Power of The Black Sun

" Let the future tell the truth, and evaluate each one according to his work and accomplishments. The present is theirs; the future, for which I have really worked, is mine. "

"ให้อนาคตเป็นเครื่องบอกความจริงของคนๆหนึ่ง โดยพิจารณาจากสิ่งที่คนๆนั้นทำเเละความสำเร็จที่คนๆนั้นได้รับ ปล่อยให้ปัจจุบันเป็นเรื่องของพวกเขา ส่วนอนาคต ซึ่งผมตั้งใจทำมันอย่างจริงจัง คืองานของผม "
............................................................................................

วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ชีวประวัติของเวอร์เนอร์ ฟอน บราวน์ (ต่อ)

การยอมจำนนต่ออเมริกา

วิดีโอประกอบ
VDO 01


VDO 02



ในฤดูใบไม้ผลิปี ค.ศ. 1945 ขณะที่กองกำลังของสหภาพโซเวียต อยู่ห่างจาก Peenemunde เป็นระยะทาง 160 กิโลเมตร ฟอน บราวน์กำลังวางเเผนกับคณะของเขาในการที่จะยอมจำนน โดยพิจารณาเลือกว่าจะเข้ากับฝายใด ระหว่างสหภาพโซเวียตกับสหรัฐอเมริกา ด้วยความกังวลว่าโซเวียตจะกระทำการทารุณต่อเชลยศึก ฟอน บราวน์เเละพลพรรคจึงยอมเลือกที่จะยอมจำนนต่อสหรัฐ ขณะนั้นท่าทางจะไม่ดี Kammler จึงได้มีคำสั่งให้ ฟอน บราวน์ เเละพลพรรคหาที่อยู่ใหม่โดยให้เข้าไปอยู่ที่ศูนย์กลางของเยอรมัน เเต่ด้วยความเข้าใจคำสั่งที่ผิดพลาดของผู้นำกองทัพ เขาจึงสั่งให้ฟอน บราวน์เข้าร่วมกับกองทัพเเละสู้ต่อไป ฟอน บราวน์ได้จัดเตรียมเอกสารเเละเคลื่อนย้ายพลพรรคจำนวน 500 คนเข้าสู่พื้นที่รอบๆ Mittelwerk ซึ่งเป็นที่ซึ่งเขาได้เริ่มดำเนินงานของเขาตอ เนื่องจากฟอน บราวน์ เเละพวกเกรงว่าเอกสารของพวกเขาจะถูกหน่วย ss ทำลาย ฟอน บราวน์ได้สั่งให้ทำเป็นเอกสารที่เรียกว่า blueprint ซึ่งเป็นเอกสารลับ เก็บซ่อนไว้ที่เทือกเขา Harz
ระหว่างการเดินทางในช่วงเดือนมีนาคม ฟอน บราวน์ได้รับบาดเจ็บกระดูกหักที่เเขนเเละไหลข้าซ้าย เนื่องจากประสบอุบัติเหตุขับรถหลับใน อาการบาดเจ็บของเขาค่อนข้างรุนเเรง เเต่เขายืนกรานวามันไม่ได้สาหัสอะไรเเละถอดเฝือกออก เเต่จากการกระทำดังกล่าวทำให้เขาต้องกลับเขารักษาตัวที่โรงพยาบาลอีกครั้งเนื่องจากกระดูกเเตกซ้ำที่เดิม เเละผิดรูป
ในเดือนเมษายนกองกำลังพันธมิตรได้เคลือนตัวเข้าสู่เยอรมัน Kummer ได้สังการให้ทีมนักวิทยาศาสตร์เคลื่อนย้ายโดยรถไฟเข้าสู่ Oberammergau ใน Bavarian Alps ซึ่งเป็นที่ที่จะได้รับการคุ้มกันจากหน่วย ss อย่างใกล้ชิด เเต่ฟอน บราวน์ ได้เเนะนำหัวหน้าหน่วย ss (Kummer) ให้สั่งการให้ทีมนักวิทยาศาสตร์กระจายตัวกันออกสู่หมู่บ้านใกล้ๆ เพราะการกระจุกตัวกันอยูจะทำให้ตกเป็นเป้าโจมตีของฝูงบินทิ้งระเบิดอเมริกาได้ง่าย
ในวันที่ 2 พฤษภาคม 1945 พี่ชายของฟอน บราวน์ (Magnus) ซึ่งเป็นวิศวกรจรวดเช่นเดียวกันได้พบกับทหารอเมริกันโดยบังเอิญ โดยทหารดังกล่าวกำลังขี่จักรยานลาดตระเวณ เเละสังกัดหน่วย US 44th Infantry Division จึงได้ตะโกนออกไปเป็นภาษาอังกฤษที่ไม่ค่อยจะเเข็งเเรงนักว่า "เฮ้ย ไอ้เกรียน ข้าคือ Magnus von Braun น้องชายของข้าคือคนที่ทำจรวด V-2 ตอนนี้พวกเราต้องการที่จะยอมจำนน" ภายหลังการยอมจำนน ฟอน บราวน์ได้เเสดงความรู้สึกว่า "พวกเราทราบดีวาพวกเราได้สร้างนิยามของการทำสงครามยุคใหม่ เเละคำถามสำคัญที่อยู่ในใจเสมอคือ เราควรจะยอมจำนนตอชาติที่ชนะสงครามชาติไหนดี ชาติไหนควรที่จะได้ใช้เทคโนโลยีเเละมันสมองของพวกเรา คำตอบที่ดีที่สุดคือเราควรจะเข้ากับชาติที่ถือไบเบิลเป็นหลักในการดำเนินชีวิต เพื่อเป็นหลักประกันความสงบสุข เเละความมั่นคงของโลก"
ผู้นำระดับสูงของอเมริกาให้ความสำคัญอย่างมากต่อการคุมตัว ฟอน บราวน์เเละพลพรรคได้ เนื่องจาก ฟอน บราวน์เป็นหนึ่งในสิบของนักวิทยาศาสตร์เเละวิศวกรที่ทางการอเมริกันขึ้นชื่อ Black List เเละอยากได้ตัวมากที่สุดที่ต้องจับกุมตัวให้ได้ ในเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ. 1945 ผู้นำกองทัพสหรัฐ Robert B. Stevert หัวหน้าของ Jet Propulsion Section of Research and Intelligence Brance of US Army Ordnance ในลอนดอน เเละ Lt Col R.L William ได้นำ ฟอน บราวน์เเละพลพรรคใส่ Jeep จาก Gamich เพื่อเดินทางสู่ Munich หลังจากนั้นคนกลุ่มนี้ก็ได้บินไปสู่ Nordhausen เเละได้ถูกเคลื่อนย้ายไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้สู่ Witzenhausen เมืองเล็กๆในโซนที่อยู่ในครอบครองของอเมริกันในวันต่อมา หลังจากนั้น ฟอน บราวน์ ได้ถูกเกณฑ์เข้าสู่อเมริกาภายใต้ปฏิบัติการทีมีชื่อว่า Operation Overcast
ตอนต่อไปจะเป็นตอนจบ ที่กล่าวถึงหน้าที่การงานเเละความสำเร็จสูงสุดในชีวิตของฟอน บราวน์ ที่อเมริกา เเละบันปลายชีวิตของเขา

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น