Power of The Black Sun

" Let the future tell the truth, and evaluate each one according to his work and accomplishments. The present is theirs; the future, for which I have really worked, is mine. "

"ให้อนาคตเป็นเครื่องบอกความจริงของคนๆหนึ่ง โดยพิจารณาจากสิ่งที่คนๆนั้นทำเเละความสำเร็จที่คนๆนั้นได้รับ ปล่อยให้ปัจจุบันเป็นเรื่องของพวกเขา ส่วนอนาคต ซึ่งผมตั้งใจทำมันอย่างจริงจัง คืองานของผม "
............................................................................................

วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2552

สู่ชีวิตที่ยืนยาว

เปลี่ยนเเนวบ้าง วันนี้รู้สึกเบื่อเขียนเรื่องจักรวาลวิทยา เปลี่ยนมาเป็นเรื่องทางชีวภาพที่น่าสนใจดีกว่า

สู่ชีวิตที่ยืนยาว
ความใผ่ฝันเก่าแก่สุดอันหนึ่งของมนุษยชาติ ตั้งแต่ครั้งแรกเริ่มมีอารยธรรมเมื่อหลายพันปีก่อนก็คือ ความปรารถนาที่จะมีคงความหนุ่มสาวและมีชีวิตอันเป็นนิรันดร์ ดุจดังเทพเทวาในนิยายปรัมปรา และปกรณัมของชาติต่างๆ (อย่างการร่วมมือกันระหว่างเหล่าเทพกับอสูร ในการกวนมหาสมุทรโดยมีน้ำอมฤตเป็นเป้าหมายในเรื่องรามเกียรติ์เป็นต้น)
แต่ไม่ว่าจะมีจำนวนผู้ทุ่มเทกำลังกายและกำลังใจค้นหาความลับของน้ำอมฤตและหาหนทางสู่ชีวิตอันเป็นอมตะเพียงใน สิ่งที่ทุกคนได้รับก็คือความล้มเหลว ความใฝ่ฝันดังกล่าวก็ยังเป็นเพียงสิ่งเกินเอื้อมตลอดมา ผมของอาสาพาทุกท่านไปดูว่าเราเข้าใกล้ความฝันดังกล่าวเพียงใด

มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่มีอายุยืนจริงหรือ ??
หากพิจารณาจากอายุขัยของมนุษย์เทียบกับสิ่งมีชีวิตต่างๆ (ไม่นับพวกไม้ยืนต้น) คุณอาจคิดว่ามนุษย์เรามีอายุค่อนข้างยืน แต่ความความจริงคือ คุณอาจไม่เชื่อก็ได้ว่ามนุษย์เรามีช่วงอายุขัยที่สั้นมาก นักวิทยาศาสตร์ประมาณกันว่า 99.99 เปอร์เซ็นต์ของเวลาที่มนุษย์ยุคปัจจุบันที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Homo Sapiens ปรากฏกายอยู่บนโลกใบนี้บรรพบุรุษของเรามีอายุเฉลี่ยเพียงค่าราว 18 – 20 ปีเท่านั้น ตรงนี้คงต้องทำความเข้าใจก่อนว่าอายุเฉลี่ยเป็นเพียงค่าเฉลี่ยจากอายุประชากรโดยรวม แต่อายุจริงของบุคคลอาจแตกต่างออกไปได้มาก สาเหตุหลักๆที่มนุษย์มีอายุสั้นนักคงจะได้แก่ โรคภัยไข้เจ็บและภัยพิบัติจากธรรมชาติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม แผ่นดินไหว เป็นต้น อันตรายจากสัตว์ที่มีเล็บเขางาพิษต่างๆรวมไปถึงการสูญเสียจากสงครามและการรบราฆ่าฟันกันเองของมนุษย์
ความจริงช่วงอายุขัยดังกล่าว หากพิจารณาจากแง่มุมทางวิวัฒนาการแล้วอาจไม่น่าประหลาดใจนัก เพราะว่าสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่มีอายุขัยเฉลี่ยยาวกว่าระยะสืบพันธ์ไม่มากนักเนื่องจากเมื่อสิ่งมีชีวิตใดก็ตามสามารถสืบเผ่าพันธุ์ออกลูกหลานได้แล้ว ก็เท่ากับประสบความสำเร็จในหน้าที่ทางชีววิทยาคือ ได้ถูกส่งยีนของตนไปสู่รุ่นถัดไป เวลาที่เหลืออยู่ก็เป็นแต่เลี้ยงดูจนรุ่นลูกเหล่านั้นสามารถดูแลตนเองได้ ดังนั้นหากมองตรงนี้แล้วมนุษย์เองก็ไม่น่าจะเป็นข้อยกเว้นใด
คราวนี้หากจะย้อนกลับไปดูอดีตที่ใกล้เข้ามาอีกคือเพียงแค่ร้อยปีที่ผ่านมา คุณจะพบว่ามนุษย์เรายังมีอายุเฉลี่ยไม่ถึง 50 ปีเท่านั้น เช่นชาวอเมริกันที่เกิดในปี พ.ศ. 2443 จะมีอายุเฉลี่ยเพียง 47 ปีเท่านั้น (ที่ต้องยกตัวอย่างชาวอเมริกันเพราะว่าพวกเขามีระบบสำมะโนประชากรมานานกว่าร้อยปีแล้ว) ในประเทศกำลังพัฒนาตัวเลขดังกล่าวก็ลดลงอีก
เมื่อเวลาผ่านไปช่วงอายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์ก็ยังเพิ่มขึ้นน้อยมาก คือในอีก 30 ปีต่อมาตัวเลขก็ยังขยับเพิ่มขึ้นอีกเพียง 10 ปีเท่านั้น ซ้ำร้ายลำพังแค่การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ในปี พ.ศ. 2461 ซึ่งได้คร่าชีวิตผู้คนไปทั่วโลกกว่า 25 ล้านคน (เฉพาะให้สหรัฐประเทศเดียวมีผู้เสียชีวิตกว่า 500,000 คนเลยทีเดียว) ก็ฉุดเอาอายุเฉลี่ยของมนุษย์ลงมาเหลือแค่ไม่ถึง 40 ปีเท่านั้น
หลังจากนั้นเองที่อายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จวบจนปัจจุบันในอัตราเฉลี่ยราว 2 เปอร์เซ็นต์ต่อปีเลยทีเดียว
ในปัจจุบันอายุเฉลี่ยของมนุษย์เราจะอยู่ที่ 76 ปี (ตัวเลขในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งใกล้เคียงกับประเทศที่พัฒนาแล้วอื่นๆ) กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คืออายุเฉลี่ยของเราเพิ่มขึ้นกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ในช่วงเวลาเพียงหนึ่งศตวรรษเท่านั้น
ในประเทศสหรัฐนั้น สำนักสำมะโนประชากรประมาณว่า จะมีชาวอเมริกันอายุยืนยาวถึง 90 ปีเพิ่มมากขึ้นเป็นสองเท่าของปัจจุบัน ในอีก 50 ปีข้างหน้า และมีนักวิทยาศาสตร์จำนวนไม่น้อยเชื่อว่าเด็กที่เกิดในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 นี้จำนวนมากมีโอกาสได้อยู่รวมฉลองการก้าวสู่ศตวรรษที่ 22 ด้วยซ้ำไป
เกิดอะไรขึ้นกับช่วงเวลา 100 ปีที่ผ่านมา เหตุใดมนุษย์จึงมีอายุเฉลี่ยยืดยาวขึ้นได้มากเพียงนี้ เหตุผลหลักน่าจะเป็นที่การค้นพบสำคัญหลายอย่างเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ทางด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ไม่ว่าจะเป็นการค้นพบยาปฏิชีวนะมากมายหลายชนิด (ชนิดแรกคือ เพนิซิลิน โดยอเล็กซานเดอร์ เฟลมมิ่ง ในปี พ.ศ. 2471) การค้นพบวิธีผลิตวัคซีนที่ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูงหลายชนิด ทำให้โรคอย่างฝีดาษก็แทบจะสูญไปจากโลกทีเดียว
นอกจากนี้การพัฒนาระบบสาธารณสุขพื้นฐานต่างๆ ความรู้ด้านโภชนาการที่ดีมากยิ่งขึ้น ยารักษาโรคสมัยใหม่ที่มีประสิทธิภาพดีจำนวนมากรวมไปถึงเทคนิคการรักษาแบบปลอดเชื้อ ก็ช่วยลดอัตราการตายของผู้ป่วยจากการติดเชื้อเป็นจำนวนมาก
กล่าวโดยสรุปแล้ว การยืดยาวออกของอายุขัยมนุษย์เป็นผลมาจากความสำเร็จของนักวิทยาศาสตร์และแพทย์ในการเข้าใจถึงชีววิทยาพื้นฐานของการเกิดโรค และของร่างกายมนุษย์เราเองเป็นหลัก แต่ว่าอายุเฉลี่ยของเราจะยืดออกไปเรื่อยๆเช่นนี้หรือ เราสามารถมีอายุยืนยาวถึง 150, 200 หรือ 300 ปีได้หรือไม่??
ฤาชีวิตมนุษย์จะถูกฟ้าลิขิตไว้แล้ว ??
ปี พ.ศ. 2504 นักกายวิภาคชื่อ เลโอนาร์ด เฮฟลิก ได้พบความจริงทางวิทยาศาสตร์ข้อหนึ่งที่รู้จักดีในหมู่นักศึกษาเกี่ยวกับชราวิทยานั่นก็คือ ในช่วงเวลาดังกล่าว เฮฟลิกได้ตั้งคำถามว่า “ความชรานั้นมีจุดเริ่มต้นที่ใดกันแน่ และเริ่มต้นจากสิ่งใด หรือกระบวนการใด” นอกจากนี้เขายังสงสัยไปถึงว่า “ตัวกำหนดความชรากำเนิดขึ้นและดำรงอยู่ในหน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชิวิตทุกชนิดคือเซลล์หรือไม่” หรือว่า “อันที่จริงแล้วเซลล์นั้นสามารถอยู่ได้เป็นอมตะ เป็นแต่ว่าปัจจัยภายนอกอื่นมากระตุ้นให้เซลล์แก่ลง”
ในการทดลองครั้งหนึ่ง เฮฟริกได้นำเซลล์จากเนื้อเยื่อของทารกมาเพาะเลี้ยงในจานเพาะเลี้ยง ผลก็คือ เซลล์ดังกล่าวได้แบ่งตัวไปเรื่อยๆจนกระทั่งถึงช่วงประมาณรอบที่ 50 เซลล์ทุกเซลล์ก็หยุดแบ่งตัวเพิ่มจำนวน จากนั้นเซลล์ก็มีการเปลี่ยนแปลงที่คล้ายกับอาการชราในสิ่งมีชีวิต คือ เริ่มมีการกินอาหารได้น้อยลง เยื่อหุ้มเซลล์เริ่มมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นและตายไปในที่สุด
ข้อจำกัดดังการแบ่งตัวดังกล่าวต่อมาเรียกว่า “ข้อจำกัดเฮฟริก” (Hayflick Limit) เมื่อเฮฟริกทำการทดลองดังกล่าวซ้ำอีกครั้งแต่ในเซลล์ของชายชราอายุ 70 ปีแทน เขาพบว่าอาการชราดังกล่าวเกิดเร็วขึ้น นั่นก็คือเกิดขึ้นหลังจากการแบ่งตัวเพียง 20-30 ครั้งเท่านั้น เขาสรุปการทดลองว่าเซลล์ชายสูงอายุนั้น “ชรา” กว่าเซลล์ของทารก
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความชรานั้นเกิดขึ้นลึกลงไปถึงเซลล์แต่ละเซลล์ของร่างกายเลยทีเดียว
เฮฟริกเชื่อว่า “ความชราเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไปไม่ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างต้องแก่ตัวลงรวมทั้งเอกภพเอง การกล่าวว่าภายใน 20 ปีเราทุกคนจะมีอายุยืนถึง 200 ปีเป็นเรื่องไร้สาระอย่างยิ่ง” นอกจากนี้เขายังเชื่อว่า อายุของมนุษย์เรานั้นได้ถูกกำหนดไว้ในยีนของเราเรียบร้อยแล้ว และมีขอบเขตจำกัดไม่เกิน 125 ปี
ไม่มีมนุษย์คนใดมีอายุเกิน 125 ปีเลยหรือ ??
ตามหลักฐานอ้างอิงที่พอจะหาได้ดูเหมือนว่าจะเป็นเช่นนั้นครับ ในหนังสือ “เดอะกินเนสบุ๊คออฟเรคคอร์ด” บันทึกไว้ว่าเจ้าของสถิติโลกเรื่องอายุยืนได้แก่คุณทวด ชิเงะซิโยะ อิซุมิ ชาวญี่ปุ่น และคุณทวด หลุยซ์ คาลมองต์ ชาวฝรั่งเศส ทั้งคู่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ว่ามีอายุถึง 120 ปี โดยรายแรกจะแก่วันกว่าเล็กน้อย อันที่จริงรายที่อ้างว่ามีอายุมากกว่านี้ก็มี แต่ไม่มีหลักฐานยืนยันได้แบบ 2 รายแรก) รายแรกคือคุณทวดมาร์ค แธรช ชาวสหรัฐ และคุณทวดมาเรีย โดโคโม ชาวบราซิลซึ่งชาวบ้านที่รู้จักคุณทวดทั้งคู่เชื่อว่าท่านมีอายุยืนถึง 121 และ 124 ปีเลยทีเดียว แม้ว่าจะยังไม่มีรายงานที่เชื่อถือได้ว่ามีมนุษย์คนใดที่ก้าวผ่านจุดจำกัดของอายุดังกล่าว แต่ความเชื่อของเฮฟริกจะเป็นจริงแน่หรือ
บทเรียนเรื่องความชราจากสรรพสัตว์
การจะตอบคำถามเกี่ยวกับจุดจำกัดของความชราในมนุษย์คงไม่ง่ายนัก เนื่องจากความสลับซับซ้อนในโครงสร้างของร่างกาย ความยาวของช่วงอายุรวมไปถึงปัญหาด้านจริยธรรม ดังนั้นความรู้จากการศึกษาเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตที่มีความซับซ้อนน้อยกว่าอย่างเช่น ยีสต์ หนอนตัวกลม แมงหวี่ หนู หรือแม้แต่ลิงก็ช่วยแง้มคำตอบให้เราพบได้เห็นบ้างไม่มากก็น้อย
ประมาณกันว่าจนถึงปัจจุบันมียีนไม่น้อยกว่า 20 ยีนที่เกี่ยวข้องกับความยืนยาวของชีวิตที่ได้รับการศึกษาในสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆข้างต้น หากจะนับรวมถึงยีนของโปรตีนอื่นๆที่เกี่ยวข้องแล้วก็อาจนับรวมได้เป็นร้อย ฃหรือเกินกว่าพันยีนก็เป็นได้ ต่อไปนี้จะขอยกตัวอย่างการศึกษากระบวนการชรา ในสิ่งมีชีวิตต่างๆที่น่าสนใจ
แรกสุดก็ขอเริ่มกันที่ยีสต์ เลโอนาร์ด กัวแรนเต้ แห่งสถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาซูเซ็ตต์ ได้ค้นพบการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับยีนหนึ่งในยีสต์ที่ก่อให้เกิดการเร่งกระบวนการชราให้เกิดขึ้น ทั้งยังมีแววว่าจะสามารถเชื่อมโยงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเข้ากับกลุ่มอาการชราก่อนอายุที่พบในมนุษย์อีกด้วย
ต่อไปเป็นแมงหวี่ แมงหวี่ที่เลี้ยงกันอยู่ในห้องทดลองทั่วโลกนั้น เราสามารถยืดอายุของมันได้ด้วยวิธีการง่ายๆ อย่างเช่น เลี้ยงมันที่อุณหภูมิต่ำๆ อย่างเช่นที่ 4 องศา C ซึ่งเป็นอุณหภูมิเดียวกับช่องเย็นทั่วไป
การทดลองอันหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ หากเราเลี้ยงแมงหวี่และควบคุมให้มันผสมพันธ์กันช้ากว่าในธรรมชาติ และนำแมงหวี่รุ่นลูกที่ได้มาผสมพันธ์ในแบบเดียวกันเรื่อยๆ จะพบว่าแมงหวี่รุ่นหลังๆจะมีอายุยืนยาวมากขึ้นกว่าแมงหวี่ตามธรรมชาติ ยกตัวอย่างเช่นแมงหวี่รุ่นที่ 10 หรือมากกว่าจะมีอายุยืนยาวมากขึ้นเป็นสองหรือสามเท่าของแมงหวี่ทั่วไปเลยทีเดียว
นอกจากนั้นแมงหวี่ดังกล่าวยังมีสุขภาพแข็งแรงกว่าแมงหวี่ทั่วไปในรุ่นอายุคราวเดียวกันอย่างชัดเจนอีกด้วย คือสามารถบิน เดิน และทนต่อสภาวะแห้งแล้วหรือขาดอาหารได้ดีกว่า และที่เด็ดกว่าก็คือในขณะที่แมงหวี่ทั่วไปเมื่อย่างเข้าอายุ 50-60 วันก็จะอยู่ในวัยเฒ่าชราเต็มที (อายุของแมงหวี่ตามธรรมชาติหากไม่โดนสัตว์อื่นกินไปเสียก่อนจะมีอายุราว 70 วัน) แต่แมงหวี่ผสมพิเศษนี้ยังฟิตเปรี๊ยะอยู่
ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าเหตุใดอุณหภูมิหรือการประวิงเวลาสืบพันธ์จึงมีผลยืดอายุแมลงหวี่ได้ แต่ขอบอกไว้ก่อนสำหรับคนที่คิดจะเอาวิธีการดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ว่าไม่มีรายงานว่าวิธีดังกล่าวจะก่อให้เกิดผลแบบเดียวกันในมนุษย์เราแต่อย่างใด
ทีนี้ลองมาดูเรื่องหนอนตัวกลมกันบ้าง หนอนตัวกลมที่ใช้ในการศึกษาทดลองกันทั่วโลกมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Caenorhabditis elegans หนอนดังกล่าวมีขนาดยาวเพียง 1 มิลลิเมตร และมีอายุเฉลี่ยเพียง 15 วัน แต่ที่ห้องทดลองหลายแห่งหนอนดังกล่าวมีอายุยืดยาวกว่านั้นหลายเท่านัก ยกตัวอย่างเช่น ที่แล็บของจูดิธ คัมพิซิ ที่ห้องทดลองแห่งชาติลอเรนท์ เบิร์กเลย์ หนอนเจ้าของสถิติอายุยืนมีอายุยืนกว่า 8 เท่าของหนอนทั่วไปคืออายุยืนถึง 140 วันเลยทีเดียว หรือเทียบเท่ากับ 600 ปีในมนุษย์อย่างๆเราๆท่านๆเลยทีเดียว
เกิดอะไรขึ้นกับหนอนพวกนี้หน่ะเหรอครับ??
หนอนพวกนี้ได้รับการดัดแปลงยีนที่เกี่ยวข้องกับการสร้างโฮโมนชนิดหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมระดับกลูโคสในเลือด ไม่แน่นักว่าการควบคุมฮอร์โมนที่คล้ายคลึงกับในมนุษย์ (คืออินซูลิน) อาจเป็นหนทางหนึ่งในการชะลอความชรา ยืดอายุขัย รวมไปถึงการลดหรือจำกัดอาการข้างเคียงของความชราต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียกล้ามเนื้อ อาการกระดูกเปราะ เป็นต้น ก็เป็นได้
การทดลองที่น่าสนใจอีกอันหนึ่งในหนอนเช่นกันก็คือ การเคลื่อนย้ายเอาเซลล์เพศ (คือเซลล์สเปิร์มและเซลล์ไข่) ที่พัฒนาสมบูรณ์แล้วออกจากตัวหนอน จะมีผลเร่งกระบวนการชราของสัตว์พวกนี้ เป็นไปได้ว่าเซลล์พวกนี้อาจผลิตโฮโมนบางอย่างที่คล้ายกับอินซูลิน ซึ่งจะช่วยควบคุมให้สัตว์เหล่านี้ได้มีโอกาสพัฒนาอย่างช้าๆจนโตเต็มที่ (หลังเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์) และจะช่วยให้มีสุขภาพดีมีโอกาสได้ได้สืบพันธุ์ต่อไป
ข้อสรุปที่สำคัญประการหนึ่งที่ได้จากผลการทดลองต่างๆข้างต้นในหนอนเหล่านี้คือ ช่วงอายุขัยของหนอนเหล่านี้ไม่ได้ถูกจำกัดแน่นอนจนไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ส่วนที่ว่าข้อสรุปดังกล่าวจะเป็นจริงกับมนุษย์หรือไม่ ก็ต้องศึกษากันต่อไป เช่นเดียวกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะทำได้มากน้อยเพียงใด
ฮอร์โมน น้ำพุแห่งวัยหนุ่มสาว
นอกจากผลการทดลองที่น่าสนในเกี่ยวกับฮอร์โมนในแมงหวี่และหนอนแล้ว ฮอร์โมนบางชนิดเองยังมีศักยภาพเป็นอย่างมากในมนุษย์และอาจจะเป็นหนทางหนึ่งสู่ความแข็งแรงและชีวิตอันยืนยาว
ตัวอย่างเช่น ฮอร์โมนการเจริญเติบโต (growth hormone) ในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตในวัยรุ่น และยังช่วยบำรุงรักษาและฟื้นคืนกล้ามเนื้อแก่ผู้สูงอายุอีกด้วย
ฮอร์โมนชนิดเดียวกันนี้เอง ที่นักกีฬาบางคนนำมาใช้ในการโด๊ป เพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อ ด้วยหวังว่าจะช่วยให้มีความรวดเร็วและอดทนเพิ่มขึ้น (ซึ่งเป็นการผิดกฎกติกามารยาท)
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือการใช้ฮอร์โมนดังกล่าวอาจกลายเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่งขึ้นมาได้ เนื่องจากฮอร์โมนดังกล่าว มีผลข้าเคียงอาจก่อให้เกิดโรคหัวในหรือโรคเบาหวานได้ นอกจากนี้เล้วก็ยังมีราคาแพงมาก คือค่าใช้จ่ายสูงถึง 20,000 เหรียญสหรัฐต่อคนต่อปีเลยทีเดียว
ฮอรโมนชนิดหนึ่งที่สำคัญและอาจมีผลต่อการยืดอายุหรือช่วยให้คงความหนุ่มสาวได้คือ ฮอร์โมนเพศ (sex hormone) เช่น ฮอร์โมนเอสโตรเจนในผู้หญิง ฮอร์โมนเอสโตรเจนมีผลช่วยลดรอยเหี่ยวย่น ของผิวหนังอันเนื่องมาจากการยืดอายุของคอลาเจน ที่เป็นองค์ประกอบและทำให้ผิวหนังเต่งตึง นอกจากนี้แล้วยังช่วยป้องกันโรคกระดูกเปราะและกระตุ้นการเจริญเติบโตของมดลูก
ได้มีการทดลอบที่น่าสนใจ มากในผู้ป่วยที่มีอายุมากที่ต้องตั้งครรภ์ พบว่าในกรณีของคุณป้าโรซานนา คาร์ตี้ที่ใช้ไข่ที่ได้รับบริจาคมาผสมกับสเปิร์มของสามีของเธอนั้น และนำไข้ดังกล่าวมาฝังตัวในมดลูกของเธอช่วยให้คุณป้าตั้งท้องลูกชายคนเล็กขณะที่เธออายุ 62 ปีเลยทีเดียว
แต่ข้อเสียของการใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนก็คือ อาจมีผลต่อการทำงานของหัวใจและอาจเพิ่มโอกาสการเป็นมะเร็ง เต้านมและมดลูกโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีประวัติการเป็นโรคดังกล่าวในของสมาชิกในครอบครัว
นอกจากจะอาศัยตัวฮอร์โมนโดยตรงแล้ว การเพิ่มปริมาณของ DHEA ซึ่งเป็นสารตั้งต้นที่ร่างกายใช้ในการผลิตฮอร์โมนเพศ (ทั้งเอสโตรเจนและเทสโทรเจน) ยังอาจจะมีผลช่วยเพิ่มปริมาณฮอร์โมนเพศได้อีกด้วย
การทดลองในหนูแสดงให้เห็นว่า หนูที่ได้รับ DHEA มีลักษณะอ่อนเยาว์ และกระฉับกระเฉงกว่าหนูทั่วไป นอกจากนี้ DHAE ยังช่วยเพิ่มพลังงาน ซ่อมแซมกล้ามเนื้อ ทั้งยังสามารถช่วยเพิ่มความสามารถในการจำได้ แต่ DHEA จะมีผลเดียวกันกับมนุษย์หรือไม่ยังไม่มีใครทราบได้
แต่ข้อเสียที่คล้ายคลึงกับฮอร์โมนอื่นๆก็คือมันจะไปเร่งการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อหรืออวัยวะบางอย่างจนผิดปกติ การทาน DHAE มีผลต่อการเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งเต้านมในผู้หญิงและมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ชาย
ฮอร์โมนอีชนิดหนึ่งที่มีผู้สนใจศึกษาก็คือเมลาโตนิน
เมลาโตนินนั้นมีประโยชน์ทางการแพทย์คือ มีฤทธิ์ช่วยลดความเครียดและแก้อาการนอนไม่หลับ ประโยชน์สำคัญของเมลาโตนินก็คือมันอาจมีผลช่วยลดอาการข้างเคียงที่เกิดจากการใช้เคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็งทั้งหลาย ซึ่งรู้จักกันดีในหมู่คนไข้ว่าทำให้สะบักสะบอมไม่น้อยไปกว่าตัวโรคเลย
เนื่องจากมะเร็งเป็นโรคหนึ่งที่มีอาการเกี่ยวพันกับความชรา ดังจะเห็นได้ว่าเมื่ออายุมากขึ้นโอกาสที่จะเป็นมะเร็งก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัวไปด้วย เมลาโตนินจึงเข้ามาเป็นเกี่ยวข้องกับการศึกษาชราวิทยาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่อาการข้างเคียงที่ต้องระวังจากการให้เมลาโตนินมากเกินไปก็คือ คนไข้อาเกิดอาการเซื่องซึมได้
ในอนาคตไม่แน่ใจว่าการให้ฮอร์โมนอาจจะเป็นทางเลือกหนึ่งในการชะลอความชราและคงความเป็นหนุ่มสาว แต่ทั้งนี้เรายังต้องเรียนรู้เกี่ยวกับกลไกการทำงานของฮอร์โมนพวกนี้อีกมาก

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น