมีรูปร่างเป็นหลอดรูปโดนัท (toroid) มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 250 ฟุต (76 เมตร) ซึ่งหมุนรอบจุดศูนย์กลางที่เป็นดุมเพื่อสร้างเเรงโน้มถ่วงจำลอง (artificial gravity) เเละลอยอยู่สูงจากพื้นโลก 1075 ไมล์ (1730 กิโลเเมตร) เอียง 2 นาฬิกาทำมุมกับวงโคจรของโลก อีก 10 ปีต่อมาในหนังเรื่อง 2001: A Space Odyssey ได้มีภาพของสถานีอวกาศตามเเนวความคิดของ ฟอน บราวน์ ทำให้เราสามารถเห็นภาพสถานีอวกาศในจินตนาการเขาได้ชัดเจนขึ้น จุดประสงค์ของการสร้างสถานีอวกาศก็เพื่อเป็นสถานีเตรียมการสำหรับนักบินในอวกาศเพื่อจะเดินทางต่อไปสู่ดวงจันทร์

Walt Disney กับ ฟอน บราวน์ได้ทำงานรวมกันในปี ค.ศ. 1954 โดยได้เเสดงรูปภาพจำลองของยานขนส่งอวกาศในภาพยนต์ต่อเนื่อง 3 ตอนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา


ในชวงเวลานี้ ฟอน บราวน์ได้เสนอหลักการเบื้องต้นเกี่ยวกับโครงการมนุษย์สู่ดาวอังคาร โดยใช้สถานีอวกาศเป็นจุดพักในห้วงอวกาศ โดยเเผนการดำเนินงานเบื้องต้นของเขาได้ถูกเเถลงออกไปใน ค.ศ. 1952 ชื่อว่า The mar project เเสดงให้เห็นถึงจินตนาการการใช้ยานอวกาศ 10 ลำ เเต่ละลำมีมวล 3720 เมตริกตัน โดย 3 ลำในจำนวนนั้นเป็นยานไร้คนบังคับโดยบรรทุกปีกหนัก 200 ตันสำหรับการลงจอด ซึ่งเป็นเเผนการดำเนินงานในสเกลที่ใหญ่มาก ส่วนอีกเเผนหนึ่งที่มีขนาดเล็กกว่ามาก คือใช้ยานสินค้า 1 ลำเเละยานลูกเรืออีก 1 ลำ โดยในเเต่ละเเผนการจะดำเนินการประหยัดพลังงานโดยการใช้วงโคจรที่เรียกว่า Hohmann transfer orbits ในการเดินทางจากโลกสู่ดาวอังคารเเละจากดาวอังคารกลับสู่โลก


ก่อนที่จะมีงานเขียนอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับความคิดของเขาเกี่ยวกับเที่ยวบินสู่ดวงจันทร์ ฟอน บราวน์ได้เขียนนิยายวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หลายเรื่องในปี ค.ศ. 1980 เเต่บทความต้นฉบับของเขาได้รับการปฏิเสธไม่น้อยกวา 18 สำนักพิมพ์ หลังจากนั้น ฟอน บราวน์ได้เผยเเพร่ส่วนย่อยของเกี่ยวกับโครงการสู่ดาวอังคาร โดยบทความต้นฉบับสมบูรณ์มีชื่อว่า Project MARS: A Technical Tale ซึ่งไม่ได้รับการตีพิมพ์จนกระทั่งธันวาคม 2006 (เพิ่ง 3 ปีมานี่เอง)

ด้วยความหวังทีว่ามันจะนำความสนใจมาสู่สาธารณะชน เกี่ยวกับเรื่องโครงการเเห่งอนาคต ฟอน บราวน์ได้ทำงานร่วมกับ Walt Disney เเละใช้ Disney Studio ในการงานสร้างเชิงเทคนิค โดยเริมเเรกได้มีภาพยนต์ 3 เรื่องเกี่ยวกับการสำรวจอวกาศ


ฟอน บราวน์ได้พัฒนาเเละเผยเเพรหลักการเกี่ยวกับสถานีอวกาศในช่วงเวลาที่หนาวเย็นที่สุด (coldest) นั่นคือในชวงเวลาเเห่งสงครามเย็น (cold war) ในช่วงเวลานั้นสหรัฐได้รับการท้าทายจากสหภาพโซเวียตซึ่งเหนือกว่าอเมริกาทางเทคโนโลยีด้านอวกาศ ถ้าสถานีอวกาศตามความคิของ ฟอน บราวน์สามารถสร้างขึ้นได้โดยใช้จรวดขนสง ด้งนั้นเเล้วโครงการอวกาศทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นทั้งด้านจรวดภาคพื้นเเละในวงโคจรคงหนีไม่พ้นต้องได้รับความช่วยเหลือจากเขาทั้งสิ้น


กองทัพเรือสหรัฐได้รับมอบหมายให้สร้างจรวดเพื่อส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจร เเต่จรวด Vangard มีระบบการยิงที่ยังไม่ค่อยน่าเชื่อถือ ในปี ค.ศ. 1957 ซึ่งมีการส่งดาวเทียม Spunik 1 ขึ้นสู่วงโคจรทำให้เกิดความตื่นตัวขึ้นในอเมริกัน ว่าอเมริกันล้าหลังโซเวียตในช่วงเริ่มต้นของการเเข่งขันด้านอวกาศ ดังนั้นผู้มีอำนาจในอเมริกาจึงเลือกที่จะใช้ประสบการณ์ของ ฟอน บราวน์เเละพลพรรคจากเยอรมันที่เคยทำงานเกี่ยวกับการสร้างขีปนาวุธมใช้ในทางสร้างสรรค์คือใช้ในการทำเป็นจรวดขนส่งอวกาศ





Wernher von Braun walking with President Kennedy at Redstone Arsenal in 1963




Dr. von Braun, Charles W. Mathews, George Mueller and Lt. Gen. Samuel C. Phillips relax in the Launch Control Center following the successful Apollo 11 liftoff on July 16, 1969.





Wernher von Braun, with the F-1 engines of the Saturn V first stage at the US Space and Rocket Center




Still with his rocket models, von Braun is pictured in his new office at NASA headquarters in 1970



โครงการบริหารการบินเเละอวกาศเเห่งชาติ (NASA) ได้ถูกก่อตั้งขึ้นในวันที 29 กรกฎาคม ค.ศ. 1958 ซึ่งเป็นหนึ่งวันหลังจาก Redstone ประสบความสำเร็จในการปล่อยจากฐานยิง ที Johnston Atoll ทางใต้ของมหาสมุทรเเปซิฟิก 2 ปีต่อมา NASA ได้เปิดศูนย์ Marshall Space Flight Center ที Redstone Arsenal ใน Huntsville, Alabama เเละทีม ABMA ซึ่งนำโดย ฟอน บราวน์ก็ได้ถูกย้ายเข้ามาทำงานที่ NASA ในการพบกันเเบบตัวต่อตัวระหว่าง ฟอน บราวน์กับ Herb York ที่เเพนตากอน ฟอน บราวน์ได้ทำให้เกิดความกระจ่างว่า เขามาที่ NASA เพียงเพื่อพัฒนาโครงการสร้างจรวด Saturn หลังจากนั้นใน กรกฎาคม ค.ศ. 1960 ถึง กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1970 ฟอน บราวน์ก็ได้นั่งในตำเเหน่งผู้อำนวยการของ NASA เป็นคนเเรก


โครงการเเรกของศูนย์อวกาศ Marshall Center คือโครงการพัฒนาจรวด Saturn เพื่อใช้ในการขนสงสัมภาระ (payload) ซึ่งมีน้ำหนักมากขึ้นสู่วงโคจร จากจุดนี้เองทำให้โครงการ Apollo เกิดขึ้นตามมา วัตถุประสงค์ของโครงการ Apollo ก็คือการส่งมนุษย์ไปลงบนดวงจันทร์ เเละในที่สุดสิ่งที่ ฟอน บราวน์ได้ฝันไว้ทั้งชีวิตก็เป็นความจริง คือในวันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ. 1969 (60 ปีที่เเล้ว) ศูนย์อวกาศ Marshall Center ประสบความสำเร็จในการส่งยาน Apollo 11 ไปสู่ดวงจันทร์โดยอาศัยกำลังของจรวด Saturn V จักรกลอันทรงพลังที่ ฟอน บราวน์เเละพลพรรคของเขาพัฒนาขึ้น ซึ่งปฏิบัติการสู่ดวงจันทร์ครั้งนี้ใช้เวลาทั้งสิ้น 8 วัน โดยจรวด Saturn V สามารถนำทีม Apollo ลงเหยียบดวงจันทร์ได้ถึง 6 ทีม

ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1960 ฟอน บราวน์ นั่งทำงานอยู่ที่ U.S. Space Center ใน Huntsville ในฐานะผู้อำนวยการการพัฒนา โต๊ะทำงานของเขาที่ใช้ในการชี้นำอเมริกาสู่ยุคอวกาศยังคงตั้งให้เราเห็นที่นี่

ในช่วงฤดูร้อนของ ค.ศ. 1966-1970 ฟอน บราวน์ได้ร่วมเดินทางท่องเที่ยวไปทวีปเเอนตาร์กติก ซึ่งได้จัดให้เขาเเละพลพรรคเจ้าหน้าทีระดับสูงใน NASA โดยวัตถุประสงค์ของการเดินทางครั้งนี้ก็เพื่อจะทราบความเห็นจากประสบการณ์ของเหล่าผู้เชี่ยวชาญว่าดินเเดนว่างเปล่านี้จะสามารถใช้ประโยชน์ในการวิจัยด้านอวกาศได้อย่างไร ฟอน บราวน์เป็นคนหนึ่งที่สนใจทวีปนี้มาก โดยเสนอว่าควรมาตั้งสถานีวิจัยที่นี่ เพื่อศึกษาหลักฐานเกี่ยวกับชีวิตจากดาวอังคาร หรือจากโลกอื่น อีกทั้งในเรื่องการดำรงชีพ ลอจิสติก เเละสมุทรศาสตร์






ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น