Power of The Black Sun

" Let the future tell the truth, and evaluate each one according to his work and accomplishments. The present is theirs; the future, for which I have really worked, is mine. "

"ให้อนาคตเป็นเครื่องบอกความจริงของคนๆหนึ่ง โดยพิจารณาจากสิ่งที่คนๆนั้นทำเเละความสำเร็จที่คนๆนั้นได้รับ ปล่อยให้ปัจจุบันเป็นเรื่องของพวกเขา ส่วนอนาคต ซึ่งผมตั้งใจทำมันอย่างจริงจัง คืองานของผม "
............................................................................................

วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ฐานทัพนาซีอยู่ที่เเอนตาร์คติกาจริงหรือ?? (ตอนที่ จบ)





เบอร์ลินใหม่ (Neuberlin)

ถ้าคุณเป็นทหาร Wehrmacht ที่สถานีรถไฟที่ถูกบอมบ์ในเมือง Poltava ประเทศยูเครนในช่วงฤดูร้อนของปี ค.ศ. 1942 คุณจะเห็นทหารหน่วยหนึ่งที่ดูเเปลกมากกำลังเดินเเถวมุ่งหน้าเพื่อไปรอรถไฟโดยสาร โดยหทารหน่วยนี้เป็นผู้หญิง พวกเธอทั้งหมดผมบลอนด์ มีนัยตาสีฟ้า อายุอยู่ในช่วงระหว่าง 17 ถึง 24 ปี สูง หุ่นดี เซ็กซี่มีเสน่ห์ดึงดูด พวกเธออยู่ในชุดยูนิฟอร์มสีฟ้า เเต่ละคนจะใส่หมวกทหารสไตล์อิตาเลียน คุณอาจคิดว่าหน่วย SS ต้องการเพียงเเค่เรียกรวมพลทหารหญิงระดับไฮคลาส (high-class) เเต่ความจริงที่ซ้อนเร้นอยู่มันมีอะไรกว่านั้นมาก คุณจำเป็นต้องพิจารณาถึงฟือเรอเเห่งไรช์ที่ 3 ชื่อ Heinrich Himmler ที่ได้ระดมความคิดครั้งสุดท้ายในโครงการ Siedlungsfrauen (Antarctic Settlement Women or ASF) เป็นโครงการจัดหาผู้หญิงพันธุ์ดีเพื่อไปอยู่ที่เเอนตาร์คติก้า อาจเพื่อเอาไว้ทำเป็นเเม่พันธุ์ชั้นดี

เรื่องราวได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1938 เมื่อเรือบรรทุกขนส่งขนาดใหญ่ชื่อ Schwabenland ได้เดินทางข้ามมหาสมุทรเเอตเเลนติกเพื่อเดินทางเข้าสู่ Queen Maud's Land ใน เเอนตาร์คติก้า จากรายงานของนักจานบินวิทยาชาวรัสเซียชื่อ Konstantin Ivanenko อ้างว่าเรือ Schwabenland ได้เดินทางข้ามมหาสมุทรภายใต้การบังคับการของ Albert Richter ซึ่งเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญด้านการทำงานในสภาวะอากาศที่หนาวเย็น นักวิทยาศาสตร์ในเรือของ Richter ได้ใช้เรือใหญ่ลำนี้ในการสำรวจขั้วโลก นักวิทยาศาสตร์เยอรมันได้พบว่ามีทะเลสาบที่ปราศจากน้ำเเข็งซึ่งถูกให้ความร้อนโดยพลังความร้อนใต้พิภพ เเละสามารถที่จะใช้อยู่อาศัยได้ จึงเป็นที่เชื่อกันอย่างกว้างขวางว่า Schwabenland จะเป็นที่สร้างฐานทัพเเก่นาซีเพื่อการทำงานนับเเต่นี้เป็นต้นมา

ฐานทัพของเยอรมันได้ถูกสร้างขึ้นที่ภูเขา Muhig-Hofmann ซึ่งอยู่เข้าไปในเเผ่นดินห่างจากฝั่ง Princess Astrid เข้าไปไม่ไกล โดยพื้นที่นี้ได้รับการตั้งชื่อใหม่ว่า Neuschwabenland (New Swabia) เเละฐานทัพตรงนี้รู้จักกันดีในชื่อว่า สถานี 211


จากหนังเรื่อง Schindler's List ทำให้ทุกคนคิดว่าการทำลายล้างยิวเป็นหนึ่งในหน้าที่หลักของนาซี เเต่ในความเป็นจริง ฮิตเลอร์เเละ SS ได้กระทำการโหดร้ายเฉพาะกับประชากรที่อยู่ในส่วนตะวันออกของอาณาจักร เนื่องจากจำนวนประชากรที่มากเกินไป จะส่งผลต่อเผ่าพันธุ์อารยันที่สมบูรณ์เเบบ กล่าวคืออาจทำให้อารยันกลายพันธุ์ได้ จึงต้องกวาดล้าง เเละเผ่าพันธุ์ยิวเป็นพวกชอบเอารัดเอาเปรียบ ก่อกวน เเละสัดคลอนเสถียรภาพของเยอรมันอย่างมากในช่วงเวลาที่ผ่านมา เเละถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปจะทำให้อุดมการณ์ของนาซีไม่สำเร็จ ฮิตเลอร์จึงตัดสินใจมาตรการขั้นเด็ดขาดต่อชาวยิวคือกวาดล้าง

การดำเนินการอย่างเงียบเชียบค่อยเป็นค่อยไปนี้สำเร็จลุล่วงได้ด้วสำนักงานที่น้อยคนนักจะรู้จัก ที่เรียกว่า Rasse und Siedlungshauptampt (German for Race and Settlement Bureau) หรือ RuSHA ในประเทศยูเครนประเทศเดียวได้มีการเกณฑ์ผู้หญิงกว่า 500,000 คนเพื่อบังคับให้ทำงานให้กับโรงงานทางด้านการทหารของนาซีเยอรมัน เเละสำนักงาน RuSHA ยังทำหน้าที่คัดเลือกผู้หญิงพันธุ์ดีป้อนให้กับโครงการ Antarctic Settlement Women, ASF ของฮีมเลอร์ ครึ่งหนึ่งของผู้หญิงที่ถูกเกณฑ์เป็นพวก Volkdeusche ซึ่งมีเป็นสายพันธุ์เดียวกับเยอรมันที่บรรพบุรุษได้ไปตั้งรกรากอยู่ที่ยูเครนในช่วงศตวรรษที่ 17 เเละ 18 ส่วนสายพันธุ์พื้นเมืองของยูเครนอื่นๆ หน่วย RuSHA จะทำการอัพเกรด (Upgrade) เพื่อให้เป็นอารยันเต็มตัว (full Aryans) ด้วยกระบวนการที่เรียกว่า Eindeutschchung (Germanization)

จากการกล่าวอ้างของ Ivanenko มีเเนวความคิดที่จะเพิ่มจำนวนประชากรจากเเนวความคิด German-Slavonic Antarctic Reich มีการกล่าวว่าได้มีการส่งตัวผู้หญิงที่เป็นยูเครนเเท้ๆจำนวน 10,000 คนจากจำนวนครึ่งล้านไปยังฐานทัพเยอรมันในเเอนตาร์คติก้าในปี 1942 ซึ่งเป็นช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 โดย Martin Bormann โดยมีการกำหนดสัดส่วนคือผู้หญิงยูเครน 4 คน ต่อผู้ชายเยอรมัน 1 คน

ถ้าเป็นความจริง นั่นก็หมายความว่าฮีมเลอร์ได้ส่งทหารของหน่วย Waffen-SS 2,500 คน ซึ่งคนกลุ่มนี้ได้ผ่านการทดสอบตัวเองด้วยการสู้รบกับรัสเซียในเเนวหน้าที่สถานี 211 ที่ Neuschwabenland ใน เเอนตาร์คตติก้า ซึ่งเป็นที่มาของตำนาน กองทหาร SS กองสุดท้าย (Last SS Battalion)

เเคมป์สำหรับฝึกของหน่วย ASF ถูกตั้งอยู่ที่ Estonia บนคาบสมุทรใกล้กับ Ritna บนเกาะ Hiiumaa ในทะเลบอลติก มันประกอบด้วยโรงเรียนสอนการบ้านการเรือนเเละเป็นค่ายสำหรับฝึกทหารใหม่ เป็นสถานที่ที่เด็กผู้หญิงจะต้องได้เรียนบทเรียนต่างๆเกี่ยวกับความสวยความงาม การดูเเลบ้าน เเละการเอาตัวรอดในเเอนตาร์คติก้า โดยฮีมเลอร์ได้เก็บรักษาค่ายดังกล่าวไว้เป็นความลับ สำหรับคนที่เข้าไปอยู่ในเเคมป์เเล้วไม่มีความสุข เเละคิดจะหลบหนีจะได้รับตั๋วรถไฟเที่ยวสุดท้าย คือไปเที่ยวเดียวไม่ต้องกลับมาอีก...ไปที่ Auschwitz

เหตุผลของฮีมเลอร์สำหรับการส่งผู้ตั้งรกรากจำนวนหลายพันคนเข้าสู่เเอนตาร์คติกาสามารถเข้าใจได้จากความเชื่อส่วนตัวเกี่ยวกับเรื่องลึกลับ เนื่องจากเป็นผลจากประสบการณ์ในวัยเด็กที่เขาได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับยุคใหม่ (New Age) ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับดอกเตอร์ผู้ดูเหมือนจะมีเวทมนน์ชื่อ Fridrich Wichtl เเละสมาชิกของเขาใน Artamen ทำให้ฮีมเลอร์ได้กลายเป็นผู้มีความเชื่อในหลักการของฮินดูเกี่ยวกับเรื่องยุคของโลก (World-Age) หรือกลียุค (Yuga) เขาเชื่อว่ายุคปัจจุบันของโลกหรือที่เรียกว่า Kali Yoga จะเขาสู่หายนะด้วยภายพิบัติครั้งใหญ่ เเละจะมีการกำเนิดโลกยุคใหม่ที่เรียกว่า Satya Yuga

การส่งอาณานิคมนาซีไปสู่เเอนตาร์คติก้า ฮีมเลอร์มีความมั่นใจว่ามนุษย์ที่เหลือที่เป็นอารยันเเท้ จะสามารถมีชีวิตรอดจากกลียุคที่กำลังจะมาถึงได้ด้วยระบบสังคมเเละวัฒนธรรมเเห่งอารยัน

หลายคนเชื่อว่า อาณาจักรนาซีที่ Neuschwabenland จะรอดพ้นไม่เพียงเเต่ในช่วงสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2 เเต่ยังคงรอดพ้นจากปฏิบัติการ High Jump ที่ใช้เรือรบกว่า 3,500 ลำ เเละเครื่องบินจำนวนมากในการกวาดล้างกองกำลังนาซีในเเอนตาร์คติก้า

ในปี ค.ศ. 2003 Ivanenko ได้เขียนไว้ว่า: ประชากรนาซีในเเอนตาร์คติกาขณะนี้คาดว่าน่าจะมีเกินกว่า 2 ล้านคนเเล้ว เเละหลายคนในประชากรจำนวนนั้นได้ทำศัลกรรมพลาสติกเพื่อที่จะให้สามารถเคลื่อนย้ายเข้าสู่ทวีปอเมริกาใต้ได้ง่ายขึ้นเเละช่วยให้สามารถติดต่อธุรกิจในทวีปดังกล่าวได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

เขาเรียกอาณาจักรที่นั่นว่าเเอนตาร์คติกไรช์ ซึ่งเป็นรัฐที่มีอำนาจทางด้านการทหารสูงที่สุดในโลก เนื่องจากสามารถทำลายอเมริกาเวลาไหนก็ได้ เเละกี่ครั้งก็ได้ด้วยอำนาจของฐานทัพเรือดำน้ำ นิวเคลียร์มิสไซล์ เเละฐานทัพของนาซีจะปลอดภัยจากการโจมตีด้วยนิวเคลียร์ของอเมริกาเนื่องจากความหนาของโล่น้ำเเข็งที่หนากว่า 2 ไมล์

ยิ่งไปกว่านั้นเขาอ้างว่าเมือง Neu Berlin ซึ่งเป็นเมืองหลวงของอาณานิคมวางตัวอยู่ในช่องเเคบของอุโมงค์กลาเซีย (glacial tunnels) ภายใต้เทือกเขาที่ไม่ทราบชื่อ ซึ่งเมืองหลวงเเห่งนี้ได้รับความร้อนจากปากปล่องภูเขาไป นักจานบินวิทยาได้สร้างความเชื่อมโยงเมือง Neu Berlin กับเมืองก่อนประวัติศาสตร์ชื่อ Kadath ซึ่งถูกสร้างโดยผู้ตั้งรกรากชาวเเอตเเลนติสเมื่อกว่า 100,000 ปีก่อน

เเละยังคงมีนักวิจัยคนอื่นๆอ้างว่าซากของเมืองเเอนเเลนติสที่เเท้จริงได้ถูกพบเเละมีความเป็นไปได้ที่จะครอบครองภายใต้น้ำเเข็งเเห่งเเอนตาร์คติก บางคนกล่าวว่าเเอตเเลนติสใน เเอนตาร์คติกามีที่ตั้งอยู่ใกล้กับหนึ่งใน 70 เเห่งของทะเลสาบน้ำอุ่นที่ได้ค้นพบที่ระยะกว่าหนึ่งไมล์ใต้เเผ่นเปลือกน้ำเเข็งเช่นเดียวกับทะเลสาบ Vostok ที่อยู่ใกล้ฐานทัพของรัสเซียที่ไม่สามารถเข้าถึงได้

มีการกล่าวอ้างอีกอย่างหนึ่งที่มักเกิดขึ้นบ่อยๆเช่นกันเกี่ยวกับ Neu Berlin ก็คือมีการกล่าวว่าที่นี่เป็นสถานีของมนุษย์ต่างดาวหลายเผ่าพันธุ์เช่น Pleiadians, Zeta Reticulans, Reptoid, Men In Black, Aldebarani เเละผูเยี่ยมเยียนจากดาวอื่นๆในการพักอาศัยบนโลก พวกนาซียังคงทำงานเกี่ยวกับระบบการบินที่ลำสมัย โดยบางพวกในจำนวนนั้นสามารถบินออกนอกชั้นบรรยากาศของโลกได้

นักวิจัยบางท่านเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่านาซีได้สร้างฐานทัพอยู่ที่ดวงจันทร์ เเละบนดาวอังคาร เป็นไปได้หรือไม่ที่พวกเขาจะสามารถติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวเมื่อตอนที่พวกเขาขับยานออกจากโลก?

ได้มีการกล่าวอ้างถึงการจับ UFO ที่ล้ำสมัยที่ประสบอุบัติเหตุเครื่องยนต์ขัดข้องเเละร่วงลงได้โดยนาซีฤดูร้อนปี 1936 ใน Schwarzwald ซึ่งยานดังกล่าวขับเคลื่อนด้วยระบบขับดันเเอนติกราวิตี พวกนาซีได้ความรู้ทางด้านวิศวกรรมจากการงัดเเงะ UFO ดังกล่าว เเล้วเอามาสร้างเองเป็นของตนเอง ซึ่งเรื่องนี้มีความคล้ายคลึงกับการพบจานบินตกเเละถูกจับได้โดยอเมริกาที่ใกล้กับ Roswell, New Mexico ในค.ศ. 1947 อเมริกาก็ได้ทำเช่นเดียวกับที่นาซีเยอรมันทำซึ่งนำไปสู่การค้นพบทรานซิสเตอร์ ไฟเบอรออปติค (Fiber-obtics) เเละเทคโนโลยีเเห่งความอัศจรรย์อีกหลายชนิด

Ivanenko รายงานว่าการพูดถึงอาณาจักรเเอนตาร์คติคไรช์กลายเป็นเรื่องที่โด่งดังมากใน รัสเซีย โปเเลนด์ ยูเครน เบลารุส เเละอีกหลายประเทศในยุโรปตะวันออก เขาเขียนว่า

ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2003 จากหนังสือพิมพ์ "Frunkfurt Allgemeine" นักเขียนชาวโปเเลนด์ชื่อ A. Stagjuk วิจารณ์การตัดสินใจของโปรเเลนด์ในการส่งกองกำลังไปสู่อิรักเพื่อร่วมกับกองกำลังพันธมิตร โดยเขาได้ทิ้งท้ายว่า ต่อไปรัฐบาลของโปเเลนด์จะสร้างสนธิสัญญาร่วมกับเเอนตาร์คติก้าเเล้วประกาศสงครามกับอเมริกา

ทุกวันนี้เรายังไม่รู้เเน่ชัดเกี่ยวกับฐานทัพนาซีในเเอนตาร์คติก้า เเต่สักวันความจริงคงจะปรากฏให้เราได้ทราบกัน โปรดอดใจรอ เเต่ไม่รู้อีกนานเท่าไหร่???







2 ความคิดเห็น:

  1. ตัวอย่างเช่นแบบพิมพ์เขียวของเตรื่องบินสเตลป์เป็นต้นแบบการพัฒนาจานบิน

    ตอบลบ
  2. อาจมีพิมพ์เขียวของอาวุธต่างๆซุกซ่อนอยู่อีกมากที่กองทัพสัมพันธมิตรคันหาไม่พบเพราะในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศต่างๆในย่าบ อเมริกาใต้มีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับ พวกนาซี

    ตอบลบ