Power of The Black Sun

" Let the future tell the truth, and evaluate each one according to his work and accomplishments. The present is theirs; the future, for which I have really worked, is mine. "

"ให้อนาคตเป็นเครื่องบอกความจริงของคนๆหนึ่ง โดยพิจารณาจากสิ่งที่คนๆนั้นทำเเละความสำเร็จที่คนๆนั้นได้รับ ปล่อยให้ปัจจุบันเป็นเรื่องของพวกเขา ส่วนอนาคต ซึ่งผมตั้งใจทำมันอย่างจริงจัง คืองานของผม "
............................................................................................

วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2552

สู่ชีวิตที่ยืนยาว (ตอนจบ)

ในตอนที่แล้วได้เล่าถึงสถิติและข้อเท็จจริงหลายประการเกี่ยวกับอายุขัยของมนุษย์เรา ทั้งยังได้อธิบายถึงการค้นพบและที่มาของ “ข้อจำกัดของเฮฟริก” ตลอดจนเล่าถึงการทดลองและการค้นพบวิธีการควบคุมอายุขัยในสัตว์ต่างๆหลายชนิด ตั้งแต่ยีสต์ หนอนตัวกลม แมงหวี่ และมาจบลงที่ความมหัศจรรย์ของฮอร์โมน
คราวนี้ก็จะกล่าวกันต่อเกี่ยวกับปัจจัยอื่นๆเลยนะครับ
การจำกัดอาหาร หนทางสู่อายุที่ยืนยาว
ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กอย่างหนูนั้น เป็นที่รู้กันมานานกว่า 60 ปีแล้วว่า การให้มันได้รับอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำกว่าที่มันได้รับตามธรรมชาติในราว 40 เปอร์เซ็นต์ จะช่วยยืดอายุของสัตว์เหล่านี้ออกไปได้ถึง 30 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว นอกจากนี้การทดลองในลิงรีซัสกว่า 10 ปีก็ให้ผลที่คล้ายคลึงกันคือลิงที่จำกัดปริมาณแคลอรี่จะมีสุขภาพดีกว่าลิงที่กินตามใจปาก
การจำกัดแคลอรี่ช่วยยืดอายุสัตว์ได้อย่างไร ??
นักวิทยาศาสตร์ตั้งสมมติฐานในเรื่องนี้ว่า การลดแคลอรี่อาจช่วยลดอุณหภูมิร่างกายลง (ซึ่งเท่ากับช่วยลดการเผาผลาญพลังงานของร่างกายลงด้วยเช่นกัน) และช่วยลดการทำลายล้างเซลล์ของสารจำพวกอนุมูลอิสระต่างๆ ซึ่งเกิดขึ้นขณะที่ร่างกายเผาผลาญพลังงาน นอกจากนี้การลดแคลอรี่จะช่วยเพิ่มปริมาณคอเลสเตอรอลชนิดดีที่ร่างกายต้องการ และอาจมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงปริมาณฮอร์โมนเกี่ยวกับความเครียดอีกด้วย
กล่าวโดยสรุปคือการลดแคลอรี่อาจช่วยในการควบคุมความเครียดอันเป็นผลมาจากการเผาผลาญพลังงานของร่างกายเรานั่นเอง
ควบคุมอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความชรา
นักวิทยาศาสตร์ตั้งสมมติฐานไว้ตั้งแต่ราว 60 ปีมาแล้วว่าอนุมูลอิสระ (free radical) อาจเป็นตัวการหนึ่งที่ทำให้เกิดความชรา
อนุมูลอิสระคืออะไร ??
อนุมูลอิสระคือกลุ่มของสารที่มีอิเล็คตรอนไม่เข้าคู่เกินมาหนึ่งตัว อนุมูลอิสระมักเกิดในระหว่างกระบวนการย่อยอาหารต่างๆด้วยออกซิเจน อนุมูลอิสระสามารถทำลายสารสำคัญได้แทบทุกชนิดที่เป็นองค์ประกอบของเซลล์ คือ ดีเอ็นเอ โปรตีน และกรดไขมัน
การศึกษาในแมงหวี่พบว่าแมงหวี่ที่มีอายุมากจะมีร่องรอยความสึกหรอของไมโทรคอนเดรีย (ซึ่งเป็นแหล่งสร้างพลังงานของเซลล์) สะสมอยู่เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้แมงหวี่ที่มีการกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ซุปเปอร์ออกไซด์ดิสมิวเตส (superoxide dismutase) มากเป็นพิเศษจะช่วยยืดอายุเป็นสองเท่า เพราะเอนไซม์ดังกล่าวช่วยทำลายอนุมูลอิสระของออกซิเจนชนิดหนึ่งคือ ซุปเปอร์ออกไซด์นั่นเอง
ในหนอนที่ขาดเอนไซม์ชื่อ คะตะเลส (catalase) ซึ่งมีหน้าที่กำจัดไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (ซึ่งเป็นอนุมูลอิสระอีกชนิดหนึ่ง) จะมีอายุสั้นกว่าหนอนทั่วไป
การเกิดขึ้นของอนุมูลอิสระนี้เองที่อาจใช้อธิบายว่า ทำไมนกพิราบจึงมีอายุยืนยาวได้ถึง 35 ปี ในขณะที่หนูซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกันมีอายุสั้นกว่าถึง 12 เท่าตัว คำอธิบายอาจเป็นไปได้ว่าหากเปรียบเทียบปริมาณออกซิเจนที่ใช้ในปริมาณเท่าๆกันแล้ว นกพิราบผลิตอนุมูลอิสระได้น้อยกว่าหนูนั่นเอง
การทดลองอันหนึ่งที่น่าสนใจและเกี่ยวข้องกับนกและอนุมูลอิสระก็คือนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งได้ทดลองนำเซลล์ของนกมาทดสอบโดยการเติมอนุมูลอิสระอย่างไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ลงไป พวกเขาพบว่า เมื่อเติมอนุมูลอิสระลงไป ดีเอ็นเอภายในเซลล์นกจะมีการแตกหักเสียหาย และเซลล์หยุดการแบ่งตัวอันเป็นผลจากอนุมูลอิสระน้อยกว่าที่พบในเซลล์หนูที่ใช้เป็นตัวควบคุมในการทดลอง นั่นคือเป็นไปได้ว่านอกจากเซลล์ของนกจะผลิตอนุมูลอิสระน้อยแล้ว ยังเป็นไปได้ว่าเซลล์ของนกอาจมีกลไกบางอย่างที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอย่างหนูไม่มี ในการรับมือกับอนุมูลอิสระก็เป็นได้
ในขณะที่สิ่งหนึ่งที่เรารู้อย่างแน่นอนแล้วก็คือ อนุมูลอิสระและการสึกหรอบุบสลายของเซลล์นั้นเพิ่มขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น แต่ก็ยังมีปัญหาสำคัญที่นักวิทยาศาสตร์ต้องตอบให้ได้ชัดเจนเสียก่อนในกรณีของอนุมูลอิสระกับความชราก์คือ อนุมูลอสระนำไปสู่กระบวนการชราจริงหรือไม่? หรือ อันที่จริงแล้วความชราต่างหากหล่ะที่เป็นต้นเหตุของการเกิดอนุมูลอิสระ? หรือทั้งสองอย่างเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันแบบอื่น?
เทโลเมียร์ กุญแจสู่ชีวิตที่ยืนยาว
การทดลองหนึ่งที่น่าสนใจในหนูก็คือ การทดลองกับหนูพันธ์พิเศษที่ดัดแปลงยีนให้มีเทโลเมียร์สั้นกว่าเดิม
เทโลเมียร์คืออะไร??
เทโลเมียร์ก็คือดีเอ็นเอที่อยู่บริเวณปลายแท่งของโครโมโซม เทโลเมียร์กลายมาเป็นที่สนใจเนื่องจากการค้นพบว่า ขณะที่เซลล์แบ่งตัวนั้นกระบวนการสร้างเทโลเมียร์ขึ้นใหม่โดยเอนไซม์ชื่อ เทโลเมอเรส (telomerase) นั้นมักมีข้อผิดพลาดจนทำให้เทโลเมียร์มีขนาดสั้นลงทุกที จนเซลล์ใหม่ที่เกิดขึ้นมีเทโลเมียร์สั้นเกินไป จนไม่อาจดำรงอยู่ได้ในที่สุด
จากการทดลองโดยใช้หนูพันธุ์พิเศษที่ดัดแปลงยีน ในให้มีเทโลเมียร์สั้นกว่าปกติ พบว่าหากนำหนูพันธ์ดังกล่าวมาผสมกันเองจนถึงรุ่นที่ 3 หนูดังกล่าวจะเริ่มมีอาการของความชราบางอย่างปรากฏเร็วขึ้นเช่น ขนที่เป็นสีเทา (หนูที่ใช้ในการทดลองเป็นพันธุ์ที่เป็นสีดำ) ขนร่วงมีลักษณะอาการคล้ายอาการผมร่วงในผู้ชาย รวมทั้งอาการแผลตามผิวหนังที่เกิดขึ้นบ่อยมากขึ้น
หากผสมพันธุ์หนูดังกล่าวไปจนถึงรุ่นที่ 6 อาการชราดังกล่าวจะปรากฏเร็วขึ้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือเกิดหนูที่มีอายุน้อยลง แต่ที่น่าประหลาดใจคืออวัยวะหลายอย่าง เช่น ตับและไตยังคงมีลักษณะปกติดี ไม่มีอาการกระดูกเปราะและต้อกระจกเกิดขึ้นแต่อย่างใด และในหนูรุ่นที่ 6 นี่เอง อายุของหนูเหล่านี้จะลดลงอย่างเห็นได้ชัด คือตายตั้งแต่อายุยังน้อย
การทดลองเกี่ยวกับเอนไซม์เทโลเมอเรสเองก็น่าสนใจไม่น้อยยกตัวอย่างเช่น หากกระตุ้นเอนไซม์เทโลเมอเรสในเซลล์ที่นำมาเพาะเลี้ยงทำงานจนถึง ข้อจำกัดเฮฟริก พบว่าเซลล์ดังกล่าวสามารถแบ่งตัวต่อไปได้อีก 20 รอบหรือมากกว่านั้น นอกจากนี้ยังพบว่าในเซลล์มะเร็งซึ่งสามารถแบ่งจำนวนอย่างไม่มีขีดจำกัดนั้น ส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากการกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์เทโลเมอเรสเช่นเดียวกัน แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือหนูที่ตัดแต่งยีนให้ไม่สามารถสร้างเอนไซม์เทโลเมอเรสได้นั้น แม้ว่าจะมีขนาดของเทโลเมียร์สั้นลงอย่างเห็นได้ชัดแต่กลับไม่แสดงอาการชราอื่นๆให้เห็นเลย
ดังนั้น แม้ว่าผลการทดลองดังกล่าวจะชี้ให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องระหว่างเทโลเมียร์ เอนไซม์เทโลเมอเลส และความชรา แต่แม้กระนั้นก็ดูเหมือนว่ากระบวนการชราจะมีความสลับซับซ้อนและไม่ได้ขึ้นอยู่กับความยาวของเทโลเมียร์หรือการทำงานของเอนไซม์เทโลเมอเรสแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
แม้ว่านักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มกำลังศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้เอนไซม์เทโลเมอเรสในการกระตุ้นการแบ่งเซลล์ผิวหนังของผู้ป่วยจากแผลไฟไหม้ และกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์ในไขกระดูกในคนไข้มะเร็งอยู่ก็ตาม แต่ความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้ยืดอายุอวัยวะต่างๆทั้งแท้และเทียมก็ยังเป็นเรื่องที่ไกลตัวอยู่มาก

มนุษย์กับความชรา
นอกจากความทะเยอทะยานที่จะดิ้นรนให้พ้นจากความตายให้ได้นานที่สุดแล้ว อีกเหตุผลหนึ่งที่ชาติต่างๆต้องหันมาให้ความสนใจในการศึกษาชราวิทยากันมากขึ้น อาจมาจากการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมที่อุดมไปด้วยผู้คนวัยทองนั่นเอง อย่างในสหรัฐนั้นมีผู้มีอายุสูงถึงร้อยปีหรือมากกว่าจำนวนกว่า 60,000 คนเข้าไปแล้ว
ประมาณกันว่าในอีก 20 ปีประชากรในกลุ่มนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 214,000 คน ซึ่งนับว่าเป็นกลุ่มคนที่มีอัตราการเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุดกลุ่มหนึ่ง
ลักษณะพิเศษอีกประการหนึ่งของกลุ่มผู้สูงอายุดังกล่าวก็คือประกอบด้วยผูหญิงเกือบถึง 80% เลยทีเดียว และมีแนวโน้มที่ช่องว่างดังกล่าวจะถ่างมากขึ้นไปอีกด้วย ส่วนที่ว่าความแตกต่างดังกล่าวเป็นผลมาจากพฤติกรรมที่จำเพาะในแต่ละเพศหรือผลมาจากพันธุกรรมที่ต่างกัน (เพศชายเท่านั้นที่มีโครโมโซม Y) หรือจากทั้งสองปัจจัยก็ยังเป็นเรื่องที่ไม่มีหลักฐานชัดเจนนัก
แต่ข้อเท็จจริงอันหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์รู้จักกันแล้วก็คือเพศกับโรคทางกรรมพันธุ์บางอย่างมีความสัมพันธ์กันอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น เพศชายมีอัตราผู้ป่วยเป็นโรคตาบอดสี และโรคเลือดไหลไม่หยุด (Hemophilia) สูงกว่าเพศหญิงอย่างชัดเจนเนื่องจากยีนของโรคดังกล่าวอยู่บนโครโมโซม X ดังนั้นผู้ป่วยหญิงที่มีความผิดปกติของโครโมโซม X เพียงอันเดียวจะไม่แสดงอาการของโรค (เรียกว่าพาหะของโรค)
นอกจากนี้แม้ว่าเราจะพอมีความรู้ความเข้าใจในกระบวนการชราของสัตว์ต่างๆมากขึ้นบ้าง แต่ในมนุษย์เองข้อมูลกลับมีน้อยมาก แต่เริ่มมีการเก็บข้อมูลของกลุ่มผู้สูงอายุเป็นพิเศษในไต้หวัน เดนมาร์ก ฝรั่งเศส และอีกหลายประเทศ เพื่อตรวจสอบว่าผู้คนเหล่านี้มีองค์ประกอบทางพันธุ์กรรมอย่างใดหรือไม่ที่แตกต่างจากคนทั่วไป
ผลการศึกษาเบื้องต้นในผู้สูงอายุเกินกว่าร้อยปีในฝรั่งเศสพบว่าท่านผู้เฒ่าเหล่านี้มียีนอยู่สองชนิดที่มีลักษณะบางอย่างแตกต่างจากคนทั่วไปคือยีน apolipoprotein E และ angiotensin E ยีนแรกนั้นเกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างโปรตีนในกระบวนการขนส่งคอเลสเตอรอล ในขณะที่ยีนหลังนนั้นเกี่ยวข้องกับการสร้างโปรตีนในกระบวนการควบคุมความดันเลือด ส่วนรายละเอียดนั้นกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาว่าลักษณะพิเศษในยีนทั้งสองชนิดดังกล่าวช่วยให้คนเหล่านี้ต่อสู้กับความชราได้อย่างไร
การค้นพบข้างต้นอาจฟังดูน่าสนใจ แต่น่าเสียดายว่าดูเหมือนจะไม่ได้ชี้ช่องทางการบำบัดอาการชราแต่อย่างใด แต่ไม่แน่เหมือนกันว่าความรู้จากการศึกษาดังกล่าวอาจมีส่วนช่วยเหลือผู้ป่วยจากโรคที่เกี่ยวข้องกับความชราอย่างโรคโปรจีเรียและโรคฮันทิงตัน และอาจรวมไปถึงโรคอัลไซเมอร์ และโรคมะเร็งที่หลายคนเชื่อว่าเป็นผลโดยตรงมาจากความชราเช่นกัน
ดังจะเห็นได้จากเมื่อแพทย์ทำการชันสูตรศพของบุคคลในวัย 30-40 ปีที่เสียชีวิตด้วยสามเหตุต่างๆนอกเหนือจากมะเร็ง ก็มักพบว่าคนเหล่านี้มีก้อนเนื้อที่พร้อมจะเป็นมะเร็งอยู่แล้ว
เมื่อกล่าวถึงโรคที่เกิดจากความผิดปกติของกระบวนการชราในมนุษย์ ก็อาจมีได้หลายโรคดังจะยกตัวอย่างในที่นี้ 2 ชนิด โรคแรกคือ โรค Progeria หรืออาจเรียกได้ว่าโรคแก่ก่อนวัย Progeria นับเป็นโรคที่พบได้ยากโรคหนึ่ง อาการของโรคคือผู้ป่วยจะกลายสภาพเป็นผู้สูงอายุคือ ผิวหนังเหี่ยวย่น ระบบต่างๆของร่างกายเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว และมีร่างกายอ่อนแอลงตั้งแต่อายุยังน้อยคือตั้งแต่เข้าสู่วัยรุ่นเท่านั้น ผู้ป่วยมักเสียชีวิตจากโรคหัวใจตั้งแต่ก่อนอายุ 15 ปีเท่านั้น ปัจจุบันทราบกันแล้วว่าโรคนี้เกิดจากความผิดปกติในยีนชนิดหนึ่ง โดยความผิดปกติดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่ระหว่างการพัฒนาของตัวอ่อนในครรภ์
ส่วนโรค Huntington นั้นเป็นโรคที่พบได้บ่อยในกลุ่มของโรคทางพันธุกรรม โดยจะแสดงอาการเมื่อย่างเข้าสู่วัยกลางคนแล้ว คือมีการเสื่อมของระบบประสาท และมักเสียชีวิตในที่สุดโรค Huntington เกิดจากความผิดปกติของยีนเพียงยีนเดียว
ดังนั้นในอนาคตหากเทคโนโลยีการบำบัดยีน (gene therapy) (คือการเข้าไปเปลี่ยนแปลงระดับยีนของผู้ป่วยโดยตรง เป็นกระบวนการรักษาในอนาคตอันไม่ไกลนักและน่าสนใจมาก) ประสบความสำเร็จด้วยดีแล้ว เราอาจพบวิธีรักษาผู้ป่วยด้วยวิธีดังกล่าวข้างต้นได้
ราคาที่ต้องจ่ายในกับการยืดอายุขัย
การที่จะมีอายุขัยที่ยืนยาว หรือมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์เนิ่นนานนั้นใช่ว่าจะได้มาเปล่า และราคาที่เราต้องจ่ายก็อาจมากกว่าที่เราคาดคิดไว้ก็เป็นได้
นักวิทยาศาสตร์พบว่าในสัตว์ที่มีอายุยืนยาวเป็นพิเศษมักมีลักษณะบางอย่างที่ผิดแผกแตกต่างออกไป เช่นลูกหลานของแมงหวี่ที่มีอายุยืนจะอ่อนแอ มีอัตราการตายสูงกว่าแมงหวี่ทั่วไป หนูและลิงที่จำกัดแคลอรี่จะย่างเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ช้าลง และหนูแคระ (ขนาดราว 1 ใน 3 ของหนูทั่วไป) ที่เกิดจากการผสมพันธุ์พิเศษ จะมีอายุยืนยาวกว่าหนูทั่วไป 50-70 % ไม่สามารถสืบพันธุ์ให้ลูกหลานได้ เราไม่อาจทราบได้เลยว่ามนุษย์ต้องจ่ายอะไรบ้างเพื่อเป็นการแลกกับการมีชีวิตยืนยาว
แช่เยือกแข็งสู่ชีวิตนิรันดร์
หากคุณเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ในปัจจุบัน คุณทำได้เพียงแต่ปลงใจรอความตายมาเยือนเท่านั้นหรือ ??
หลายคนไม่คิดเช่นนั้น และหนทางที่พวกเขาเลือกฟังดูราวกับนิยายวิทยาศาสตร์ นั่นคือพวกเขาเชื่อว่าการเก็บรักษาร่างกายที่เพิ่งตายมาใหม่ๆของเขาไว้อย่างดีสักวันหนึ่งข้างหน้าเมื่อวิทยาการของมนุษย์เราก้าวขึ้นอีกระดับหนึ่ง พวกเขาจะได้รับการปลุกให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ไม่ต่างจากพวกอียิปต์คิดและเชื่อกันจนเป็นต้นกำเนิดของการทำมัมมี่กว่า 4,000 ปี ที่แล้วมานั่นเอง
มนุษย์สมัยนี้ทำมัมมี่กันอย่างไรหน่ะหรือครับ ??
อันที่จริงจะเรียกว่าการทำมัมมี่ก็อาจไม่ตรงนัก แต่ก็มีการศึกษาเก็บรักษาสภาพสิ่งมีชีวิตให้อยู่ในสภาพสิ่งมีชีวิตให้อยู่ได้นานที่สุด ที่เป็นแขนงวิชาหนึ่งของวิทยาศาสตร์เลยทีเดียวเรียกว่า ครายออกนิกส์ (cryonics)
แนวคิดพื้นฐานของครายออนิกส์คือ คุณจะสามารถยืดอายุเซลล์ (เนื้อเยื่อ อวัยวะ รวมไปถึงสิ่งมีชีวิตทั้งตัว) ได้ด้วยการเก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิต่ำๆ ยิ่งต่ำก็ยิ่งช่วยให้การยืดอายุดังกล่าวทำได้ดีขึ้น ด้งนั้นสารเคมีที่เป็นหัวใจของการแช่เยือกแข็งดังกล่าวมักเป็นไนโตรเจนเหลว
ไนโตรเจนเหลวก็คือก๊าซไนโตรเจนที่นำมาอัดภายใต้ความดันสูงๆ จนกลายเป็นของเหลว ไนโตรเจนเหลวมีอุณหภูมิต่ำมากคือต่ำถึง -223 องศา C เลยทีเดียว บริษัทที่รับแช่เยือกแข็งมนุษย์มักคุยว่าด้วยอุณหภูมิดังกล่าว พวกเขาแทบจะสามารถเก็บร่างกายของลูกค้าได้ตลอดไปเลยทีเดียว!!!!
แต่ว่าการแช่เยือกแข็งมนุษย์จะช่วยรักษาสภาพร่างกายไว้ได้จริงหรือ??
ปัญหาใหญ่ของกระบวนการแช่เยือกแข็งก็คือ ขั้นตอนการนำอวัยวะออกภายหลังการเก็บรักษาไว้ในไนโตรเจนเหลวระยะหนึ่ง เพราะว่าเซลล์จำนวนมากจะต้องตายจากกระบวนการดังกล่าว ขั้นตอนดังกล่าวจึงต้องทำโดยระมัดระวังให้อุณหภูมิอย่างช้ามากๆ ในการละลายบางอย่างที่จะช่วยรักษาสภาพเซลล์ให้บอบช้ำน้อยที่สุด
ผลการทดลองในสัตว์หลายชนิดมีแนวโน้มในทางที่ดี ดังเห็นได้จากการที่ไนโตรเจนเหลวสามารถช่วยเก็บรักษาอวัยวะบางอย่างเช่นหัวใจหนูได้อย่างน่าอัศจรรย์ เพราะว่าเมื่อนำอวัยวะบางอย่างออกจากภาชนะบรรจุไนโตรเจนเหลว ก็ยังสามารถกระตุ้นให้ทำงานได้ แม้ว่าจะมีความเสียหายเกิดขึ้นต่อเซลล์จำนวนมากก็ตาม เซลล์อสุจิและเซลล์ไข่ก็เคยมีรายงานว่าประสบความสำเร็จเช่นเดียวกัน
แต่ที่น่าสนใจก็คือมีบางบริษัทอ้างว่าประสบความสำเร็จในการทดลองแช่เยือกแข็งกับสุนัขเป็นๆ และสามารถนำสุนัขดังกล่าวผ่านกระบวนการอุ่นเพื่อคืนชีพกลับมาได้โดยสวัสดิภาพ
แต่กระนั้นก็ไม่มีใครรู้ว่าจะมีวันที่วิทยาการจะก้าวหน้าพอที่จะนำมนุษย์ไนโตรเจนเหลวกลับมามีชีวิตได้หรือไม่ และหากมีวันนั้นจะเป็นอนาคตที่ไกลเพียงใด แม้กระนั้นก็มีลูกค้าที่มีอันจะกินเข้าร่วมขบวนด้วยหลายสิบรายแล้ว
แต่ที่ชวนสยองกว่านั้นก็คือค่าใช้จ่ายในการแช่ด้วยไนโตรเจนเหลวดังกล่าวนั้นมีราคาที่แพงมาก ราว (28,000-150,000 เหรียญสหรัฐ) และบางรายเลือกแช่เฉพาะส่วนหัวหรือสมองเท่านั้น คงคิดว่าเมื่อถึงตอนนั้น (ตอนที่คืนชีพ) คงจะหาลำตัวมาต่อได้ไม่ยาก
ชีวิตอมตะในห้องทดลอง
แม้ว่าขณะนี้จะไม่มีมนุษย์ผู้ใดที่เข้าใกล้ชีวิตอมตะอย่างแท้จริง หากแต่นับเฉพาะเซลล์ในห้องทดลองแล้วหล่ะก็ เรามีผู้ท้าชิงหลายรายเลยทีเดียว ยกตัวอย่างเช่นเซลล์ชนิดหนึ่งที่รู้จักกันดีในหมู่นักวิทยาศาสตร์ทั่วไปที่มีชื่อว่า Hela Cell
Hela Cell มาจากเนื้อเยื่อของคนไข้ชื่อว่า Henrietta Lack ซึ่งเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปากมดลูก เซลล์ Hela มีลักษณะพิเศษคือเป็นเซลล์มนุษย์ชนิดหนึ่ง ที่สามารถเพาะเลี้ยงได้อย่างต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด คือไม่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดของเฮฟริก นอกจากนี้เซลล์ Hela ยังมีลักษณะพิเศษอีกอย่างคือมีโครโมโซมมากถึง 70-80 โครโมโซม (เซลล์มนุษย์มีเพียง 46 โครโมโซม)
เซลล์ Hela ได้เริ่มเพาะเลี้ยงในจานเลี้ยงเซลล์มาตั้งแต่ 8 กุมภาพันธ์ 2494 นั่นก็คือหากนับเนื่องถึงปัจจุบันก็เกือบหกสิบปีแล้ว และยังคงมีการเพาะเลี้ยงเซลล์ดังกล่าวกันอยู่ตามห้องทดลองต่างๆนับพันแห่งทั่วโลก
นั่นก็คือหากไม่มีความผิดปกติประเภทที่ว่าเซลล์ Hela ในห้องทดลองเกิดตายลงพร้อมกัน เซลลืดังกล่าวก็ทำตัวเยี่ยมีชีวิตเป็นอมตะ คือเพิ่มจำนวนและดำรงชีพในจานเพาะเลี้ยงตามมุมต่างๆของโลกอยู่ต่อไป
ขณะนี้แม้ว่าเราจะมีความรู้เกี่ยวกับกระบวนการชรามากขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถหาวิธีไฮเทคในการยืดอายุและทำให้ร่างกายแข็งแรงได้เป็นจริงเป็นจังแต่ก็ไม่แน่ใจว่าในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้าเมื่อเรามีความรู้ทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้มากขึ้น เราอาจมีวิธีการง่ายๆในการยืดอายุและเพิ่มความแข็งแรงอย่างยั่งยืน หวังว่าถึงตอนนั้นเราคงไม่ต้องกลับมากังวลกับปัญหาที่ตรงกันข้ามอย่างปัญหาคนกำลังจะล้นโลกอย่างที่เรากังวลอยู่ตอนนี้นะครับ
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรท้ายที่สุดแล้ว ผมเชื่อว่ามนุษย์เราก็คงไม่พ้นต้องตกอยู่ภายใต้กฎของอนิจจัง คือต้องตายอยู่ดี (อยู่นานไปก็เบื่อ ไปเกิดใหม่ดีกว่า เปลี่ยนรสชาติความมันส์) เพียงแต่เราจะมีความรู้ในการช่วยยืดอายุขัยให้นานขึ้นเท่านั้นเอง

1 ความคิดเห็น: