Power of The Black Sun

" Let the future tell the truth, and evaluate each one according to his work and accomplishments. The present is theirs; the future, for which I have really worked, is mine. "

"ให้อนาคตเป็นเครื่องบอกความจริงของคนๆหนึ่ง โดยพิจารณาจากสิ่งที่คนๆนั้นทำเเละความสำเร็จที่คนๆนั้นได้รับ ปล่อยให้ปัจจุบันเป็นเรื่องของพวกเขา ส่วนอนาคต ซึ่งผมตั้งใจทำมันอย่างจริงจัง คืองานของผม "
............................................................................................

วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ฐานทัพนาซีอยู่ที่เเอนตาร์คติกาจริงหรือ?? (ตอนที่ จบ)





เบอร์ลินใหม่ (Neuberlin)

ถ้าคุณเป็นทหาร Wehrmacht ที่สถานีรถไฟที่ถูกบอมบ์ในเมือง Poltava ประเทศยูเครนในช่วงฤดูร้อนของปี ค.ศ. 1942 คุณจะเห็นทหารหน่วยหนึ่งที่ดูเเปลกมากกำลังเดินเเถวมุ่งหน้าเพื่อไปรอรถไฟโดยสาร โดยหทารหน่วยนี้เป็นผู้หญิง พวกเธอทั้งหมดผมบลอนด์ มีนัยตาสีฟ้า อายุอยู่ในช่วงระหว่าง 17 ถึง 24 ปี สูง หุ่นดี เซ็กซี่มีเสน่ห์ดึงดูด พวกเธออยู่ในชุดยูนิฟอร์มสีฟ้า เเต่ละคนจะใส่หมวกทหารสไตล์อิตาเลียน คุณอาจคิดว่าหน่วย SS ต้องการเพียงเเค่เรียกรวมพลทหารหญิงระดับไฮคลาส (high-class) เเต่ความจริงที่ซ้อนเร้นอยู่มันมีอะไรกว่านั้นมาก คุณจำเป็นต้องพิจารณาถึงฟือเรอเเห่งไรช์ที่ 3 ชื่อ Heinrich Himmler ที่ได้ระดมความคิดครั้งสุดท้ายในโครงการ Siedlungsfrauen (Antarctic Settlement Women or ASF) เป็นโครงการจัดหาผู้หญิงพันธุ์ดีเพื่อไปอยู่ที่เเอนตาร์คติก้า อาจเพื่อเอาไว้ทำเป็นเเม่พันธุ์ชั้นดี

เรื่องราวได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1938 เมื่อเรือบรรทุกขนส่งขนาดใหญ่ชื่อ Schwabenland ได้เดินทางข้ามมหาสมุทรเเอตเเลนติกเพื่อเดินทางเข้าสู่ Queen Maud's Land ใน เเอนตาร์คติก้า จากรายงานของนักจานบินวิทยาชาวรัสเซียชื่อ Konstantin Ivanenko อ้างว่าเรือ Schwabenland ได้เดินทางข้ามมหาสมุทรภายใต้การบังคับการของ Albert Richter ซึ่งเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญด้านการทำงานในสภาวะอากาศที่หนาวเย็น นักวิทยาศาสตร์ในเรือของ Richter ได้ใช้เรือใหญ่ลำนี้ในการสำรวจขั้วโลก นักวิทยาศาสตร์เยอรมันได้พบว่ามีทะเลสาบที่ปราศจากน้ำเเข็งซึ่งถูกให้ความร้อนโดยพลังความร้อนใต้พิภพ เเละสามารถที่จะใช้อยู่อาศัยได้ จึงเป็นที่เชื่อกันอย่างกว้างขวางว่า Schwabenland จะเป็นที่สร้างฐานทัพเเก่นาซีเพื่อการทำงานนับเเต่นี้เป็นต้นมา

ฐานทัพของเยอรมันได้ถูกสร้างขึ้นที่ภูเขา Muhig-Hofmann ซึ่งอยู่เข้าไปในเเผ่นดินห่างจากฝั่ง Princess Astrid เข้าไปไม่ไกล โดยพื้นที่นี้ได้รับการตั้งชื่อใหม่ว่า Neuschwabenland (New Swabia) เเละฐานทัพตรงนี้รู้จักกันดีในชื่อว่า สถานี 211


จากหนังเรื่อง Schindler's List ทำให้ทุกคนคิดว่าการทำลายล้างยิวเป็นหนึ่งในหน้าที่หลักของนาซี เเต่ในความเป็นจริง ฮิตเลอร์เเละ SS ได้กระทำการโหดร้ายเฉพาะกับประชากรที่อยู่ในส่วนตะวันออกของอาณาจักร เนื่องจากจำนวนประชากรที่มากเกินไป จะส่งผลต่อเผ่าพันธุ์อารยันที่สมบูรณ์เเบบ กล่าวคืออาจทำให้อารยันกลายพันธุ์ได้ จึงต้องกวาดล้าง เเละเผ่าพันธุ์ยิวเป็นพวกชอบเอารัดเอาเปรียบ ก่อกวน เเละสัดคลอนเสถียรภาพของเยอรมันอย่างมากในช่วงเวลาที่ผ่านมา เเละถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปจะทำให้อุดมการณ์ของนาซีไม่สำเร็จ ฮิตเลอร์จึงตัดสินใจมาตรการขั้นเด็ดขาดต่อชาวยิวคือกวาดล้าง

การดำเนินการอย่างเงียบเชียบค่อยเป็นค่อยไปนี้สำเร็จลุล่วงได้ด้วสำนักงานที่น้อยคนนักจะรู้จัก ที่เรียกว่า Rasse und Siedlungshauptampt (German for Race and Settlement Bureau) หรือ RuSHA ในประเทศยูเครนประเทศเดียวได้มีการเกณฑ์ผู้หญิงกว่า 500,000 คนเพื่อบังคับให้ทำงานให้กับโรงงานทางด้านการทหารของนาซีเยอรมัน เเละสำนักงาน RuSHA ยังทำหน้าที่คัดเลือกผู้หญิงพันธุ์ดีป้อนให้กับโครงการ Antarctic Settlement Women, ASF ของฮีมเลอร์ ครึ่งหนึ่งของผู้หญิงที่ถูกเกณฑ์เป็นพวก Volkdeusche ซึ่งมีเป็นสายพันธุ์เดียวกับเยอรมันที่บรรพบุรุษได้ไปตั้งรกรากอยู่ที่ยูเครนในช่วงศตวรรษที่ 17 เเละ 18 ส่วนสายพันธุ์พื้นเมืองของยูเครนอื่นๆ หน่วย RuSHA จะทำการอัพเกรด (Upgrade) เพื่อให้เป็นอารยันเต็มตัว (full Aryans) ด้วยกระบวนการที่เรียกว่า Eindeutschchung (Germanization)

จากการกล่าวอ้างของ Ivanenko มีเเนวความคิดที่จะเพิ่มจำนวนประชากรจากเเนวความคิด German-Slavonic Antarctic Reich มีการกล่าวว่าได้มีการส่งตัวผู้หญิงที่เป็นยูเครนเเท้ๆจำนวน 10,000 คนจากจำนวนครึ่งล้านไปยังฐานทัพเยอรมันในเเอนตาร์คติก้าในปี 1942 ซึ่งเป็นช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 โดย Martin Bormann โดยมีการกำหนดสัดส่วนคือผู้หญิงยูเครน 4 คน ต่อผู้ชายเยอรมัน 1 คน

ถ้าเป็นความจริง นั่นก็หมายความว่าฮีมเลอร์ได้ส่งทหารของหน่วย Waffen-SS 2,500 คน ซึ่งคนกลุ่มนี้ได้ผ่านการทดสอบตัวเองด้วยการสู้รบกับรัสเซียในเเนวหน้าที่สถานี 211 ที่ Neuschwabenland ใน เเอนตาร์คตติก้า ซึ่งเป็นที่มาของตำนาน กองทหาร SS กองสุดท้าย (Last SS Battalion)

เเคมป์สำหรับฝึกของหน่วย ASF ถูกตั้งอยู่ที่ Estonia บนคาบสมุทรใกล้กับ Ritna บนเกาะ Hiiumaa ในทะเลบอลติก มันประกอบด้วยโรงเรียนสอนการบ้านการเรือนเเละเป็นค่ายสำหรับฝึกทหารใหม่ เป็นสถานที่ที่เด็กผู้หญิงจะต้องได้เรียนบทเรียนต่างๆเกี่ยวกับความสวยความงาม การดูเเลบ้าน เเละการเอาตัวรอดในเเอนตาร์คติก้า โดยฮีมเลอร์ได้เก็บรักษาค่ายดังกล่าวไว้เป็นความลับ สำหรับคนที่เข้าไปอยู่ในเเคมป์เเล้วไม่มีความสุข เเละคิดจะหลบหนีจะได้รับตั๋วรถไฟเที่ยวสุดท้าย คือไปเที่ยวเดียวไม่ต้องกลับมาอีก...ไปที่ Auschwitz

เหตุผลของฮีมเลอร์สำหรับการส่งผู้ตั้งรกรากจำนวนหลายพันคนเข้าสู่เเอนตาร์คติกาสามารถเข้าใจได้จากความเชื่อส่วนตัวเกี่ยวกับเรื่องลึกลับ เนื่องจากเป็นผลจากประสบการณ์ในวัยเด็กที่เขาได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับยุคใหม่ (New Age) ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับดอกเตอร์ผู้ดูเหมือนจะมีเวทมนน์ชื่อ Fridrich Wichtl เเละสมาชิกของเขาใน Artamen ทำให้ฮีมเลอร์ได้กลายเป็นผู้มีความเชื่อในหลักการของฮินดูเกี่ยวกับเรื่องยุคของโลก (World-Age) หรือกลียุค (Yuga) เขาเชื่อว่ายุคปัจจุบันของโลกหรือที่เรียกว่า Kali Yoga จะเขาสู่หายนะด้วยภายพิบัติครั้งใหญ่ เเละจะมีการกำเนิดโลกยุคใหม่ที่เรียกว่า Satya Yuga

การส่งอาณานิคมนาซีไปสู่เเอนตาร์คติก้า ฮีมเลอร์มีความมั่นใจว่ามนุษย์ที่เหลือที่เป็นอารยันเเท้ จะสามารถมีชีวิตรอดจากกลียุคที่กำลังจะมาถึงได้ด้วยระบบสังคมเเละวัฒนธรรมเเห่งอารยัน

หลายคนเชื่อว่า อาณาจักรนาซีที่ Neuschwabenland จะรอดพ้นไม่เพียงเเต่ในช่วงสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2 เเต่ยังคงรอดพ้นจากปฏิบัติการ High Jump ที่ใช้เรือรบกว่า 3,500 ลำ เเละเครื่องบินจำนวนมากในการกวาดล้างกองกำลังนาซีในเเอนตาร์คติก้า

ในปี ค.ศ. 2003 Ivanenko ได้เขียนไว้ว่า: ประชากรนาซีในเเอนตาร์คติกาขณะนี้คาดว่าน่าจะมีเกินกว่า 2 ล้านคนเเล้ว เเละหลายคนในประชากรจำนวนนั้นได้ทำศัลกรรมพลาสติกเพื่อที่จะให้สามารถเคลื่อนย้ายเข้าสู่ทวีปอเมริกาใต้ได้ง่ายขึ้นเเละช่วยให้สามารถติดต่อธุรกิจในทวีปดังกล่าวได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

เขาเรียกอาณาจักรที่นั่นว่าเเอนตาร์คติกไรช์ ซึ่งเป็นรัฐที่มีอำนาจทางด้านการทหารสูงที่สุดในโลก เนื่องจากสามารถทำลายอเมริกาเวลาไหนก็ได้ เเละกี่ครั้งก็ได้ด้วยอำนาจของฐานทัพเรือดำน้ำ นิวเคลียร์มิสไซล์ เเละฐานทัพของนาซีจะปลอดภัยจากการโจมตีด้วยนิวเคลียร์ของอเมริกาเนื่องจากความหนาของโล่น้ำเเข็งที่หนากว่า 2 ไมล์

ยิ่งไปกว่านั้นเขาอ้างว่าเมือง Neu Berlin ซึ่งเป็นเมืองหลวงของอาณานิคมวางตัวอยู่ในช่องเเคบของอุโมงค์กลาเซีย (glacial tunnels) ภายใต้เทือกเขาที่ไม่ทราบชื่อ ซึ่งเมืองหลวงเเห่งนี้ได้รับความร้อนจากปากปล่องภูเขาไป นักจานบินวิทยาได้สร้างความเชื่อมโยงเมือง Neu Berlin กับเมืองก่อนประวัติศาสตร์ชื่อ Kadath ซึ่งถูกสร้างโดยผู้ตั้งรกรากชาวเเอตเเลนติสเมื่อกว่า 100,000 ปีก่อน

เเละยังคงมีนักวิจัยคนอื่นๆอ้างว่าซากของเมืองเเอนเเลนติสที่เเท้จริงได้ถูกพบเเละมีความเป็นไปได้ที่จะครอบครองภายใต้น้ำเเข็งเเห่งเเอนตาร์คติก บางคนกล่าวว่าเเอตเเลนติสใน เเอนตาร์คติกามีที่ตั้งอยู่ใกล้กับหนึ่งใน 70 เเห่งของทะเลสาบน้ำอุ่นที่ได้ค้นพบที่ระยะกว่าหนึ่งไมล์ใต้เเผ่นเปลือกน้ำเเข็งเช่นเดียวกับทะเลสาบ Vostok ที่อยู่ใกล้ฐานทัพของรัสเซียที่ไม่สามารถเข้าถึงได้

มีการกล่าวอ้างอีกอย่างหนึ่งที่มักเกิดขึ้นบ่อยๆเช่นกันเกี่ยวกับ Neu Berlin ก็คือมีการกล่าวว่าที่นี่เป็นสถานีของมนุษย์ต่างดาวหลายเผ่าพันธุ์เช่น Pleiadians, Zeta Reticulans, Reptoid, Men In Black, Aldebarani เเละผูเยี่ยมเยียนจากดาวอื่นๆในการพักอาศัยบนโลก พวกนาซียังคงทำงานเกี่ยวกับระบบการบินที่ลำสมัย โดยบางพวกในจำนวนนั้นสามารถบินออกนอกชั้นบรรยากาศของโลกได้

นักวิจัยบางท่านเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่านาซีได้สร้างฐานทัพอยู่ที่ดวงจันทร์ เเละบนดาวอังคาร เป็นไปได้หรือไม่ที่พวกเขาจะสามารถติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวเมื่อตอนที่พวกเขาขับยานออกจากโลก?

ได้มีการกล่าวอ้างถึงการจับ UFO ที่ล้ำสมัยที่ประสบอุบัติเหตุเครื่องยนต์ขัดข้องเเละร่วงลงได้โดยนาซีฤดูร้อนปี 1936 ใน Schwarzwald ซึ่งยานดังกล่าวขับเคลื่อนด้วยระบบขับดันเเอนติกราวิตี พวกนาซีได้ความรู้ทางด้านวิศวกรรมจากการงัดเเงะ UFO ดังกล่าว เเล้วเอามาสร้างเองเป็นของตนเอง ซึ่งเรื่องนี้มีความคล้ายคลึงกับการพบจานบินตกเเละถูกจับได้โดยอเมริกาที่ใกล้กับ Roswell, New Mexico ในค.ศ. 1947 อเมริกาก็ได้ทำเช่นเดียวกับที่นาซีเยอรมันทำซึ่งนำไปสู่การค้นพบทรานซิสเตอร์ ไฟเบอรออปติค (Fiber-obtics) เเละเทคโนโลยีเเห่งความอัศจรรย์อีกหลายชนิด

Ivanenko รายงานว่าการพูดถึงอาณาจักรเเอนตาร์คติคไรช์กลายเป็นเรื่องที่โด่งดังมากใน รัสเซีย โปเเลนด์ ยูเครน เบลารุส เเละอีกหลายประเทศในยุโรปตะวันออก เขาเขียนว่า

ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2003 จากหนังสือพิมพ์ "Frunkfurt Allgemeine" นักเขียนชาวโปเเลนด์ชื่อ A. Stagjuk วิจารณ์การตัดสินใจของโปรเเลนด์ในการส่งกองกำลังไปสู่อิรักเพื่อร่วมกับกองกำลังพันธมิตร โดยเขาได้ทิ้งท้ายว่า ต่อไปรัฐบาลของโปเเลนด์จะสร้างสนธิสัญญาร่วมกับเเอนตาร์คติก้าเเล้วประกาศสงครามกับอเมริกา

ทุกวันนี้เรายังไม่รู้เเน่ชัดเกี่ยวกับฐานทัพนาซีในเเอนตาร์คติก้า เเต่สักวันความจริงคงจะปรากฏให้เราได้ทราบกัน โปรดอดใจรอ เเต่ไม่รู้อีกนานเท่าไหร่???







ฐานทัพนาซีอยู่ที่เเอนตาร์คติกาจริงหรือ?? (ตอนที่ 2)

ความลับที่น่าสะพรึงกลัวของฐานทัพไรช์ที่ 3

เหตุการณ์สำคัญได้เกิดขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1999 แต่มีเฉพาะผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องเท่านั้นที่ให้ความสำคัญและสนใจ กล่าวคือคณะเดินทางวิจัยได้พบเชื้อไวรัสในทวีปแอนตาร์กติก้าที่ทั้งคนและสัตว์ไม่มีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสชนิดนี้ ทวีปแอนตาร์คติก้าเป็นทวีปที่อยู่ห่างไกลและไวรัสที่พบก็อยู่ลึกเข้าไปในทวีป ดังนั้นด้วยเหตุผลนี้ไวรัสจึงไม่น่าจะทำอันตรายให้กับส่วนที่เหลือของโลกได้ นักวิทยาศาสตร์หลายคนให้เหตุผลต่อสิ่งที่เกิดขึ้นว่านี่อาจเป็นผลกระทบมาจากสภาวะโลกร้อน ซึ่งทำให้เกิดความหวาดกลัวต่อคนในโลกว่าไวรัสดังกล่าวอาจสร้างความหายนะแก่โลกใบนี้

ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาวัยนิวยอร์กชื่อ Tom Starmrue ได้เสนอความคิดเห็นที่ดูเหมือนจะมองโลกในแง่ลบร่วมกับพลพรรคของเขาว่า

“เราไม่รู้ว่ามนุษย์ชาติจะเจออะไรจากขั้วโลกใต้ในระยะเวลาอันใกล้นี้ จากผลกระทบของสภาวะโลกร้อน เชื้อไวรัสจะห่อหุ้มตัวเองด้วยชั้นของโปรตีนในสภาวะที่หนาวเย็น ไม่อำนวยต่อการแพร่พันธุ์ของมัน แต่ถ้าอุณหภูมิของสิ่งแวดล้อมสูงขึ้นจนถึงสภาวะที่พอเหมาะ มันจะเริ่มจำลองตัวเองเพื่อขยายพันธุ์”

นักวิทยาศาสตร์อเมริกันที่ทำหน้าที่สำรวจและวิจัยเกี่ยวกับทวีปแอนตาร์กติก้า มีความวิตกกังวลสูงมากเกี่ยวกับเรื่องนี้พวกเขาได้ส่งคณะสำรวจไปที่ทวีปแอนตาร์กติก้า เพื่อเจาะน้ำแข็งเพื่อทำการตรวจสอบค้นหาเชื้อไวรัสที่ไม่รู้จักเพื่อว่าจะได้ผลิตยาต้านพิษ ยาถอนพิษของไวรัสพวกนี้ได้ทันเวลา อะไรคือที่มาของเชื้อไวรัสพวกนี้ ที่นี้มีเพียงนกเพนกวินเท่านั้นที่สามารถมีชีวิตรอดและอาศัยอยู่ได้ ไม่มีคำตอบสำหรับเรื่องนี้ ผู้เชี่ยวชาญทุกคนงง ??? แต่ยังมีอีกทฤษฎีหนึ่งที่พอจะอธิบายได้

นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่จะมีความโน้มเอียงไปในแนวคิดที่ว่ารูปแบบเริ่มต้นของชีวิต (Prehistoric Form of Life) อาจรอดชีวิตในบริเวณที่อยูลึกเข้าไปในทวีปแอนตาร์คติก้า แต่ผู้เชี่ยวชาญบางท่านกล่าวว่าอาจเป็นเพราะพวกนาซีแห่งไรช์ที่ 3 ได้นำเชื้อโรคที่เป็นความลับทางชีวภาพเข้ามาที่นี่เพื่อผลิตเป็นอาวุธชีวภาพ โดยทฤษฎีดังกล่าวไม่ใช่เรื่องที่พูดขึ้นมาลอยๆ เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าในปี ค.ศ. 1983 นาซีได้ให้ความสนใจในทวีปแอนตาร์กติก้า ขึ้นมาอย่างทันที พวกเขาได้ดำเนินการก่อตั้งคณะเดินทางสำรวจสองชุดเข้าสู่ทวีปแอนตาร์กติก้าในช่วงปี ค.ศ. 1938-1939 ในขั้นแรกเครื่องบินแห่งไรช์ที่ 3 ได้บินวนรอบทวีปเพื่อถ่ายภาพเก็บข้อมูลรายละเอียดของพื้นที่ และทิ้งก้อนเหล็กที่สลักสัญลักษณ์ Sawastika ลงไปหลายพันก้อนเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของครอบครองพื้นที่บริเวณที่มีก้อนเหล็กตกอยู่ โดยดินแดนที่อยู่ในการยึดครองของอาณาจักรไรช์ที่ 3 รู้จักกันในชื่อว่า Neu Schwabenland

ภายหลังการเดินทางกัปตัน Ritscher ได้รายงานต่อ Field-Marshal Gorging ว่า
“เครื่องบินได้ทิ้งก้อนเหล็กเป็นจำนวนมาก ขณะนี้นี้เราได้ยึดครองพื้นที่ประมาณ 8,600,000 ตารางเมตรแล้ว และในพื้นที่ดังกล่าว 350,000 ตารางเมตรได้ถูกถ่ายรูปไว้เรียบร้อย”

ในปี ค.ศ. 1943 Grand Admiral Karl Donitz ได้ทิ้งข้อความว่า
“กองเรือดำน้ำรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้สร้างปราการที่ไม่สามารถโจมตีได้ (unassailable frotress) สำหรับท่านผู้นำในอีกฟากหนึ่งของโลก”

จากหลักฐานทั้งหมดจึงมีความเป็นไปได้สูงว่านาซีได้สร้างฐานทัพลับในทวีปแอนตาร์กติก้า ในช่วงปี ค.ศ. 1938-1943 เรือดำน้ำเป็นสิ่งที่ถูกใช้มากที่สุดในการขนส่งสิ่งของที่จำเป็นและสำคัญต่องานและการดำรงชีพ จากที่ผู้เชี่ยวชาญแห่งไรช์ที่ 3 ได้เขียนไว้ในตอนสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2 ว่าเรือดำน้ำถูกใช้ขนทอร์ปิโดที่ท่าเรือ Kiel โดยขนใส่ตู้คอนเทนเนอร์ร่วมกับสินค้าชนิดอื่นๆ และเรือยังถูกใช้ในการขนส่งผู้โดยสารซึ่งใบหน้าถูกปกปิดและอำพรางด้วยการทำศัลยกรรมแปลงโฉม Wilhelm Bernhard ได้เป็นผู้การควบคุมเรือดำน้ำลำหนึ่งชื่อ U-530 และออกจากท่าเรือ Kiel ในวันที่ 13 เมษายน ค.ศ. 1952 เมื่อเรือดำน้ำเดินทางมาถึงฝั่งของแอนตาร์คติก้า สมาชิก 16 คนของเรือจากทั้งหมด ได้เจาะอุโมงค์สร้างถ้ำน้ำแข็งและได้บรรจุกล่องสินค้าเข้าไปในถ้ำ ซึ่งมีการอ้างว่ากล่องดังกล่าว บรรจุโบราณวัตถุของอาณาจักรไรช์ที่ 3 ซึ่งประกอบด้วยเอกสารของฮิตเลอร์และพลพรรคใกล้ชิดส่วนตัวของเขา โดยปฏิบัติการครั้งนี้รู้จักกันในชื่อว่า Valkyrie-2 เมื่อปฏิบัติการเสร็จสิ้นในช่วงวันที่ 10 กรกฎาคม 1945 เรือดำน้า U-530 ได้เข้าเทียบท่าในท่าเรือ Mar-Del-Plata ของอาเจนตินา มีการสัญนิษฐานว่าเรือดำน้ำอีกลำหนึ่งที่มาจากที่เดียวกันชื่อว่า U-977 ภายใต้การบังคับการของ Heinz Schaffer ได้นำฮิตเลอร์และ อีวา บราวน์ เข้าสู่ Neu Schwabenland ในเส้นทางเดียวกับ U-530 และเรือ U-977 ก็ได้เข้าเทียบท่าที่ท่าเรือ Mar-Del-Plata ในวันที่ 17 สิงหาคม 1945
วีดีโอประกอบ

วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ฐานทัพนาซีอยู่ที่เเอนตาร์กติกาจริงหรือ?? (ตอนที่ 1)





เรื่องราวลึกลับเกี่ยวกับนาซีในเเอนตาร์กติก้ามีความเกี่ยวข้องกับทะเลสาบวอสตอก (Vostok Lake) ซึ่งประวัติศาสตร์ได้จารึกว่าเหล่าพลพรรคนาซีเยอรมันได้ไปตั้งฐานทัพที่นั่นตั่งเเต่ในช่วงทศวรรษที่ 1930 เเล้ว


เเม้ว่าเรื่องราวดังกล่าวหลายคนจะเข้าใจว่าเป็นเรื่องเล่า ในโรงเรียนหรือในมหาวิทยาลัยในเมืองไทยก็ดักดานไม่เห็นมีใครพูดถึง เพราะอาจารย์ส่วนใหญ่ก็พวกไดโนเสาร์ทั้งนั้น เเต่มีมีหลักฐานเเละทฤษฎีมากมายที่สามารถทำให้เชื่อได้ว่าเรื่องราวดังกล่าวมีมูลความจริงอยู่มาก


เนื่องจากความมั่นคงทางการเงินเเละธุรกิจเป็นระยะเวลายาวนาน ทำให้ผู้นำระดับสูงของเยอรมันในปี ค.ศ. 1944 เข้าควบคุมกิจกรรมการดำเนินงานของพรรคนาซีต่อในช่วงหลังสงคราม (post war) Jim Keith ผู้รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้เขียนไว้ว่า


"...ในการดำเนินการวิจัยของพรรคนาซีในช่วงทศวรรษนี้ ผมพบว่าเเผนการของนาซีคอนข้างชัดเจน ซึ่งไม่ได้ตายไปพร้อมกับสงครามดังที่หลายคนเข้าใจ ทั้งอุดมการณ์ (ideology) ของนาซีเเละเทคโนโลยีดูเหมือนว่ายังคงเพรียบพร้อมเเละเจริญรุ่งเรืองขึ้น เเละยังพบว่าหลักการรวมทั้งเทคโนโลยียังคงมีอิทธิพลอย่างมากต่อโลกในยุคปัจจุบัน"


ในปีค.ศ. 1945 Ovis A. Schmidt ซึ่งมีตำเเหน่งเป็น U.S. Treasure Department's direction of Foreign Fund Control ได้ถูกนาซีเสนองานให้ทำงานหนึ่งที่มีชือว่า figth-capital program ซึ่งเป็นโครงการเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายเครื่องจักรกลหนักที่จำเป็นสำหรับการสร้างหลักปักฐาน เช่นใช้ในการผลิตเหล็กกล้า ถ่านหินเเละสารเคมีที่จำเป็นบางอย่าง ซึ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีพของคนกลุ่มเเรกที่เดินทางไปซึ่งมีจำนวนไม่มากนัก


เเล้วจะเป็นไปได้หรือไม่ที่นาซีไปตั้งฐานทัพที่นั่นเพื่อที่จะใช้ในการสร้างอากาศยานที่ล้ำสมัยที่เรียกว่า "UFO" ดูผิวเผินเเล้วเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุผลเเต่ก็มีความเป็นไปได้


อีกทฤษฎีหนึ่งกล่าวว่าการที่ Martin Bormann เเละผู้นำนาซีคนอื่นๆได้หนีไปอยู่ที่อเมริกาใต้ เเละอีกส่วนหนึ่งอยู่ที่เเอนตาร์กติก้าซึ่งเป็นฐานทัพลับในการสร้าง UFO เเสดงให้เห็ว่าเยอรมันมีความพยายาอย่างยิ่งที่จะควบคุมโลกทั้งใบเเม้กระทั่งจนถึงทุกวันนี้


ไม่จำเป็นต้องสงสัยในเรื่องความมั่งคั่งทางการเงินของเครือขายธุรกิจของ Bormann เนื่องจากเขาเป็นกุญเเจสำคัญในการสร้างฐานทัพนาซีในเเอนตาร์ติก้า ซึ่งจริงๆเเล้วคนทั่วไปก็หาไม่พบหรอก เพราะมันอยู่ในในโพรง โดยบริเวณที่รู้กันว่าเป็นที่อยู่ของนาซีในเเอนตาร์กติก้าคือบริเวณ Antarctica's Queen Maude Land ซึ่งได้รับการตั้งชื่อใหม่เป็น Neuschwaben โดยเยอรมันในปี ค.ศ. 1938


ในปี ค.ศ. 1943 มีรายงานที่ไม่ทราบเเหล่งที่มาอย่างเเน่ชัดที่เขียนโดย German Navy Grand Admire ชื่อ Kaarl Dontz เขียนว่า


"กองเรือดำน้ำเเห่งเยอรมันรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้ถูกสร้างเพื่อฟือเรอร์ในอีกฟากหนึ่งของโลกคือในบริเวณที่เรียกว่า Shangri-La ซึ่งเป็นปราการที่ไม่สามารถเข้าถึงได้"


เเละมีรายงานจาก U.S. admiral Richard Bryd ในช่วงทีเขากับจากการเป็นคณะเดินทางสู่เเอนตาร์กติก้าในปี ค.ศ. 1947 ได้เขียนว่า "มันเป็นความระทึกอย่างยิ่งสำหรับอเมริกาที่ได้ทำการต่อกรกับอากาศยานของฝ่ายศัตรูที่มาจากบริเวณขั้วโลก ซึ่งยานของศัตรูมีความเร็วที่น่าทึ่งมาก โดยสามารถบิจากฟากหนึ่งไปยังอีกฟากหนึงของขอบฟ้าในช่วงพริบตา"


อีกความคิดหนึงที่ทำไมนาซีจึไปตั้งฐานทัพอยู่ที่นั่นถูกเสนอโดย R.A. Harbinson เขาเขียนว่า

"ที่นันเป็นที่ลับหูลับตาคน พวกเขาจะสามารถทำโครงการลับได้อยางสะดวกโดยไม่มีใครทราบการเคลื่อนไหวทางด้านเทคโนโลยี อีกทั้งยังสามารถใช้ทาสได้สะดวกยิ่งขึ้นด้วย"


เเต่คนส่วนใหญ่ไมเชื่อว่าพลพรรคนาซีของเราจะอยู่ที่นั่นไม่ได้ เพราะยังไม่มีการพบกระเเสน้ำอุ่นที่ขั้วโลกใต้ เเละไม่มีใครจะสามารถอยูรอดที่นั่นได้เกิน 50 ปีมานานเเล้ว คนทั่วไปจึงบอกว่าถ้ามันไปอยู่จริงป่านนี้มันก็ได้เวลาตายเเล้วหล่ะ


หารู้ไม่ว่าที่ Newschwaben มีกระเเสน้ำอุ่นลึกลับที่มีอุณหภูมิ 60-70 องศาเซลเซียสจากความร้อนใต้พิภพไหลผ่าน เเละสนามเเม่เหล็กที่ไม่ธรรมดาที่นั่นทำให้มีความเป็นไปได้ที่จะสร้างฐานทัพอยู่ภายในถ้าหรือเจาะทำเป็นอุโมงค์เข้าไป
ข่าวลือเริ่มที่จะแพร่สะพัดออกไปขณะที่เยอรมันกำลังจะพ่ายสงคราม บุคคลที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านการทหารและนักวิทยาศาสตร์ที่ถูกเลือกไปยังดินแดนที่อยู่ห่างไกลจากบ้านเกิดเมืองนอน ในขณะที่กองกำลังของฝ่ายพันธมิตรกำลังกวาดล้างฐานทัพนาซีทั่วทวีปยุโรป พวกนาซีก็กำลังสร้างฐานทัพในทวีปแอนตาร์คติก้าอยู่เช่นกัน ณ ที่แห่งนั้นนาซีได้พัฒนายานบินสมรรถนะสูงที่มีความล้ำหน้าอากาศยานทั่วไป ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งสิ่งหนึ่งก็คือคนเยอรมันกว่า 250,000 คนได้หายไปอย่างไร้ร่องรอยโดยไม่ได้อยู่ในบัญชีผู้เสียชีวิต

เป็นไปได้หรือไม่ว่าที่ Neu Schwabenland จะกลายเป็นที่มั่นอย่างถาวรของฐานทัพเยอรมันนับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ทะเลสาบน้ำอุ่นอุณหภูมิประมาณ 30 องศาเซลเซียส ที่มีทางออกสู่มหาสมุทรได้กลายเป็นสวรรค์สำหรับเรืออู (U-boats) เทือกเขาที่ปราศจากน้ำแข็ง 2 เทือกเขาใน Neu Schwabenland เป็นสถานที่ที่ไม่เลวเลยสำหรับการก่อสร้างอุโมงค์ เราต้องไม่ลืมว่าเยอรมันเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการก่อสร้างระบบดำรงชีพใต้ดินระดับโลกเลยทีเดียว

ในช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 อเมริกาได้มอบสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ Ohrdruf ซึ่งเป็นความลับสุดยอดมีอายุกว่า 100 ปี ซึ่งข้อเท็จจริงมีอยู่ว่าได้เคยมีการทำงานใต้ดินในแอนตาร์กติกก้า และ Ohrdruf คือที่ตั้งของฐานทัพที่ซ่อนอยู่ภายในแห่งสุดท้ายที่นั่น และได้ถูกซ่อนไว้เป็นอย่างดี ในวาระแห่งการรวมชาติระหว่างเยอรมันตะวันตกกับเยอรมันตะวันออกทำให้เอกสารนี้ได้รับการเผยแพร่ต่อสาธารณะชนและถูกเก็บรักษาไว้ที่เทศบาล Arnstadt

จากเอกสารดังกล่าวเป็นที่ชัดแจ้งว่าหน่วย Charite Anlarge ได้ทำงานในวิจัยอยู่ในบังเกอร์ใต้ดินที่มีพื้นที่ 70 x 20 ตารางเมตร ระหว่างที่ทดสอบเครื่องจักรมันจะปล่อยสนามพลังบางอย่างที่ทำให้อุปกรณ์อิเล็คทรอนิคทุกชนิดหยุดทำงาน และไม่มีเครื่องจักรกลดีเซลอยู่ในละแวกนั้นเลยเป็นระยะ 8 ไมล์จากจุดนั้น จากด้วยเหตุผลดังกล่าว แม้ว่า Ohrdruf จะดำเนินการโดยหน่วย SS แต่มันไม่เคยถูกถ่ายภาพไว้ และไม่เคยถูกบอมบ์ จากเอกสาร USAF ในช่วงต้นของ ค.ศ. 1945 ได้ยืนยันการปรากฏของสนามพลังดังกล่าวเหนือบริเวณเขตแดนระหว่างแฟรงเฟิร์ตและไมน์ และในบริเวณอื่นๆโดยสนามพลังดังกล่าวได้รบกวนระบบการบินของเครื่องบินที่บินอยู่เหนือบริเวณนั้นที่ความสูง 30,000 ฟุต

Ohrdruf ได้ถูกสร้างขึ้นใหม่บนพื้นที่ของบริเวณที่เรียกว่า Neu Schwabenland ในช่วงระหว่าง 2 ปีสุดท้ายของสงครามโลกซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ยากนัก เนื่องจาก Charite Anlarge เป็นอารยธรรมของอาณาจักรไรช์ที่ 3 โดยฐานทัพนี้ไม่สามารถที่จะเข้าถึงได้เนื่องจากการทำงานของสนามพลังดังกล่าวเหมาะสมหรับผู้เป็นเจ้าของเทคโนโลยีเท่านั้น

วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2552

อาณาจักรไรช์ที่ 3 ของฮิตเลอร์ เเละสงครามโลกครั้งที่ 2 ในข่าว (HitlerThird Reich and World War II in the news)

อเมริกา: ถิ่นกำเนิดของนาซี
(The USA: A Birthplace of Nazi Germany)
จาก Archive: 15 พฤศจิกายน 2005
ในวันจันทร์ ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้กล่าวเปิดงานอภิปรายในสัปดาห์เเห่งความทรงจำของการทำลายล้าง (Holocaust Remembrance Week) มันมีหัวเรื่องในการอภิปรายว่า "American Complacency and Holocaust" จริงๆเเล้วผมอยากให้หัวเรื่องเป็น "The USA: Birthplace of Genocide" มากกว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งผมพบว่า ในเรื่องของอุดมการณ์ที่ผิดเช่นอุดมการณ์เเห่งการทำลายล้าง การเเบ่งชนชาติเผ่าพันธุ์ซึ่งเป็นถือเป็นการเเบ่งชั้นวรรณะทางวิทยาศาสตร์ ผมยืนยันว่าฮิตเลอร์มองอเมริกาในฐานะต้นเเบบของ ของการออกเเผนการ อารยันชนชาติเเห่งความเป็นใหญ่ (Aryan Master Race Plan)
-------------------------------------------------------------------------------------------------
ไม่มีที่สำหรับนาซีในทางการเเพทย์
(No place for Nazis in Medicine)
จาก New Scientist: 24 ตุลาคม 2005
เหยื่อสงครามของนาซีผู้สละร่างกายเพื่อการทดลองในการวิจัยทางด้านการเเพทย์ เเละได้ถูกเขียนรายงานการทดลองอย่างช้า คำว่า Reiter's syndrome ได้ถูกใช้อย่างเเพร่หลายเพื่อใช้อธิบายความผิดปกติ โดยชื่อนี้เป็นชื่อของ Dr. Han Reiter ผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าของสำนักงานสุขภาพเเห่งไรช์ของฮิตเลอร์ (Hitler's Reich Health Office) เเละในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ออกเเบบให้มีการทดลองวัคซีนป้องกันโรคไทฟอยด์ (Typhoid) ซึ่งทำให้มีคนตาย 250 คน เเละเขายังถูกพาดพิงถึงการทำให้คนทีได้รับความทุกข์ทรมาณจากโรคตายโดยไม่เจ็บปวด เเละการบังคับทำหมัน

-------------------------------------------------------------------------------------------------
โครงการที่เป็นไฮไลท์ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง: ค้นหานักวิทยาศาสตร์นาซี
(Program highlights search for Nazi scienctist during WWII)
จาก JTA: 10 ตุลาคม 2005
เเรงผลักดันของโครงการนี้มาจากความหวาดกลัวอย่างสุดขีดว่านาซีจะพลิกกลับมาชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ในช่วงสุดท้ายด้วยอาวุธที่ร้ายกาจที่เรียกว่า last-minute super weapon เเละเป็นลางของการเริ่มต้นของสงครามเย็น (cold war) ที่เป็นการเเข่งขันระหว่างพวกอองโกอเมริกัน กับพวกโซเวียต ในการส่งทีมไล่ล่าไปตามช่องอุโมงค์ใต้ดินเเละเทือกเขาที่เป็นที่ซ่อนตัวอย่างดีของนักวิทยาศาสตร์หัวกะทิชาวเยอรมัน ดังที่ปรากฏในเอกสาร "secret of the dead: The hunt for Nazi Scientist" ซึ่งเป็นเอกสารหนึ่งที่มีความสำคัญในสงครามโลก
ดูวิดีโอประกอบเพื่อความมันส์

VDO 1


VDO 2


VDO 3


VDO 4


VDO 5

-------------------------------------------------------------------------------------------------
ฮิตเลอร์ทำงานให้กับนัก eugenicist ชาวอเมริกัน
(Hitler's debt work of American eugennicist)
จาก gardian: 26 กุมภาพันธ์ 2004
eugenicist = ผู้ศึกษาวิชาว่าด้วยการบำรุงพันธุ์มนุษย์
receologist = ผู้ศึกษาวิชาว่าด้วยการเเบ่งชั้นวรรณะ
Receologist ชาวอเมริกันมีความภาคภูมิใจมากที่ได้สร้างเเรงบันดาลใจให้กับการก่อตั้งรัฐนาซี ซึ่งเป็นรัฐเเห่งชาติพันธุ์ที่เข้มงวด ในช่วงต้นของอาณาจักรไรช์ที่ 3 ฮิตเลอร์เเละนักรักษาสุขอนามัยเเห่งวรรณะของเขาได้ทำการร่างกฏหมายชาติพันธุ์อย่างละเอียดรอบคอบโดยได้รับการสนับสนุนจากนักชาติพันธุ์วิทยาชาวอเมริกันจากนิวยอร์คจนถึงเเคลิฟอเนียร์ เเละนักชาติพันธุ์วิทยาก็ได้มีความกระตือรือล้นที่จะให้การช่วยเหลือ
-------------------------------------------------------------------------------------------------

วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2552

การค้นพบโครงสร้างอินทรีย์โมเลกุลรอบดาวเคราะห์เเก๊ส

เมื่อมองดูระบบสุริยะที่อยู่ห่างไกลจากระบบของเรา นักวิจัยของ NASA ได้พบโครงสร้างพื้นฐานทางเคมีของสิ่งมีชีวิตในดาวเคราะห์เเก๊สที่อยู่ห่างจากดาวฤกษ์ศูนย์กลางเป็นอันดับที่ 2 ในระบบสุริยะเเห่งหนึ่ง เเต่จริงๆเเล้ววัตถุประสงค์ของนักดาราศาสตร์คือต้องการมองหาดาวเคราะห์ที่คาดว่าจะจะมีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นได้ เเต่ดาวเคราะห์ดังกล่าวเป็นดาวเคราะห์เเก๊สซึ่งไม่เอื้ออำนวยต่อการมีชีวิต เเต่ถ้าวันใดเราพบลักษณะของโมเลกุลดังกล่าวรอบดาวเคราะห์ที่เป็นหิน ย่อมเป็นสิ่งชี้วัดให้เกิดความมั่นใจได้ว่าน่าจะสามารถมีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นได้



The basic chemistry for life has been detected in a second hot gas planet, HD 209458b, depicted in this artist's concept. Image credit: NASA/JPL-Caltech

"มันเป็นดาวเคราะห์เเก๊สนอกระบบสุริยะของเราที่สามารถตรวจพบโมเลกุลของน้ำ มีเทน เเละคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นโมเลกุลสำคัญในกระบวนการทางชีววิทยาของดาวเคราะห์ที่มีสิ่งมีชีวิตดำรงอยู่" Mark Swain นักวิจัยของ NASA Jet Propulsion Laboratory, Pasadena กล่าว "การค้นพบดาวเคาระห์นอกระบบสุริยะถึง 2 ดวงที่มีโครงสร้างของอินทรีย์โมเลกุลทำให้เพิ่มความเป็นไปได้ว่ามันจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่จะพบดาวเคราะห์ที่โมเลกุลเคมีของมันพยายามที่จะก่อตัวเป็นสิ่งมีชีวิต"



Swain เเละพลพรรคนักส่องฟ้าทั้งหลายได้ใช้ข้อมูลจากกล้องโทรทัศน์อวกาศฮับเบิลเเละกล้องโทรทัศน์อวกาศสปิตเซอร์ ในการศึกษาดาวเคราะห์เเก๊สร้อนขนาดยักษ์รหัส HD 209458b ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าดาวพฤหัสทีโคจรรอบดาวฤกษ์ที่มีลักษณะคล้ายดวงอาทิตย์ (sun-like star) ซึ่งอยูห่างจากโลกของเราไป 150 ปีเเสงในกลุ่มดาวพีกาซัส (constellation Pegasus) การค้นพบนี้ถือเป็นการค้นพบใหม่


การค้นพบนี้ทำได้โดยใช้สเปกโทรสโคปี (spectroscopy) ซึ่งเป็นการเเยกย่อยองค์ประกอบของเเสง เนื่องจากโมเลกุลเเต่ละชนิดจะเปล่งเเสงที่ให้สเปกตรัมที่มีลักษณะเฉพาะตัวที่เเตกต่างกัน ดังนั้นการศึกษาสเปกตรัมจะทำให้สามารถทราบชนิดของโมเลกุลได้ ข้อมูลจาก Huble's near-infrared เเละ multi-object spectrometer เผยให้เห็นชนิดของโมเลกุล ข้อมูลจาก Spitzer's spectrometer เเละ infrared spectrometer ทำให้ทราบถึงปริมาณขององค์ประกอบทางเคมี

"ซึ่งนี่เป็นการสาธิตให้เห็นว่าเราสามารถตรวจจับโมเลกุลที่มีความสำคัญต่อกระบวนการของสิ่งมีชีวิต" Swain กล่าว ขณะนี้นักดาราศาสตร์สามารถทำการเปรียบเทียบบรรยากาศของดาวเคราะห์ทั้งสองดวงซึ่งมีทั้งสิ่งที่เหมือนเเละต่างกัน ตัวอย่างเช่น ปริมาณของน้ำเเละคาร์บอนไดออกไซด์ของดาวเคราะห์ทั้งสองเหมือนกัน เเต่ใน HD 209458b มีปริมาณมีเทนมากกว่าใน HD 189733 b "ปริมาณของมีเทนที่สูงบอกให้ทราบในบางอย่าง" Swain กล่าว "มันอาจหมายถึงมีบางอย่างที่พิเศษเกี่ยวกับการก่อกำเนิดดาวเคราะห์นี้"

"ดาวเคราะห์ที่มีลักษณะคล้ายดาวพฤหัสดวงอื่นๆ สามารถอธิบายลักษณะเเละเปรียบเทียบโดยอุปกรณ์ที่ได้กล่าวมาเเล้ว งานการศึกษานี้จะเป็นการวางรากฐานสำหรับการวิเคราะห์ดาวเคราะห์เผื่อว่าวันข้างหน้าเราได้พบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่เป็นหินมีลักษณะคล้ายโลก (rocky Earth-like planet) ที่มีลักษณะขององค์ประกอบอินทรีย์เคมีลักษณะดังกล่าวย่อมชี้ให้เห็นวามีโอกาสที่จะพบสิ่งมีชีวิต"

มีการคาดการว่าเราจะพบดาวเคราะห็ที่มีลักษณะคล้ายโลกโดยโครงการ NASA's Kepler Mission ซึ่งได้ถูกปล่อยออกสู่อวกาศในช่วงต้นของปีนี้ (2009) เเต่นักดาราศาสตร์คาดว่าจะต้องใช้เวลามากถึง 10 ปีหรือมากกว่า กว่าจะสามารถพบดาวเคราะห์ลักษณะดังกล่าวได้

เมื่อเราพบดาวเคราะห์ที่มีลักษณะคล้ายโลกในอนาคต "การค้นพบองค์ประกอบอินทรีย์เคมีดังกล่าวมิได้หมายความว่าจะต้องมีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นบนดาวเคราะห์ดังกล่าว เพราะว่ามีหลายวิถีทางที่จะทำให้เกิดโมเลกุลดังกล่าวได้" Swain กล่าว "ถ้าเราพบองค์ประกอบทางอินทรีย์เคมีบนดาวเคราะห์ที่มีลักษณะคล้ายโลก เราอาจจะต้องการทำให้ความเข้าใจให้มากพอเกี่ยวกับดาวเคราะห็ในการวางกฎเกณฑ์เกี่ยวกับกระบวนการที่ไม่มีชีวิต (non-life process) ที่สามารถนำไปสู่การเกิดเคมีของสิ่งมีชีวิตดังกล่าว"

"ดาวเคราะห์เหล่านี้อยู่ห่างไกลจากโลกของเรามากจนไม่สามารถส่งอุปกรณ์การวัดใดๆไปยังดาวเคราะห์ดังกล่าวได้ ทางเดียวที่จะศึกษาดาวเคราะห์ดังกล่าวได้คือหันกล้องโทรทัศน์ที่มีประสิทธิภาพสูงเข้าหามัน สเปกโทรสโคปีจะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการวิเคราะห์ทางเคมีเเละพลศาสตร์"

อ้างอิง
บทความนนี้นำมาจาก NASA
Media: Contact Whitney/Jet Propulsion Laboratory 818 - 354 - 4671

วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ชีวประวัติของเวอร์เนอร์ ฟอน บราวน์ (ตอนจบ)

ในวันที่ 16 มกราคม ค.ศ. 1969 ฟอน บราวน์ได้ยืนยันต่อพลพรรควาเขาจะทำงานที่ NASA ต่อในตำเเหน่งผู้อำนวยการที Hunsville เพื่อเป็นผู้นำในโครงการ Apollo Application Program ไม่กี่เดือนต่อมาเขาได้มีโอกาสได้เเถลงต่อสาธารณะชนถึงระบบขนส่งสู่ดวงดาว Saturn V จะได้รับการพัฒนาต่อไปเพื่อจะนำมนุษย์ลงสู่ดาวอังคารให้ได้ในปี ค.ศ. 1980

เเต่อย่างไรก็ตามในวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 1970 ฟอน บราวน์เเละครอบครัวได้ย้ายไปอยู่ที่ Washington DC ขณะที่บราวน์เป็น post of NASA's Deputy Associated Adminsitrator for Planning ที่ NASA Headquarter หลังจากที่มีข้อขัดเเย้งมากมายที่เกี่ยวข้องกับโครงการ Apollo เเละงบประมาณของ NASA ได้ถูกตัดทอนไปมาก ฟอน บราวน์จึงตัดสินใจลาออกจาก NASA ในวันที 26 พฤษภาคม ค.ศ. 1972 เนื่องจากเขารู้สึกผิดหวังเเละคิดว่าวิสัยทัศน์ของ NASA ในการบุกเบิกอวกาศยังไม่เสร็จสมบูรณ์ มันเป็นเเค่การเริ่มต้น เเละการที่ NASA สามารถส่งคนลงสู่ดวงจันทร์ได้อาจทำให้ผู้คนภายในประเทศรู้สึกถึงความสำเร็จสูงสุดของชาติเเล้วด้านอวกาศจึงขาดความกระตือรือล้นที่จะก้าวต่อไป หลังจาก ฟอน บราวน์ออกจาก NASA เขาไปรับงานเป็น Vice President ทางด้านวิศวกรรมเเละการพัฒนาที่บริษัทยานอวกาศชื่อ Fairchild Industries ใน Germantown, Maryland ในวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1972


ในปี ค.ศ. 1973 จากการตรวจเช็คประจำปีพบว่าเขาเป็นมะเร็งที่ไต ซึ่งอยู่ในระยะที่ไม่สามารถควบคุมได้ ฟอน บราวน์ยอมรับสภาพ เเต่เขาก็ยังคงเดินหน้าทำงานต่อไป โดยงานที่เขาทำในช่วงเวลานี้คือ ถูกรับเชิญไปบรรยายที่วิทยาลัยเเละมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อกระตุ้นเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้ตืนตัวในวิทยาศาสตร์เเละวิศวกรรม กระตุ้นความฝัน เเรงผลักดัน ความกระเหี้ยนกระหือรือที่อยากจะเรียนรู้


ฟอน บราวน์มีส่วนช่วยในการก่อตั้ง The Nation Space Institite เเละมีตำเเหน่งระดับสูงใน National Space Society เเละยังได้เป็นประธานสมาคมคนเเรกอีกด้วยในปี 1975 เเละในปี ค.ศ. 1976 ได้เป็นที่ปรึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ให้เเก่ Lutz Kayser ซึ่งเป็น CEO ของ OTRAG เเละฟอน บราวน์ยังเป็นสมาชิกของบอร์ดผู้บริหาร Diamler-Benz อีกด้วย เเต่ด้วยความเสื่อมของสังขาร บังคับให้เขาต้องลาออกจาก Fairchild ในวันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ. 1976 National Medal of Science ได้ให้รางวัลเเก่เขาในช่วงต้น 1977 เเต่เขายังรักษาตัวอยู่โรงพยาบาล เเละไม่สามารถไปร่วมพิธีฉลองที่ white house ได้


ฟอน บราวน์ ได้เสียชีวิตในวันที่ 16 มิถุนายน ค.ศ. 1977 ด้วยการ Colon Cencer ใน Alaxdria, Virginia ด้วยอายุ 65 ปี สุสานของเขาอยู่ที่ Ivy Hill Cemetry ใน Alaxandria, Virginia

Grave of Wernher von Braun in Ivy Hill Cemetery (Alexandria, Virginia)

วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ชีวิประวัติของเวอร์เนอร์ ฟอน บราวน์ (ต่อ)

VDO 03







ในวันที่ 20 มิถุนายน ค.ศ. 1945 U.S. secretary of State Cordell Hull ตกลงให้ ฟอนบราวน์เเละพลพรรคเข้าสู่อเมริกา เเต่ข่าวดังกล่าวมิได้ถูกเเพร่งพรายออกไปจนกระทั่งวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 1945 เนื่องจากเอกสาร (paperwork) ของเยอรมันกลุ่มนี้ได้ถูกเลือกเพื่อเคลื่อนย้ายสู่อเมริกา การมาของ ฟอน บราวน์เเละพลพรรครู้จักกันในนามของปฏิบัติการ Operation Paperclip ซึ่งผลลัพธ์ของปฏิบัติการดังกล่าวทำให้นักวิทยาศาสตร์เยอรมันได้งานทำในกองทัพอเมริกันหลายคน วันที่ 20 กันยายน ค.ศ. 1945 ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคนิคของเยอรมันเจ็ดคนเเรกที่มาถึงอเมริกาได้พำนักชัวคราวอยู่ที่ New Castle Army Air Field ซึ่งอยู่ทางใต้ของ Wilimngton, Dalaware ไปไม่ไกล จากนั้นพวกเขาถูกส่งไปที่ Boston โดยเครื่องบินเเล้วลงเรือต่อไปที่ Army Intelligence Service Post ซึ่งตั้งอยู่ที่ Fort Strong ใน Boston Harbor เเต่ ฟอน บราวน์ ซึ่งมาทีหลังถูกส่งไปที่ Aberden Ground ใน Maryland ที่ถูกสร้างเป็นสถานที่ทดสอบจรวดตามเเบบฉบับดั้งเดิมของ Peenemude เพื่อให้เขาเเละพลพรรคสามารถที่จะทำงานต่อไปได้ ท้ายที่สุด ฟอน บราวน์เเละพลพรรคของเขาที่เหลือรอดมาจาก Peenemude ได้ถูกส่งไปที่บ้านใหม่ที่ Fort Bliss, Texas ซึ่งเป็นที่มั่นทางด้านการทหารที่อยู่ทางทิศเหนือของ El Paso ณ ที่ตรงนี้ พวกเขาสร้าง ประกอบเเละทดสอบจรวด V-2 หลายลูกที่ขนใส่เรือมาจากเยอรมันมาสู่ White Stand Proving Ground ใน New Mexico เเละพวกเขายังได้ทำการศึกษาต่อไปถึงศักยภาพของจรวดเเห่งอนาคตทางด้านการทหารเเละการวิจัยเพื่อประยุกต์ใช้งาน เนื่องจากพวกเขาไม่อนุญาติให้ออกจาก Fort Bliss นอกเสียจากจะได้รับอนุญาติอย่างเป็นทางการ ฟอน บราวน์เเละพลพรรคจึงพูดกึ่งตลกว่า พวกเขาเปรียบเสมือนผู้ถูกจองจำเเห่งสันติภาพ (Prisoner of Peace)


ระหว่างอยู่ที่ Fort Bliss ฟอน บราวน์ได้เขียนบทความในจดหมายเพื่อขอเเต่งงานกับหญิงสาวอายุ 18 ปี ชื่อ Maria Luise von Quistorp ซึ่งเป็นญาติทางเเม่ของเขา ฟอน บราวน์ ในวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 1947 เขาได้รับอนุญาติให้เดินทางกลับเยอรมัน เเละสามารถกลับเขาสู่อเมริกาได้พร้อมกับเจ้าสาวของเขา ฟอน บราวน์เเต่งงานกับ Maria ที่ Lutheran Church ใน Landshut ประเทศเยอรมัน จากนั้นวันที่ 26 มีนาคม ค.ศ. 1947 เขาก็ได้เดินทางกลับสู่อเมริกาพร้อมกับเจ้าสาว พ่อเเละเเม่ของเขา โดยพากันไปตั้งรกรากอยู่ที่ New York วันที่ 9 ธันวาคม ค.ศ. 1948 ฟอน บราวน์ได้ลูกสาวคนเเรกชื่อ Iris Careen ซึ่งเกิดที่ Fort Bliss Army Hospital เเละได้ลูกอีกสองคนตามมาได้เเก่ Margrit Cecile ในวันที่ 8 พฤษภาคม ค.ศ. 1952 เเละ Peter Constantine ในวันที่ 2 มิถุนายน ค.ศ. 1960 ในวันที่ 15 เมษายน ค.ศ. 1955 ฟอน บราวน์กลายเป็น Naturalized citizen ของอเมริกา




Maria von Braun, wife of Wernher von Braun

ในปี ค.ศ. 1950 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของสงครามเกาหลี (korean war) ฟอน บราวน์เเละพลพรรคถูกย้ายไปอยู่ที่ Huntsville, Alabama ซึ่งเป็นบ้านของเขาในอีก 20 ปีต่อมา ระหว่าง ค.ศ. 1950-1960 ฟอน บราวน์ได้เป็นผู้นำการพัฒนาจรวดในกองทัพที่ Redstone Arsenal ซึ่งผลที่ได้คือ Redstone rocket ซึ่งใช้สำหรับการทดสอบ Nuclear ballistic missile test เป็นครั้งเเรกของสหรัฐอเมริกา

ในฐานะที่เป็นผู้อำนวยการหน่วย Development Operation Division ของ Army Ballistic Missile Agency (ABMA) ฟอน บราวน์ เเละพลพรรคได้พัฒนาจรวด Jupiter-C ซึ่งเป็น Redstone rocket ที่ได้รับการปรับปรุง (modify) จรวด Jupiter-C ประสบความสำเร็จในการส่งดาวเทียมดวงเเรกของสหรัฐชื่อ Explore 1 ขึ้นสู่วงโคจรในวันที่ 31 มกราคม ค.ศ. 1958 โดยเหตุการณ์ครั้งนั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการอวกาศเเห่งสหรัฐอเมริกา


12 ปีเเห่งการทำงานในช่วง ค.ศ. 1945-1957 อาจถือได้ว่าเป็นความขมขื่นของ ฟอน บราวน์เเละพลพรรค เนื่องจากในสหภาพโซเวียตมีเทพด้านการจรวดชื่อ Sergai Korolev พร้อมพลพรรคของเขาซึ่งประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์เเละวิศวกรระดับหัวกะทิ ได้มีความ้ำหน้าอเมริกาด้านวิศวกรรมการจรวดไปมาก โดยประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวงในการออกเเบบเเละส่งจรวดหลายลำโดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งดาวเทียมดวงเเรกของโลกคือ Spunik 1 ขณะที่รัฐบาลอเมริกันมิได้สนใจงานของฟอน บราวน์อย่างจริงจัง เเต่ด้วยได้รับความกดดันจากสหภาพโซเวียต จึงทำให้พวกเขากดดันให้ ฟอน บราน์เเละพลพรรคทำงานของเขาให้สำเร็จ เพื่ออเมริกาจะได้อยู่ในเส้นทางของการเเข่งขันกับโซเวียตต่อไป สถานะภาพของ ฟอน บราวน์ตอนนั้นก็มิได้ต่างอะไรกับเเรงงานทาสที่ถูกหน่วย ss กดดันให้สร้างจรวด V-2


ระหว่างที่ ฟอน บราวน์ เป็นผู้อำนวยการสร้างจรวดด้านการทหาร ซึ่งเป็นโลกเเห่งความเป็นจริงสำหรับเขาในเวลานั้น เเต่ความฝันของเขาได้สร้างความบันเทิงต่อโลกวิทยาศาสตร์กล่าวคือเขาฝันถึงโลกเเห่งอนาคตที่จรวดถูกใช้ในการสำรวจอวกาศ ในวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1950 ได้มีการพาดหัวในนิตยสาร The Huntsville Time ว่า "ดร. ฟอน บราวน์ กล่าวถึงความเป็นไปได้ของการใช้จรวดในการเดินทางสู่ดวงจันทร์" ในปี ค.ศ. 1952 ฟอน บราวน์ได้เริ่มเเถลงหลักการของสถานีอวกาศเเห่งมวลมนุษยชาติ (a manned space station) ในเเมกาซีน Coller's weekly ซึ่งเป็นบทความต่อเนื่องของบทความที่มีชื่อเต็มว่า Man will conquaer space soon! โดยในบทความนี้มีนักศิลปะชื่อ Chesley Bonestell ช่วยวาดภาพถ่ายทอดจินตนาการของฟอน บราวน์ ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่อทัศนะของประชาชนที่มีต่อสถานีอวกาศ กล่าวคือคนคิดไม่ออกว่ามันจะมีน่าตาอย่างไร ก็คิดออกเมื่อได้เห็นรูปวาดดังกล่าว บ่อยครั้งที่ ฟอน บราวน์ทำงานรวมกับ Willey-Ley ซึ่งเป็นคนที่เกิดในเยอรมันเป็นผู้คลั่งไคล้เกี่ยวกับเรื่องอวกาศ เเละยังเป็นนักเขียนบทความวิทยาศาสตร์ จึงไม่เป็นที่น่าประหลาดใจเลยว่าหลายสิ่งที่ถูกเขียนขึ้นมาในลักษณะที่เป็นจินตนาการที่อยู่บนหลักการทางวิศวกรรมท้ายที่สุดเเล้วมันจะเป็นความจริง ตามเเนวความคิดของ ฟอน บราวน์ สถานีอวกาศควรจะมีรูปร่างเป็นหลอดรูปโดนัท (toroid) มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 250 ฟุต (76 เมตร) ซึ่งหมุนรอบจุดศูนย์กลางที่เป็นดุมเพื่อสร้างเเรงโน้มถ่วงจำลอง (artificial gravity) เเละลอยอยู่สูงจากพื้นโลก 1075 ไมล์ (1730 กิโลเเมตร) เอียง 2 นาฬิกาทำมุมกับวงโคจรของโลก อีก 10 ปีต่อมาในหนังเรื่อง 2001: A Space Odyssey ได้มีภาพของสถานีอวกาศตามเเนวความคิดของ ฟอน บราวน์ ทำให้เราสามารถเห็นภาพสถานีอวกาศในจินตนาการเขาได้ชัดเจนขึ้น จุดประสงค์ของการสร้างสถานีอวกาศก็เพื่อเป็นสถานีเตรียมการสำหรับนักบินในอวกาศเพื่อจะเดินทางต่อไปสู่ดวงจันทร์

Walt Disney กับ ฟอน บราวน์ได้ทำงานรวมกันในปี ค.ศ. 1954 โดยได้เเสดงรูปภาพจำลองของยานขนส่งอวกาศในภาพยนต์ต่อเนื่อง 3 ตอนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา


ในชวงเวลานี้ ฟอน บราวน์ได้เสนอหลักการเบื้องต้นเกี่ยวกับโครงการมนุษย์สู่ดาวอังคาร โดยใช้สถานีอวกาศเป็นจุดพักในห้วงอวกาศ โดยเเผนการดำเนินงานเบื้องต้นของเขาได้ถูกเเถลงออกไปใน ค.ศ. 1952 ชื่อว่า The mar project เเสดงให้เห็นถึงจินตนาการการใช้ยานอวกาศ 10 ลำ เเต่ละลำมีมวล 3720 เมตริกตัน โดย 3 ลำในจำนวนนั้นเป็นยานไร้คนบังคับโดยบรรทุกปีกหนัก 200 ตันสำหรับการลงจอด ซึ่งเป็นเเผนการดำเนินงานในสเกลที่ใหญ่มาก ส่วนอีกเเผนหนึ่งที่มีขนาดเล็กกว่ามาก คือใช้ยานสินค้า 1 ลำเเละยานลูกเรืออีก 1 ลำ โดยในเเต่ละเเผนการจะดำเนินการประหยัดพลังงานโดยการใช้วงโคจรที่เรียกว่า Hohmann transfer orbits ในการเดินทางจากโลกสู่ดาวอังคารเเละจากดาวอังคารกลับสู่โลก


ก่อนที่จะมีงานเขียนอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับความคิดของเขาเกี่ยวกับเที่ยวบินสู่ดวงจันทร์ ฟอน บราวน์ได้เขียนนิยายวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หลายเรื่องในปี ค.ศ. 1980 เเต่บทความต้นฉบับของเขาได้รับการปฏิเสธไม่น้อยกวา 18 สำนักพิมพ์ หลังจากนั้น ฟอน บราวน์ได้เผยเเพร่ส่วนย่อยของเกี่ยวกับโครงการสู่ดาวอังคาร โดยบทความต้นฉบับสมบูรณ์มีชื่อว่า Project MARS: A Technical Tale ซึ่งไม่ได้รับการตีพิมพ์จนกระทั่งธันวาคม 2006 (เพิ่ง 3 ปีมานี่เอง)

ด้วยความหวังทีว่ามันจะนำความสนใจมาสู่สาธารณะชน เกี่ยวกับเรื่องโครงการเเห่งอนาคต ฟอน บราวน์ได้ทำงานร่วมกับ Walt Disney เเละใช้ Disney Studio ในการงานสร้างเชิงเทคนิค โดยเริมเเรกได้มีภาพยนต์ 3 เรื่องเกี่ยวกับการสำรวจอวกาศ


ฟอน บราวน์ได้พัฒนาเเละเผยเเพรหลักการเกี่ยวกับสถานีอวกาศในช่วงเวลาที่หนาวเย็นที่สุด (coldest) นั่นคือในชวงเวลาเเห่งสงครามเย็น (cold war) ในช่วงเวลานั้นสหรัฐได้รับการท้าทายจากสหภาพโซเวียตซึ่งเหนือกว่าอเมริกาทางเทคโนโลยีด้านอวกาศ ถ้าสถานีอวกาศตามความคิของ ฟอน บราวน์สามารถสร้างขึ้นได้โดยใช้จรวดขนสง ด้งนั้นเเล้วโครงการอวกาศทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นทั้งด้านจรวดภาคพื้นเเละในวงโคจรคงหนีไม่พ้นต้องได้รับความช่วยเหลือจากเขาทั้งสิ้น


กองทัพเรือสหรัฐได้รับมอบหมายให้สร้างจรวดเพื่อส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจร เเต่จรวด Vangard มีระบบการยิงที่ยังไม่ค่อยน่าเชื่อถือ ในปี ค.ศ. 1957 ซึ่งมีการส่งดาวเทียม Spunik 1 ขึ้นสู่วงโคจรทำให้เกิดความตื่นตัวขึ้นในอเมริกัน ว่าอเมริกันล้าหลังโซเวียตในช่วงเริ่มต้นของการเเข่งขันด้านอวกาศ ดังนั้นผู้มีอำนาจในอเมริกาจึงเลือกที่จะใช้ประสบการณ์ของ ฟอน บราวน์เเละพลพรรคจากเยอรมันที่เคยทำงานเกี่ยวกับการสร้างขีปนาวุธมใช้ในทางสร้างสรรค์คือใช้ในการทำเป็นจรวดขนส่งอวกาศ





Wernher von Braun walking with President Kennedy at Redstone Arsenal in 1963




Dr. von Braun, Charles W. Mathews, George Mueller and Lt. Gen. Samuel C. Phillips relax in the Launch Control Center following the successful Apollo 11 liftoff on July 16, 1969.





Wernher von Braun, with the F-1 engines of the Saturn V first stage at the US Space and Rocket Center




Still with his rocket models, von Braun is pictured in his new office at NASA headquarters in 1970



โครงการบริหารการบินเเละอวกาศเเห่งชาติ (NASA) ได้ถูกก่อตั้งขึ้นในวันที 29 กรกฎาคม ค.ศ. 1958 ซึ่งเป็นหนึ่งวันหลังจาก Redstone ประสบความสำเร็จในการปล่อยจากฐานยิง ที Johnston Atoll ทางใต้ของมหาสมุทรเเปซิฟิก 2 ปีต่อมา NASA ได้เปิดศูนย์ Marshall Space Flight Center ที Redstone Arsenal ใน Huntsville, Alabama เเละทีม ABMA ซึ่งนำโดย ฟอน บราวน์ก็ได้ถูกย้ายเข้ามาทำงานที่ NASA ในการพบกันเเบบตัวต่อตัวระหว่าง ฟอน บราวน์กับ Herb York ที่เเพนตากอน ฟอน บราวน์ได้ทำให้เกิดความกระจ่างว่า เขามาที่ NASA เพียงเพื่อพัฒนาโครงการสร้างจรวด Saturn หลังจากนั้นใน กรกฎาคม ค.ศ. 1960 ถึง กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1970 ฟอน บราวน์ก็ได้นั่งในตำเเหน่งผู้อำนวยการของ NASA เป็นคนเเรก


โครงการเเรกของศูนย์อวกาศ Marshall Center คือโครงการพัฒนาจรวด Saturn เพื่อใช้ในการขนสงสัมภาระ (payload) ซึ่งมีน้ำหนักมากขึ้นสู่วงโคจร จากจุดนี้เองทำให้โครงการ Apollo เกิดขึ้นตามมา วัตถุประสงค์ของโครงการ Apollo ก็คือการส่งมนุษย์ไปลงบนดวงจันทร์ เเละในที่สุดสิ่งที่ ฟอน บราวน์ได้ฝันไว้ทั้งชีวิตก็เป็นความจริง คือในวันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ. 1969 (60 ปีที่เเล้ว) ศูนย์อวกาศ Marshall Center ประสบความสำเร็จในการส่งยาน Apollo 11 ไปสู่ดวงจันทร์โดยอาศัยกำลังของจรวด Saturn V จักรกลอันทรงพลังที่ ฟอน บราวน์เเละพลพรรคของเขาพัฒนาขึ้น ซึ่งปฏิบัติการสู่ดวงจันทร์ครั้งนี้ใช้เวลาทั้งสิ้น 8 วัน โดยจรวด Saturn V สามารถนำทีม Apollo ลงเหยียบดวงจันทร์ได้ถึง 6 ทีม

ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1960 ฟอน บราวน์ นั่งทำงานอยู่ที่ U.S. Space Center ใน Huntsville ในฐานะผู้อำนวยการการพัฒนา โต๊ะทำงานของเขาที่ใช้ในการชี้นำอเมริกาสู่ยุคอวกาศยังคงตั้งให้เราเห็นที่นี่

ในช่วงฤดูร้อนของ ค.ศ. 1966-1970 ฟอน บราวน์ได้ร่วมเดินทางท่องเที่ยวไปทวีปเเอนตาร์กติก ซึ่งได้จัดให้เขาเเละพลพรรคเจ้าหน้าทีระดับสูงใน NASA โดยวัตถุประสงค์ของการเดินทางครั้งนี้ก็เพื่อจะทราบความเห็นจากประสบการณ์ของเหล่าผู้เชี่ยวชาญว่าดินเเดนว่างเปล่านี้จะสามารถใช้ประโยชน์ในการวิจัยด้านอวกาศได้อย่างไร ฟอน บราวน์เป็นคนหนึ่งที่สนใจทวีปนี้มาก โดยเสนอว่าควรมาตั้งสถานีวิจัยที่นี่ เพื่อศึกษาหลักฐานเกี่ยวกับชีวิตจากดาวอังคาร หรือจากโลกอื่น อีกทั้งในเรื่องการดำรงชีพ ลอจิสติก เเละสมุทรศาสตร์






วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ชีวประวัติของเวอร์เนอร์ ฟอน บราวน์ (ต่อ)

การยอมจำนนต่ออเมริกา

วิดีโอประกอบ
VDO 01


VDO 02



ในฤดูใบไม้ผลิปี ค.ศ. 1945 ขณะที่กองกำลังของสหภาพโซเวียต อยู่ห่างจาก Peenemunde เป็นระยะทาง 160 กิโลเมตร ฟอน บราวน์กำลังวางเเผนกับคณะของเขาในการที่จะยอมจำนน โดยพิจารณาเลือกว่าจะเข้ากับฝายใด ระหว่างสหภาพโซเวียตกับสหรัฐอเมริกา ด้วยความกังวลว่าโซเวียตจะกระทำการทารุณต่อเชลยศึก ฟอน บราวน์เเละพลพรรคจึงยอมเลือกที่จะยอมจำนนต่อสหรัฐ ขณะนั้นท่าทางจะไม่ดี Kammler จึงได้มีคำสั่งให้ ฟอน บราวน์ เเละพลพรรคหาที่อยู่ใหม่โดยให้เข้าไปอยู่ที่ศูนย์กลางของเยอรมัน เเต่ด้วยความเข้าใจคำสั่งที่ผิดพลาดของผู้นำกองทัพ เขาจึงสั่งให้ฟอน บราวน์เข้าร่วมกับกองทัพเเละสู้ต่อไป ฟอน บราวน์ได้จัดเตรียมเอกสารเเละเคลื่อนย้ายพลพรรคจำนวน 500 คนเข้าสู่พื้นที่รอบๆ Mittelwerk ซึ่งเป็นที่ซึ่งเขาได้เริ่มดำเนินงานของเขาตอ เนื่องจากฟอน บราวน์ เเละพวกเกรงว่าเอกสารของพวกเขาจะถูกหน่วย ss ทำลาย ฟอน บราวน์ได้สั่งให้ทำเป็นเอกสารที่เรียกว่า blueprint ซึ่งเป็นเอกสารลับ เก็บซ่อนไว้ที่เทือกเขา Harz
ระหว่างการเดินทางในช่วงเดือนมีนาคม ฟอน บราวน์ได้รับบาดเจ็บกระดูกหักที่เเขนเเละไหลข้าซ้าย เนื่องจากประสบอุบัติเหตุขับรถหลับใน อาการบาดเจ็บของเขาค่อนข้างรุนเเรง เเต่เขายืนกรานวามันไม่ได้สาหัสอะไรเเละถอดเฝือกออก เเต่จากการกระทำดังกล่าวทำให้เขาต้องกลับเขารักษาตัวที่โรงพยาบาลอีกครั้งเนื่องจากกระดูกเเตกซ้ำที่เดิม เเละผิดรูป
ในเดือนเมษายนกองกำลังพันธมิตรได้เคลือนตัวเข้าสู่เยอรมัน Kummer ได้สังการให้ทีมนักวิทยาศาสตร์เคลื่อนย้ายโดยรถไฟเข้าสู่ Oberammergau ใน Bavarian Alps ซึ่งเป็นที่ที่จะได้รับการคุ้มกันจากหน่วย ss อย่างใกล้ชิด เเต่ฟอน บราวน์ ได้เเนะนำหัวหน้าหน่วย ss (Kummer) ให้สั่งการให้ทีมนักวิทยาศาสตร์กระจายตัวกันออกสู่หมู่บ้านใกล้ๆ เพราะการกระจุกตัวกันอยูจะทำให้ตกเป็นเป้าโจมตีของฝูงบินทิ้งระเบิดอเมริกาได้ง่าย
ในวันที่ 2 พฤษภาคม 1945 พี่ชายของฟอน บราวน์ (Magnus) ซึ่งเป็นวิศวกรจรวดเช่นเดียวกันได้พบกับทหารอเมริกันโดยบังเอิญ โดยทหารดังกล่าวกำลังขี่จักรยานลาดตระเวณ เเละสังกัดหน่วย US 44th Infantry Division จึงได้ตะโกนออกไปเป็นภาษาอังกฤษที่ไม่ค่อยจะเเข็งเเรงนักว่า "เฮ้ย ไอ้เกรียน ข้าคือ Magnus von Braun น้องชายของข้าคือคนที่ทำจรวด V-2 ตอนนี้พวกเราต้องการที่จะยอมจำนน" ภายหลังการยอมจำนน ฟอน บราวน์ได้เเสดงความรู้สึกว่า "พวกเราทราบดีวาพวกเราได้สร้างนิยามของการทำสงครามยุคใหม่ เเละคำถามสำคัญที่อยู่ในใจเสมอคือ เราควรจะยอมจำนนตอชาติที่ชนะสงครามชาติไหนดี ชาติไหนควรที่จะได้ใช้เทคโนโลยีเเละมันสมองของพวกเรา คำตอบที่ดีที่สุดคือเราควรจะเข้ากับชาติที่ถือไบเบิลเป็นหลักในการดำเนินชีวิต เพื่อเป็นหลักประกันความสงบสุข เเละความมั่นคงของโลก"
ผู้นำระดับสูงของอเมริกาให้ความสำคัญอย่างมากต่อการคุมตัว ฟอน บราวน์เเละพลพรรคได้ เนื่องจาก ฟอน บราวน์เป็นหนึ่งในสิบของนักวิทยาศาสตร์เเละวิศวกรที่ทางการอเมริกันขึ้นชื่อ Black List เเละอยากได้ตัวมากที่สุดที่ต้องจับกุมตัวให้ได้ ในเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ. 1945 ผู้นำกองทัพสหรัฐ Robert B. Stevert หัวหน้าของ Jet Propulsion Section of Research and Intelligence Brance of US Army Ordnance ในลอนดอน เเละ Lt Col R.L William ได้นำ ฟอน บราวน์เเละพลพรรคใส่ Jeep จาก Gamich เพื่อเดินทางสู่ Munich หลังจากนั้นคนกลุ่มนี้ก็ได้บินไปสู่ Nordhausen เเละได้ถูกเคลื่อนย้ายไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้สู่ Witzenhausen เมืองเล็กๆในโซนที่อยู่ในครอบครองของอเมริกันในวันต่อมา หลังจากนั้น ฟอน บราวน์ ได้ถูกเกณฑ์เข้าสู่อเมริกาภายใต้ปฏิบัติการทีมีชื่อว่า Operation Overcast
ตอนต่อไปจะเป็นตอนจบ ที่กล่าวถึงหน้าที่การงานเเละความสำเร็จสูงสุดในชีวิตของฟอน บราวน์ ที่อเมริกา เเละบันปลายชีวิตของเขา

วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ชีวประวัติของเวอร์เนอร์ ฟอน บราวน์ (Wernher von Braun)

เวอร์เนอร์ ฟอน บราวน์ (Wernher von Braun)


ดูวีดีโอประกอบ มี 3 VDO อีกสองอันจะเอาไว้บล็อกหน้า




เวอร์เนอร์ ฟอน บราวน์ เกิดที่ Wirsitz (Wiyzysk) ซึ่งเป็นจังหวัดหนึ่งของ Posen ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งขอจักรวรรดิติเยอรมัน และครอบเครัวของบราวน์มีลูกชายสามคนโดยบราวน์เป็นลูกชายคนที่สอง พ่อของเขาชื่อ Magnus Freiherr von Braun (1877-1972) อยู่ในหน่วยงานทางด้านการเกษตรแห่งรัฐบาลไวมาร์ (Weimar Republic) แม่ของเขาชื่อ Emmy von Quistorp (1886-1959) สืบเชื้อสายมาจากชนชั้นกลางของยุโรป ภายหลังแม่ของบราวน์ได้ซื้อกล้องโทรทัศน์ให้ ทำให้เขาได้มีโอกาสพัฒนาความสามารถทางด้านดาราศาสตร์ หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 Wyrzysk ได้กลับคืนสู่การปกครองของโปแลนด์ ครอบครัวของบราวน์จึงจำเป็นต้องย้ายกลับสู่เยอรมันเหมือนกับครอบครัวอื่นๆที่ประสบชะตากรรมเดียวกัน ครอบครัวของเขาได้ย้ายไปอยู่ที่เบอร์ลิน เมื่อบราวน์มีอายุได้ 12 ปี เขาได้รับแรงบันดาลจากการบันทึกความเร็วโดย Max Valier และ Fritz von Opel เป็นเหตุให้เขาสร้างวีรกรรมทำให้เกิดการระเบิดบนถนนที่เต็มไปด้วยผู้คน เขาถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและถูกปล่อยตัวเมื่อพ่อของเขาไปประกันตัวออกมา
ฟอน บราวน์เป็นนักดนตรีสมัครเล่นที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งสามารถเล่นเพลงที่แต่งโดย Bethoven และ Bach ได้จากความจำทั้งหมด ตอนแรกบราวน์ได้ศึกษาการเล่นเชลโลและเปียโนและต่อมาเขาต้องการที่จะเป็นนักแต่งเพลง เขาได้ศึกษาการแต่งเพลงจากนักแต่งเพลงชื่อดังชื่อ Paul Hindemith ผลงานการแต่งเพลงของฟอน บราวน์ในช่วงวัยเด็กชวนให้รำลึกถึงสไตล์เพลงของ Hindemith ยิ่งนัก
ในปี ค.ศ. 1925 ฟอน บราวน์ได้เขาเรียนในโรงเรียนที่ Ettersburg ใกล้กับไวมาร์ การเล่าเรียนที่นั่น บราวน์เรียนคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ได้ไม่ดีเอาซะเลย ในปี ค.ศ. 1928 พ่อของเขาได้ส่งเขาไปเรียนที่ Hermann-Lietz-Internat ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำอยู่ที่ Frisian North Sea Island of Spiekeroog ที่นั่นเขาได้ทำการคัดลอกเอกสารชื่อ Die Rakete zu den Planetenraumen (1929) ซึ่งแปลเป็นไทยว่า การเดินทางระหว่างดวงดาวด้วยจรวด ที่เขียนโดยผู้บุกเบิกเทคโนโลยีด้านการจรวจแห่งเยอรมันชื่อ Hermann Oberth ตั้งแต่นั้นมาฟอน บราวน์ได้หลงเสน่ห์แห่งวิศวกรรมการจรวด ทำให้เขาพัฒนาความสามารถและตั้งใจเล่าเรียนในวิชาฟิสิกส์และคณิตศาสตร์มากขึ้น จนเก่งเพื่อว่าเขาจะได้นำความรู้เหล่านี้มาสร้างจรวดดังที่เขาฝันไว้
ในปี ค.ศ. 1930 เขาได้เขาศึกษาต่อที่ Technical University of Berlin ที่นี่เขาได้เข้ากับสมาคมที่ชื่อว่า Verrein Fur Raumschifahrt (VFR) แปลเป็นไทยว่า สมาคมเที่ยวบินสู่อวกาศ และได้ช่วย Willy Ley ในการทดสอบจรวดเชื้อเพลิงเหลวซึ่งเป็นโครงการที่มีความเกี่ยวข้องกับ Hermann Oberth และเขายังได้ศึกษาที่ ETH Zurich ด้วย แม้ว่าภายหลังงานของเขาส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับจรวดขีปนาวุธทางด้านการทหาร แต่การเดินทางสู่อวกาศยังคนเป็นความมุ่งหวังสูงสุดของเขา
ขณะที่ฟอน บราวน์กำลังทำดอกเตอร์อยู่เป็นช่วงเวลาที่พรรคการเมืองที่ชื่อว่า National Socialist German Worker Party (NADAP หรือ Nazi party) กำลังมีอำนาจสูงสุดในเยอรมัน และเทคโนโลยีทางด้านการจรวดก็เป็นที่สนใจของพรรคนาซีอย่างมากในช่วงเวลานั้น และกัปตันปืนใหญ่ที่มีชื่อว่า Walter Dornberger ได้จัดเตรียมสถานที่ทำการวิจัยให้แก่ฟอน บราวน์โดยเฉพาะ โดยสถานที่ดังกล่าวอยู่ที่ Kummersdorf ซึ่งที่นั่นเขาได้ทำการทดสอบจรวดเชื้อเพลิงแข็ง ฟอน บราวน์ ได้รับปริญญาเอกทางด้านวิศวกรรมอวกาศยาน ในวันที่ 27 กรกฎาคม ปีค.ศ. 1934 จาก University of Berlin โดยหัวข้อ Thesis ที่เขาใช้ในการจบมีชื่อว่า About Combustion Test โดยอาจารย์ที่ปรึกษาในระดับปริญญาเอกของเขามีชื่อว่า Erich Schumann แต่อย่างไรก็ตาม Thesis ของเขาได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่เพียงบางส่วนเท่านั้น แต่ชื่อเต็มของ Thesis ของเขามีชื่อว่า Construction, Theoretical, and Experimental Solution to Problem of the Liquid Propellant Rocket (ลงวันที่ 16 เมษายน 1934) ได้ถูกเก็บรักษาเป็นความลับทางด้านการทหารและไม่มีการเผยแพร่ตีพิมพ์แต่อย่างใดจนกระทั่งปี ค.ศ. 1960 ในช่วงปลายปี ค.ศ. 1934 กลุ่มวิจัยของเขาประสบความสำเร็จในการทดสอบการปล่อยจรวดได้ที่ความสูง 2.2 และ 3.5 กิโลเมตร
ในช่วงเวลานั้น เยอรมันได้ให้ความสนใจต่องานวิจัยของนักฟิสิกส์ชาวอเมริกันชื่อ Robert H. Goddard เป็นอย่างมาก ในช่วงก่อน ปีค.ศ. 1939 นักวิทยาศาสตร์เยอรมันได้มีโอกาสติดต่อกับ Goddard โดยตรงเพื่อสอบถามในเรื่องเทคนิค ฟอน บราวน์ได้ใช้แผนการดำเนินงานของ Garddard จากบทความหลายเรื่องเพื่อใช้ในการสร้าง Aggregat (A) ซึ่งเป็นซีรีส์ของจรวด จรวด A-4 ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อว่า V-2 ในปี ค.ศ. 1963 ฟอน บราวน์ได้กล่าวถึงงานทางด้านจรวดของ Gaddard ว่า “จรวดของเขาอาจดูเป็นสิ่งที่ทำขึ้นอย่างหยาบๆ เมื่อเทียบกับในปัจจุบัน แต่พวกมันก็ได้จุดประกายหลักการเบื้องต้นแก่ใช้ในยุคใหม่และยานพาหนะที่จะนำเราสู่อวกาศ” Goddard ยืนยันว่างานที่เขาทำได้ถูกฟอน บราวน์ นำไปใช้ในปี ค.ศ. 1944 ซึ่งเป็นช่วงสั้นๆก่อนที่นาซีจะเริ่มยิ่งจรวด V-2 หลายร้อยลูกถล่มอังกฤษ จรวด V-2 จำนวนหนึ่งถูกยึดได้ในสวีเดน และบางส่วนได้ถูกส่งไปที่แล็บ Annapolis ซึ่งเป็นสถานที่ที่ Goddard ทำการวิจัยให้กับกองทัพเรือสหรัฐ
ไม่มีนักวิทยาศาสตร์ทางด้านจรวดเหลืออยู่ภายหลังการยุบ VFR การทดลองเกี่ยวกับจรวดในทางสร้างสรรค์ถูกสั่งห้ามโดยข้อบังคับของนาซี เฉพาะทางด้านการทหารเท่านั้นที่อนุญาตให้ทำได้ และในที่สุดสถานปฏิบัติการทดลองขนาดใหญ่ก็ได้ถูกก่อตั้งขึ้น โดยเลือกที่ Peenemunde ในทางตอนเหนือของเยอรมันติดทะเลบอลติก Dornberger เป็นผู้บังคับการทางด้านการทหารที่ Peenemunde โดยฟอน บราวน์ได้เป็นผู้ควบคุมทางด้านเทคนิค ซึ่งมีการร่วมมือกับหน่วย Luftwaffe ซึ่งเป็นกลุ่มๆหนึ่งใน Peenemunde ที่ได้พัฒนาเครื่องยนต์จรวดเชื้อเพลิงเหลวสำหรับเครื่องบินจ็ท และเครื่องยนต์เจ็ทสำหรับการขึ้นลงในแนวดิ่ง พวกเขาได้ร่วมมือกันประดิษฐ์ขีปนาวุธระยะไกล A-4 และ supersonic wasserfall anti-aircraft missile
ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1937 (หรือจากแหล่งข้อมูลอื่น 1 ธันวาคม พ.ศ. 1932) ฟอน บราวน์ได้เข้าร่วมกับพรรคนาซี และได้เป็นผู้นำระดับสูงในหน่วย Waffen-SS จากปี ค.ศ. 1940 จนกระทั่งจบสงคราม
คำกล่าวส่วนหนึ่งของ ฟอน บราวน์ต่อการเข้าร่วมพรรคนาซี:
ผมถูกทางการสั่งให้เข้าร่วมพรรคนาซี ซึ่งในเวลานั้น (1937) ผมได้เป็นเจ้าหน้าที่เทคนิคระดับสูงใน Army Rocket Center ที่ Peenemunde คำปฏิเสธที่จะเข้าร่วมกับพรรคนาซีของผมจะหมายถึงผมจะไม่ได้ทำในสิ่งที่ผมฝันมาทั้งชีวิต ดังนั้นผมไม่มีทางเลือกผมเลยต้องเข้าร่วม ความสัมพันธ์ของผมกับพรรคนาซีไม่มีความเกี่ยวข้องแต่อย่างใดในกิจกรรมทางการเมือง ในฤดูใบไม้ผลิปี ค.ศ. 1940 SS-Standardtenfuherer (SS-Colonel) คนหนึ่งชื่อ Muller ได้กล่าวกับผมว่าที่ Peenemunde ว่า Reichsfuhrer –SS Henrich Himmler ได้ส่งเขามาเพื่อบอกกับผมให้เข้าร่วมกับหน่วย SS ผมจึงได้โทรหาหัวหน้าผมซึ่งก็คือ Major-General W. Dornberger ทันที และเขาพูดกับผมทางโทรศัพท์ว่า “ถ้าเรายังอยากร่วมงานกันต่อไป นายไม่มีทางเลือกคือต้องเข้าร่วม”
ในวันที่ 22 ธันวาคม ค.ศ. 1942 ฮิตเลอร์ได้เซ็นคำสั่งให้สร้างจรวด A-4 ในฐานะ “Vengeance Weapon” เพื่อโจมตีลอนดอน หลังจากนั้นในวันที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ. 1943 ฟอน บราวน์ได้เสนอวิดีโอภาพสีเพื่อแสดงการบินขึ้น (take off) ของจรวด A-4 ซึ่งทำให้ฮิตเลอร์เกิดความประทับใจในตัวเขาเป็นอย่างมากเนื่องจากเขาสามารถพัฒนาตัวเองให้มีความเชี่ยวชาญระดับสูงได้ในขณะที่อายุยังน้อย ซึ่งตอนนั้นเขามีอายุเพียงแค่ 31 ปีเท่านั้น
ในช่วงเวลานั้นทั้งอังกฤษและสหภาพโซเวียตต่างระแวดระวังภัยคุกคามจากโครงการวิจัยทางด้านการจรวดของทีมวิจัยของ ฟอน บราวน์ ที่ Peenemunde ในช่วงดึกของวันที่ 17 และ 18 เดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 1943 RAF Bomber Command’s Operation Hydra ได้ทำการโจมตีอย่างรวดเร็วที่ Peenemunde โดยใช้ฝูงบินซึ่งประกอบด้วยเครื่องบิน 596 ลำ ทิ้งระเบิดไปจำนวนทั้งสิ้น 1,800 ตัน แต่สถานที่วิจัยได้รับการปกป้อง ช่วยเหลือ และทีมนักวิทยาศาสตร์ไม่ได้รับอันตรายแต่อย่างใด
จรวดนำวิถีจู่โจม A-4 ได้รับการตั้งชื่อใหม่ว่า V-2 ซึ่งย่อมาจาก Vergeltungwaffe 2 “Retaliation/Vengeance Weapon 2” ได้ถูกส่งไปที่อังกฤษเพื่อเป็นของขวัญแห่งความหฤหรรษ์ที่น่าสะพรึงกลัวในวันที่ 7 กันยายน 1944 ซึ่งเป็นเวลาเพียง 21 เดือนหลังจากโครงการวิจัยได้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการ ฟอน บราวน์ ซึ่งเป็นผู้มีความฝันจะใช้จรวดเพื่อนำพาตนเองขึ้นสู่ห้วงอวกาศ และเดินทางระหว่างดวงดาวถึงกับเศร้าใจเมื่อได้ทราบรายงานจากลอนดอนว่า จรวดของท่านทำงานได้อย่างดีเยี่ยม เสียแต่ที่ว่ามันลงไม่ค่อยจะถูกที่ถูกทางเท่าไหร่ หมายถึงพลาดเป้านั่นเอง ทำให้เขาเรียกวันที่เขาได้รับรายงานดังกล่าวว่า “วันที่มืดมน” (darkness day)
แรงงานทาส (Slave Labor)
SS General Hans Kammler ซึ่งเป็นวิศวกรโยธาซึ่งได้ออกแบบสร้างสิ่งก่อสร้างมากมาย เช่น Auschwitz ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความทุกข์ทรมาน Kammler ได้เป็นผู้ริเริ่มว่าจะสร้างแคมป์เพื่อใช้นักโทษ เชลยศึกสงครามเป็นแรงงานทาสในโครงการสร้างจรวด Arthur Rudolph ผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าวิศวกรของโรงงานสร้างจรวด V-2 ที่ Peenemunde ก็เห็นชอบด้วยในแนวความคิดดังกล่าวในเดือน เมษายนปี ค.ศ. 1943 เมื่อปัญหาการขาดแคลนแรงงานได้เริ่มบาปลายขึ้น ผู้คนจำนวนมากต้องตายในการสร้างจรวด V-2 มากกว่าที่จรวดฆ่าคนซะอีก ฟอน บราวน์ตกลงที่จะเข้าเยี่ยมชมโรงงานที่ Mittelwerk หลายครั้ง และเรียกสภาวะ ณ ที่โรงงานว่า “repulsive” มีการอ้างว่าไม่เคยพบหลักฐานว่ามีการตาย และการเฆี่ยนตี ทารุณ ณ โรงงานแห่งนี้ แต่เขาทราบกันดีว่ามีการตายเกิดขึ้น ในปี ค.ศ. 1944 ฟอน บราวน์ปฏิเสธที่จะเข้าเยี่ยมชมแคมป์ที่ Mittelbau-Dora หลังจากทราบว่ามีคนต้องตายไปเป็นจำนวน 20,000 คนจากการป่วย ทารุณ แขวนคอ และทำงานในสภาวะที่โหดร้าย
ในวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1944 ฟอน บราวน์ได้เขียนจดหมายถึง Albin Sawatzki ซึ่งเป็นผู้จัดการการผลิตจรวด V-2 ว่าเขาตัดสินใจเป็นการส่วนตัวที่จะนำแรงงานทาสที่เขาพิจารณาแล้วว่ามีอายุประมาณ 25 ปีและอยู่ในสภาวะที่น่าเวทนา ออกจาก Buchenwald concentration camp
ใน Wernher von Braun: Crusader for Space มีคำกล่าวของฟอน บราวน์มากมายที่แสดงให้เห็นว่าเขามีความวิตกกังวลเกี่ยวกับสภาวะการทำงานดังกล่าว แต่เขาก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เพื่อนของฟอน บราวน์คนหนึ่งได้บอกว่า ครั้งหนึ่ง ฟอน บราวน์ได้เคยพูดว่าระหว่างที่เขาเข้าเยี่ยมชม Mittelwerk ว่า:
มันเป็นนรกดีๆนี่เอง “ผมเชื่อว่าแม้ผมจะเสนอเหตุผลเพียงใดต่อสภาวะการทำงานที่ไม่เหมาะสมในแคมป์ มันล้วนเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ทั้งสิ้น”
เมื่อถามว่า ฟอน บราวน์สามารถที่จะคัดค้านสภาวะการทำงานที่ทารุณของแรงงานทาสดังกล่าวได้หรือไม่ Konrad Dannenberg ได้กล่าวต่อ The Huntville Times ว่า “ถ้าเขาทำ ผมเชื่อว่าเขาน่าจะถูกยิงทิ้ง”
การถูกจับและปล่อยตัวตามข้อบังคับของนาซี
จากคำกล่าวอ้างของ Andre Sellier นักประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศสซึ่งเป็นผู้รอดชีวิตจาก Mittelbau-Dora concentration camp กล่าวว่า ฮีมเลอร์ (Himmler) ได้ให้ฟอน บราวน์เข้าพบที่ศูนย์บัญชาการ Hochwald ในทางตะวันออกของปรัสเซีย ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 1944 เพื่อเป็นการเพิ่มฐานอำนาจของเขาตามข้อบังคับของนาซี ฮีมเลอร์ได้วางแผนที่จะใช้ Kammler ในการเข้าควบคุมโครงการสร้างอาวุธทั้งหมด ซึ่งหนึ่งในนั้นประกอบด้วยโครงการสร้างจรวด V-2 ที่ Peenemunde ฮีมเลอร์แนะนำว่า ฟอน บราวน์ควรจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับ Kammler เพื่อจะได้ช่วยกันในการแก้ปัญหาของจรวด V-2 แต่ ฟอน บราวน์กล่าวว่าปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาทางด้านเทคนิค ซึ่งเขามั่นใจว่าจะสามารถแก้ไขได้ด้วยการร่วมมือกับ Dornberger
ปรากฏว่า ฟอน บราวน์ ในอยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วย SD ตั้งแต่เดือนตุลาคม ค.ศ. 1943 รายงานกล่าวว่าเขาและเพื่อนร่วมงานซึ่งประกอบด้วย Riedel และ Grottrup ได้กล่าวแสดงความเศร้าใจที่ บ้านพักวิศวกร (engineer’s house) ในเย็นวันหนึ่ง ที่พวกเขาไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับการสร้างยานอวกาศดังที่พวกเขาเคยฝันไว้ พวกเขารู้สึกว่าการทำสงครามมิได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น ซึ่งพวกเขาคิดว่าการทำสงครามเป็นเพียงทัศนคติของผู้แพ้ ในที่ประชุมนั้นมีสายลับจากนาซี เป็นหมอฟันหญิง ได้ทำการบันทึกคำกล่าวของฟอน บราวน์และพลพรรค ประกอบกับทัศนเดิมของฮีมเลอร์ที่มีความเข้าใจผิดคิดว่า ฟอน บราวน์เป็นผู้ที่มีความเห็นใจต่อพวกคอมมิวนิสต์ (ซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกรรจ์ของนาซี) และพยายามที่จะทำลายโครงการสร้างจรวด V-2 และยังถูกพิจารณาว่าเป็นนักบินที่มีความสามารถที่กำลังเตรียมการที่จะบินหนีไปอังกฤษ ทั้งหมดนี้เป็นผลให้เขาถูกจับกุมตัว
ไม่เป็นที่น่าสงสัยที่ ฟอน บราวน์ถูกจับกุมตัว ในวันที่ 14 มีนาคม ค.ศ. 1944 และถูกส่งไปที่สถานที่ควบคุมตัว Gestapo ใน Stettin ซึ่งปัจจุบันคือ Szczecin ในโปแลนด์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาถูกจองจำเป็นเวลาสองอทิตย์โดยไม่ทราบข้อกล่าวหา แต่ภายหลังก็ได้ถูกปล่อยตัว ด้วยความช่วยเหลือของ Dornberger ที่ช่วยพูดกับฮิตเลอร์ให้การปล่อยตัว ฟอน บราวน์
ยังไม่จบครับ มีต่อ เรื่องราวชีวิตของ ฟอน บราวน์ ผมว่าสนุกมาก ต่อไปจะเล่าถึงการหนีไปอยู่อเมริกา เเละการทำงาน เเละความสำเร็จในชีวิตของเขาที่อเมริกา

วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2552

สู่ชีวิตที่ยืนยาว (ตอนจบ)

ในตอนที่แล้วได้เล่าถึงสถิติและข้อเท็จจริงหลายประการเกี่ยวกับอายุขัยของมนุษย์เรา ทั้งยังได้อธิบายถึงการค้นพบและที่มาของ “ข้อจำกัดของเฮฟริก” ตลอดจนเล่าถึงการทดลองและการค้นพบวิธีการควบคุมอายุขัยในสัตว์ต่างๆหลายชนิด ตั้งแต่ยีสต์ หนอนตัวกลม แมงหวี่ และมาจบลงที่ความมหัศจรรย์ของฮอร์โมน
คราวนี้ก็จะกล่าวกันต่อเกี่ยวกับปัจจัยอื่นๆเลยนะครับ
การจำกัดอาหาร หนทางสู่อายุที่ยืนยาว
ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กอย่างหนูนั้น เป็นที่รู้กันมานานกว่า 60 ปีแล้วว่า การให้มันได้รับอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำกว่าที่มันได้รับตามธรรมชาติในราว 40 เปอร์เซ็นต์ จะช่วยยืดอายุของสัตว์เหล่านี้ออกไปได้ถึง 30 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว นอกจากนี้การทดลองในลิงรีซัสกว่า 10 ปีก็ให้ผลที่คล้ายคลึงกันคือลิงที่จำกัดปริมาณแคลอรี่จะมีสุขภาพดีกว่าลิงที่กินตามใจปาก
การจำกัดแคลอรี่ช่วยยืดอายุสัตว์ได้อย่างไร ??
นักวิทยาศาสตร์ตั้งสมมติฐานในเรื่องนี้ว่า การลดแคลอรี่อาจช่วยลดอุณหภูมิร่างกายลง (ซึ่งเท่ากับช่วยลดการเผาผลาญพลังงานของร่างกายลงด้วยเช่นกัน) และช่วยลดการทำลายล้างเซลล์ของสารจำพวกอนุมูลอิสระต่างๆ ซึ่งเกิดขึ้นขณะที่ร่างกายเผาผลาญพลังงาน นอกจากนี้การลดแคลอรี่จะช่วยเพิ่มปริมาณคอเลสเตอรอลชนิดดีที่ร่างกายต้องการ และอาจมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงปริมาณฮอร์โมนเกี่ยวกับความเครียดอีกด้วย
กล่าวโดยสรุปคือการลดแคลอรี่อาจช่วยในการควบคุมความเครียดอันเป็นผลมาจากการเผาผลาญพลังงานของร่างกายเรานั่นเอง
ควบคุมอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความชรา
นักวิทยาศาสตร์ตั้งสมมติฐานไว้ตั้งแต่ราว 60 ปีมาแล้วว่าอนุมูลอิสระ (free radical) อาจเป็นตัวการหนึ่งที่ทำให้เกิดความชรา
อนุมูลอิสระคืออะไร ??
อนุมูลอิสระคือกลุ่มของสารที่มีอิเล็คตรอนไม่เข้าคู่เกินมาหนึ่งตัว อนุมูลอิสระมักเกิดในระหว่างกระบวนการย่อยอาหารต่างๆด้วยออกซิเจน อนุมูลอิสระสามารถทำลายสารสำคัญได้แทบทุกชนิดที่เป็นองค์ประกอบของเซลล์ คือ ดีเอ็นเอ โปรตีน และกรดไขมัน
การศึกษาในแมงหวี่พบว่าแมงหวี่ที่มีอายุมากจะมีร่องรอยความสึกหรอของไมโทรคอนเดรีย (ซึ่งเป็นแหล่งสร้างพลังงานของเซลล์) สะสมอยู่เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้แมงหวี่ที่มีการกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ซุปเปอร์ออกไซด์ดิสมิวเตส (superoxide dismutase) มากเป็นพิเศษจะช่วยยืดอายุเป็นสองเท่า เพราะเอนไซม์ดังกล่าวช่วยทำลายอนุมูลอิสระของออกซิเจนชนิดหนึ่งคือ ซุปเปอร์ออกไซด์นั่นเอง
ในหนอนที่ขาดเอนไซม์ชื่อ คะตะเลส (catalase) ซึ่งมีหน้าที่กำจัดไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (ซึ่งเป็นอนุมูลอิสระอีกชนิดหนึ่ง) จะมีอายุสั้นกว่าหนอนทั่วไป
การเกิดขึ้นของอนุมูลอิสระนี้เองที่อาจใช้อธิบายว่า ทำไมนกพิราบจึงมีอายุยืนยาวได้ถึง 35 ปี ในขณะที่หนูซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกันมีอายุสั้นกว่าถึง 12 เท่าตัว คำอธิบายอาจเป็นไปได้ว่าหากเปรียบเทียบปริมาณออกซิเจนที่ใช้ในปริมาณเท่าๆกันแล้ว นกพิราบผลิตอนุมูลอิสระได้น้อยกว่าหนูนั่นเอง
การทดลองอันหนึ่งที่น่าสนใจและเกี่ยวข้องกับนกและอนุมูลอิสระก็คือนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งได้ทดลองนำเซลล์ของนกมาทดสอบโดยการเติมอนุมูลอิสระอย่างไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ลงไป พวกเขาพบว่า เมื่อเติมอนุมูลอิสระลงไป ดีเอ็นเอภายในเซลล์นกจะมีการแตกหักเสียหาย และเซลล์หยุดการแบ่งตัวอันเป็นผลจากอนุมูลอิสระน้อยกว่าที่พบในเซลล์หนูที่ใช้เป็นตัวควบคุมในการทดลอง นั่นคือเป็นไปได้ว่านอกจากเซลล์ของนกจะผลิตอนุมูลอิสระน้อยแล้ว ยังเป็นไปได้ว่าเซลล์ของนกอาจมีกลไกบางอย่างที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอย่างหนูไม่มี ในการรับมือกับอนุมูลอิสระก็เป็นได้
ในขณะที่สิ่งหนึ่งที่เรารู้อย่างแน่นอนแล้วก็คือ อนุมูลอิสระและการสึกหรอบุบสลายของเซลล์นั้นเพิ่มขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น แต่ก็ยังมีปัญหาสำคัญที่นักวิทยาศาสตร์ต้องตอบให้ได้ชัดเจนเสียก่อนในกรณีของอนุมูลอิสระกับความชราก์คือ อนุมูลอสระนำไปสู่กระบวนการชราจริงหรือไม่? หรือ อันที่จริงแล้วความชราต่างหากหล่ะที่เป็นต้นเหตุของการเกิดอนุมูลอิสระ? หรือทั้งสองอย่างเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันแบบอื่น?
เทโลเมียร์ กุญแจสู่ชีวิตที่ยืนยาว
การทดลองหนึ่งที่น่าสนใจในหนูก็คือ การทดลองกับหนูพันธ์พิเศษที่ดัดแปลงยีนให้มีเทโลเมียร์สั้นกว่าเดิม
เทโลเมียร์คืออะไร??
เทโลเมียร์ก็คือดีเอ็นเอที่อยู่บริเวณปลายแท่งของโครโมโซม เทโลเมียร์กลายมาเป็นที่สนใจเนื่องจากการค้นพบว่า ขณะที่เซลล์แบ่งตัวนั้นกระบวนการสร้างเทโลเมียร์ขึ้นใหม่โดยเอนไซม์ชื่อ เทโลเมอเรส (telomerase) นั้นมักมีข้อผิดพลาดจนทำให้เทโลเมียร์มีขนาดสั้นลงทุกที จนเซลล์ใหม่ที่เกิดขึ้นมีเทโลเมียร์สั้นเกินไป จนไม่อาจดำรงอยู่ได้ในที่สุด
จากการทดลองโดยใช้หนูพันธุ์พิเศษที่ดัดแปลงยีน ในให้มีเทโลเมียร์สั้นกว่าปกติ พบว่าหากนำหนูพันธ์ดังกล่าวมาผสมกันเองจนถึงรุ่นที่ 3 หนูดังกล่าวจะเริ่มมีอาการของความชราบางอย่างปรากฏเร็วขึ้นเช่น ขนที่เป็นสีเทา (หนูที่ใช้ในการทดลองเป็นพันธุ์ที่เป็นสีดำ) ขนร่วงมีลักษณะอาการคล้ายอาการผมร่วงในผู้ชาย รวมทั้งอาการแผลตามผิวหนังที่เกิดขึ้นบ่อยมากขึ้น
หากผสมพันธุ์หนูดังกล่าวไปจนถึงรุ่นที่ 6 อาการชราดังกล่าวจะปรากฏเร็วขึ้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือเกิดหนูที่มีอายุน้อยลง แต่ที่น่าประหลาดใจคืออวัยวะหลายอย่าง เช่น ตับและไตยังคงมีลักษณะปกติดี ไม่มีอาการกระดูกเปราะและต้อกระจกเกิดขึ้นแต่อย่างใด และในหนูรุ่นที่ 6 นี่เอง อายุของหนูเหล่านี้จะลดลงอย่างเห็นได้ชัด คือตายตั้งแต่อายุยังน้อย
การทดลองเกี่ยวกับเอนไซม์เทโลเมอเรสเองก็น่าสนใจไม่น้อยยกตัวอย่างเช่น หากกระตุ้นเอนไซม์เทโลเมอเรสในเซลล์ที่นำมาเพาะเลี้ยงทำงานจนถึง ข้อจำกัดเฮฟริก พบว่าเซลล์ดังกล่าวสามารถแบ่งตัวต่อไปได้อีก 20 รอบหรือมากกว่านั้น นอกจากนี้ยังพบว่าในเซลล์มะเร็งซึ่งสามารถแบ่งจำนวนอย่างไม่มีขีดจำกัดนั้น ส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากการกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์เทโลเมอเรสเช่นเดียวกัน แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือหนูที่ตัดแต่งยีนให้ไม่สามารถสร้างเอนไซม์เทโลเมอเรสได้นั้น แม้ว่าจะมีขนาดของเทโลเมียร์สั้นลงอย่างเห็นได้ชัดแต่กลับไม่แสดงอาการชราอื่นๆให้เห็นเลย
ดังนั้น แม้ว่าผลการทดลองดังกล่าวจะชี้ให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องระหว่างเทโลเมียร์ เอนไซม์เทโลเมอเลส และความชรา แต่แม้กระนั้นก็ดูเหมือนว่ากระบวนการชราจะมีความสลับซับซ้อนและไม่ได้ขึ้นอยู่กับความยาวของเทโลเมียร์หรือการทำงานของเอนไซม์เทโลเมอเรสแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
แม้ว่านักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มกำลังศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้เอนไซม์เทโลเมอเรสในการกระตุ้นการแบ่งเซลล์ผิวหนังของผู้ป่วยจากแผลไฟไหม้ และกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์ในไขกระดูกในคนไข้มะเร็งอยู่ก็ตาม แต่ความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้ยืดอายุอวัยวะต่างๆทั้งแท้และเทียมก็ยังเป็นเรื่องที่ไกลตัวอยู่มาก

มนุษย์กับความชรา
นอกจากความทะเยอทะยานที่จะดิ้นรนให้พ้นจากความตายให้ได้นานที่สุดแล้ว อีกเหตุผลหนึ่งที่ชาติต่างๆต้องหันมาให้ความสนใจในการศึกษาชราวิทยากันมากขึ้น อาจมาจากการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมที่อุดมไปด้วยผู้คนวัยทองนั่นเอง อย่างในสหรัฐนั้นมีผู้มีอายุสูงถึงร้อยปีหรือมากกว่าจำนวนกว่า 60,000 คนเข้าไปแล้ว
ประมาณกันว่าในอีก 20 ปีประชากรในกลุ่มนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 214,000 คน ซึ่งนับว่าเป็นกลุ่มคนที่มีอัตราการเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุดกลุ่มหนึ่ง
ลักษณะพิเศษอีกประการหนึ่งของกลุ่มผู้สูงอายุดังกล่าวก็คือประกอบด้วยผูหญิงเกือบถึง 80% เลยทีเดียว และมีแนวโน้มที่ช่องว่างดังกล่าวจะถ่างมากขึ้นไปอีกด้วย ส่วนที่ว่าความแตกต่างดังกล่าวเป็นผลมาจากพฤติกรรมที่จำเพาะในแต่ละเพศหรือผลมาจากพันธุกรรมที่ต่างกัน (เพศชายเท่านั้นที่มีโครโมโซม Y) หรือจากทั้งสองปัจจัยก็ยังเป็นเรื่องที่ไม่มีหลักฐานชัดเจนนัก
แต่ข้อเท็จจริงอันหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์รู้จักกันแล้วก็คือเพศกับโรคทางกรรมพันธุ์บางอย่างมีความสัมพันธ์กันอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น เพศชายมีอัตราผู้ป่วยเป็นโรคตาบอดสี และโรคเลือดไหลไม่หยุด (Hemophilia) สูงกว่าเพศหญิงอย่างชัดเจนเนื่องจากยีนของโรคดังกล่าวอยู่บนโครโมโซม X ดังนั้นผู้ป่วยหญิงที่มีความผิดปกติของโครโมโซม X เพียงอันเดียวจะไม่แสดงอาการของโรค (เรียกว่าพาหะของโรค)
นอกจากนี้แม้ว่าเราจะพอมีความรู้ความเข้าใจในกระบวนการชราของสัตว์ต่างๆมากขึ้นบ้าง แต่ในมนุษย์เองข้อมูลกลับมีน้อยมาก แต่เริ่มมีการเก็บข้อมูลของกลุ่มผู้สูงอายุเป็นพิเศษในไต้หวัน เดนมาร์ก ฝรั่งเศส และอีกหลายประเทศ เพื่อตรวจสอบว่าผู้คนเหล่านี้มีองค์ประกอบทางพันธุ์กรรมอย่างใดหรือไม่ที่แตกต่างจากคนทั่วไป
ผลการศึกษาเบื้องต้นในผู้สูงอายุเกินกว่าร้อยปีในฝรั่งเศสพบว่าท่านผู้เฒ่าเหล่านี้มียีนอยู่สองชนิดที่มีลักษณะบางอย่างแตกต่างจากคนทั่วไปคือยีน apolipoprotein E และ angiotensin E ยีนแรกนั้นเกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างโปรตีนในกระบวนการขนส่งคอเลสเตอรอล ในขณะที่ยีนหลังนนั้นเกี่ยวข้องกับการสร้างโปรตีนในกระบวนการควบคุมความดันเลือด ส่วนรายละเอียดนั้นกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาว่าลักษณะพิเศษในยีนทั้งสองชนิดดังกล่าวช่วยให้คนเหล่านี้ต่อสู้กับความชราได้อย่างไร
การค้นพบข้างต้นอาจฟังดูน่าสนใจ แต่น่าเสียดายว่าดูเหมือนจะไม่ได้ชี้ช่องทางการบำบัดอาการชราแต่อย่างใด แต่ไม่แน่เหมือนกันว่าความรู้จากการศึกษาดังกล่าวอาจมีส่วนช่วยเหลือผู้ป่วยจากโรคที่เกี่ยวข้องกับความชราอย่างโรคโปรจีเรียและโรคฮันทิงตัน และอาจรวมไปถึงโรคอัลไซเมอร์ และโรคมะเร็งที่หลายคนเชื่อว่าเป็นผลโดยตรงมาจากความชราเช่นกัน
ดังจะเห็นได้จากเมื่อแพทย์ทำการชันสูตรศพของบุคคลในวัย 30-40 ปีที่เสียชีวิตด้วยสามเหตุต่างๆนอกเหนือจากมะเร็ง ก็มักพบว่าคนเหล่านี้มีก้อนเนื้อที่พร้อมจะเป็นมะเร็งอยู่แล้ว
เมื่อกล่าวถึงโรคที่เกิดจากความผิดปกติของกระบวนการชราในมนุษย์ ก็อาจมีได้หลายโรคดังจะยกตัวอย่างในที่นี้ 2 ชนิด โรคแรกคือ โรค Progeria หรืออาจเรียกได้ว่าโรคแก่ก่อนวัย Progeria นับเป็นโรคที่พบได้ยากโรคหนึ่ง อาการของโรคคือผู้ป่วยจะกลายสภาพเป็นผู้สูงอายุคือ ผิวหนังเหี่ยวย่น ระบบต่างๆของร่างกายเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว และมีร่างกายอ่อนแอลงตั้งแต่อายุยังน้อยคือตั้งแต่เข้าสู่วัยรุ่นเท่านั้น ผู้ป่วยมักเสียชีวิตจากโรคหัวใจตั้งแต่ก่อนอายุ 15 ปีเท่านั้น ปัจจุบันทราบกันแล้วว่าโรคนี้เกิดจากความผิดปกติในยีนชนิดหนึ่ง โดยความผิดปกติดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่ระหว่างการพัฒนาของตัวอ่อนในครรภ์
ส่วนโรค Huntington นั้นเป็นโรคที่พบได้บ่อยในกลุ่มของโรคทางพันธุกรรม โดยจะแสดงอาการเมื่อย่างเข้าสู่วัยกลางคนแล้ว คือมีการเสื่อมของระบบประสาท และมักเสียชีวิตในที่สุดโรค Huntington เกิดจากความผิดปกติของยีนเพียงยีนเดียว
ดังนั้นในอนาคตหากเทคโนโลยีการบำบัดยีน (gene therapy) (คือการเข้าไปเปลี่ยนแปลงระดับยีนของผู้ป่วยโดยตรง เป็นกระบวนการรักษาในอนาคตอันไม่ไกลนักและน่าสนใจมาก) ประสบความสำเร็จด้วยดีแล้ว เราอาจพบวิธีรักษาผู้ป่วยด้วยวิธีดังกล่าวข้างต้นได้
ราคาที่ต้องจ่ายในกับการยืดอายุขัย
การที่จะมีอายุขัยที่ยืนยาว หรือมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์เนิ่นนานนั้นใช่ว่าจะได้มาเปล่า และราคาที่เราต้องจ่ายก็อาจมากกว่าที่เราคาดคิดไว้ก็เป็นได้
นักวิทยาศาสตร์พบว่าในสัตว์ที่มีอายุยืนยาวเป็นพิเศษมักมีลักษณะบางอย่างที่ผิดแผกแตกต่างออกไป เช่นลูกหลานของแมงหวี่ที่มีอายุยืนจะอ่อนแอ มีอัตราการตายสูงกว่าแมงหวี่ทั่วไป หนูและลิงที่จำกัดแคลอรี่จะย่างเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ช้าลง และหนูแคระ (ขนาดราว 1 ใน 3 ของหนูทั่วไป) ที่เกิดจากการผสมพันธุ์พิเศษ จะมีอายุยืนยาวกว่าหนูทั่วไป 50-70 % ไม่สามารถสืบพันธุ์ให้ลูกหลานได้ เราไม่อาจทราบได้เลยว่ามนุษย์ต้องจ่ายอะไรบ้างเพื่อเป็นการแลกกับการมีชีวิตยืนยาว
แช่เยือกแข็งสู่ชีวิตนิรันดร์
หากคุณเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ในปัจจุบัน คุณทำได้เพียงแต่ปลงใจรอความตายมาเยือนเท่านั้นหรือ ??
หลายคนไม่คิดเช่นนั้น และหนทางที่พวกเขาเลือกฟังดูราวกับนิยายวิทยาศาสตร์ นั่นคือพวกเขาเชื่อว่าการเก็บรักษาร่างกายที่เพิ่งตายมาใหม่ๆของเขาไว้อย่างดีสักวันหนึ่งข้างหน้าเมื่อวิทยาการของมนุษย์เราก้าวขึ้นอีกระดับหนึ่ง พวกเขาจะได้รับการปลุกให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ไม่ต่างจากพวกอียิปต์คิดและเชื่อกันจนเป็นต้นกำเนิดของการทำมัมมี่กว่า 4,000 ปี ที่แล้วมานั่นเอง
มนุษย์สมัยนี้ทำมัมมี่กันอย่างไรหน่ะหรือครับ ??
อันที่จริงจะเรียกว่าการทำมัมมี่ก็อาจไม่ตรงนัก แต่ก็มีการศึกษาเก็บรักษาสภาพสิ่งมีชีวิตให้อยู่ในสภาพสิ่งมีชีวิตให้อยู่ได้นานที่สุด ที่เป็นแขนงวิชาหนึ่งของวิทยาศาสตร์เลยทีเดียวเรียกว่า ครายออกนิกส์ (cryonics)
แนวคิดพื้นฐานของครายออนิกส์คือ คุณจะสามารถยืดอายุเซลล์ (เนื้อเยื่อ อวัยวะ รวมไปถึงสิ่งมีชีวิตทั้งตัว) ได้ด้วยการเก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิต่ำๆ ยิ่งต่ำก็ยิ่งช่วยให้การยืดอายุดังกล่าวทำได้ดีขึ้น ด้งนั้นสารเคมีที่เป็นหัวใจของการแช่เยือกแข็งดังกล่าวมักเป็นไนโตรเจนเหลว
ไนโตรเจนเหลวก็คือก๊าซไนโตรเจนที่นำมาอัดภายใต้ความดันสูงๆ จนกลายเป็นของเหลว ไนโตรเจนเหลวมีอุณหภูมิต่ำมากคือต่ำถึง -223 องศา C เลยทีเดียว บริษัทที่รับแช่เยือกแข็งมนุษย์มักคุยว่าด้วยอุณหภูมิดังกล่าว พวกเขาแทบจะสามารถเก็บร่างกายของลูกค้าได้ตลอดไปเลยทีเดียว!!!!
แต่ว่าการแช่เยือกแข็งมนุษย์จะช่วยรักษาสภาพร่างกายไว้ได้จริงหรือ??
ปัญหาใหญ่ของกระบวนการแช่เยือกแข็งก็คือ ขั้นตอนการนำอวัยวะออกภายหลังการเก็บรักษาไว้ในไนโตรเจนเหลวระยะหนึ่ง เพราะว่าเซลล์จำนวนมากจะต้องตายจากกระบวนการดังกล่าว ขั้นตอนดังกล่าวจึงต้องทำโดยระมัดระวังให้อุณหภูมิอย่างช้ามากๆ ในการละลายบางอย่างที่จะช่วยรักษาสภาพเซลล์ให้บอบช้ำน้อยที่สุด
ผลการทดลองในสัตว์หลายชนิดมีแนวโน้มในทางที่ดี ดังเห็นได้จากการที่ไนโตรเจนเหลวสามารถช่วยเก็บรักษาอวัยวะบางอย่างเช่นหัวใจหนูได้อย่างน่าอัศจรรย์ เพราะว่าเมื่อนำอวัยวะบางอย่างออกจากภาชนะบรรจุไนโตรเจนเหลว ก็ยังสามารถกระตุ้นให้ทำงานได้ แม้ว่าจะมีความเสียหายเกิดขึ้นต่อเซลล์จำนวนมากก็ตาม เซลล์อสุจิและเซลล์ไข่ก็เคยมีรายงานว่าประสบความสำเร็จเช่นเดียวกัน
แต่ที่น่าสนใจก็คือมีบางบริษัทอ้างว่าประสบความสำเร็จในการทดลองแช่เยือกแข็งกับสุนัขเป็นๆ และสามารถนำสุนัขดังกล่าวผ่านกระบวนการอุ่นเพื่อคืนชีพกลับมาได้โดยสวัสดิภาพ
แต่กระนั้นก็ไม่มีใครรู้ว่าจะมีวันที่วิทยาการจะก้าวหน้าพอที่จะนำมนุษย์ไนโตรเจนเหลวกลับมามีชีวิตได้หรือไม่ และหากมีวันนั้นจะเป็นอนาคตที่ไกลเพียงใด แม้กระนั้นก็มีลูกค้าที่มีอันจะกินเข้าร่วมขบวนด้วยหลายสิบรายแล้ว
แต่ที่ชวนสยองกว่านั้นก็คือค่าใช้จ่ายในการแช่ด้วยไนโตรเจนเหลวดังกล่าวนั้นมีราคาที่แพงมาก ราว (28,000-150,000 เหรียญสหรัฐ) และบางรายเลือกแช่เฉพาะส่วนหัวหรือสมองเท่านั้น คงคิดว่าเมื่อถึงตอนนั้น (ตอนที่คืนชีพ) คงจะหาลำตัวมาต่อได้ไม่ยาก
ชีวิตอมตะในห้องทดลอง
แม้ว่าขณะนี้จะไม่มีมนุษย์ผู้ใดที่เข้าใกล้ชีวิตอมตะอย่างแท้จริง หากแต่นับเฉพาะเซลล์ในห้องทดลองแล้วหล่ะก็ เรามีผู้ท้าชิงหลายรายเลยทีเดียว ยกตัวอย่างเช่นเซลล์ชนิดหนึ่งที่รู้จักกันดีในหมู่นักวิทยาศาสตร์ทั่วไปที่มีชื่อว่า Hela Cell
Hela Cell มาจากเนื้อเยื่อของคนไข้ชื่อว่า Henrietta Lack ซึ่งเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปากมดลูก เซลล์ Hela มีลักษณะพิเศษคือเป็นเซลล์มนุษย์ชนิดหนึ่ง ที่สามารถเพาะเลี้ยงได้อย่างต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด คือไม่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดของเฮฟริก นอกจากนี้เซลล์ Hela ยังมีลักษณะพิเศษอีกอย่างคือมีโครโมโซมมากถึง 70-80 โครโมโซม (เซลล์มนุษย์มีเพียง 46 โครโมโซม)
เซลล์ Hela ได้เริ่มเพาะเลี้ยงในจานเลี้ยงเซลล์มาตั้งแต่ 8 กุมภาพันธ์ 2494 นั่นก็คือหากนับเนื่องถึงปัจจุบันก็เกือบหกสิบปีแล้ว และยังคงมีการเพาะเลี้ยงเซลล์ดังกล่าวกันอยู่ตามห้องทดลองต่างๆนับพันแห่งทั่วโลก
นั่นก็คือหากไม่มีความผิดปกติประเภทที่ว่าเซลล์ Hela ในห้องทดลองเกิดตายลงพร้อมกัน เซลลืดังกล่าวก็ทำตัวเยี่ยมีชีวิตเป็นอมตะ คือเพิ่มจำนวนและดำรงชีพในจานเพาะเลี้ยงตามมุมต่างๆของโลกอยู่ต่อไป
ขณะนี้แม้ว่าเราจะมีความรู้เกี่ยวกับกระบวนการชรามากขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถหาวิธีไฮเทคในการยืดอายุและทำให้ร่างกายแข็งแรงได้เป็นจริงเป็นจังแต่ก็ไม่แน่ใจว่าในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้าเมื่อเรามีความรู้ทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้มากขึ้น เราอาจมีวิธีการง่ายๆในการยืดอายุและเพิ่มความแข็งแรงอย่างยั่งยืน หวังว่าถึงตอนนั้นเราคงไม่ต้องกลับมากังวลกับปัญหาที่ตรงกันข้ามอย่างปัญหาคนกำลังจะล้นโลกอย่างที่เรากังวลอยู่ตอนนี้นะครับ
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรท้ายที่สุดแล้ว ผมเชื่อว่ามนุษย์เราก็คงไม่พ้นต้องตกอยู่ภายใต้กฎของอนิจจัง คือต้องตายอยู่ดี (อยู่นานไปก็เบื่อ ไปเกิดใหม่ดีกว่า เปลี่ยนรสชาติความมันส์) เพียงแต่เราจะมีความรู้ในการช่วยยืดอายุขัยให้นานขึ้นเท่านั้นเอง

วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2552

สู่ชีวิตที่ยืนยาว

เปลี่ยนเเนวบ้าง วันนี้รู้สึกเบื่อเขียนเรื่องจักรวาลวิทยา เปลี่ยนมาเป็นเรื่องทางชีวภาพที่น่าสนใจดีกว่า

สู่ชีวิตที่ยืนยาว
ความใผ่ฝันเก่าแก่สุดอันหนึ่งของมนุษยชาติ ตั้งแต่ครั้งแรกเริ่มมีอารยธรรมเมื่อหลายพันปีก่อนก็คือ ความปรารถนาที่จะมีคงความหนุ่มสาวและมีชีวิตอันเป็นนิรันดร์ ดุจดังเทพเทวาในนิยายปรัมปรา และปกรณัมของชาติต่างๆ (อย่างการร่วมมือกันระหว่างเหล่าเทพกับอสูร ในการกวนมหาสมุทรโดยมีน้ำอมฤตเป็นเป้าหมายในเรื่องรามเกียรติ์เป็นต้น)
แต่ไม่ว่าจะมีจำนวนผู้ทุ่มเทกำลังกายและกำลังใจค้นหาความลับของน้ำอมฤตและหาหนทางสู่ชีวิตอันเป็นอมตะเพียงใน สิ่งที่ทุกคนได้รับก็คือความล้มเหลว ความใฝ่ฝันดังกล่าวก็ยังเป็นเพียงสิ่งเกินเอื้อมตลอดมา ผมของอาสาพาทุกท่านไปดูว่าเราเข้าใกล้ความฝันดังกล่าวเพียงใด

มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่มีอายุยืนจริงหรือ ??
หากพิจารณาจากอายุขัยของมนุษย์เทียบกับสิ่งมีชีวิตต่างๆ (ไม่นับพวกไม้ยืนต้น) คุณอาจคิดว่ามนุษย์เรามีอายุค่อนข้างยืน แต่ความความจริงคือ คุณอาจไม่เชื่อก็ได้ว่ามนุษย์เรามีช่วงอายุขัยที่สั้นมาก นักวิทยาศาสตร์ประมาณกันว่า 99.99 เปอร์เซ็นต์ของเวลาที่มนุษย์ยุคปัจจุบันที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Homo Sapiens ปรากฏกายอยู่บนโลกใบนี้บรรพบุรุษของเรามีอายุเฉลี่ยเพียงค่าราว 18 – 20 ปีเท่านั้น ตรงนี้คงต้องทำความเข้าใจก่อนว่าอายุเฉลี่ยเป็นเพียงค่าเฉลี่ยจากอายุประชากรโดยรวม แต่อายุจริงของบุคคลอาจแตกต่างออกไปได้มาก สาเหตุหลักๆที่มนุษย์มีอายุสั้นนักคงจะได้แก่ โรคภัยไข้เจ็บและภัยพิบัติจากธรรมชาติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม แผ่นดินไหว เป็นต้น อันตรายจากสัตว์ที่มีเล็บเขางาพิษต่างๆรวมไปถึงการสูญเสียจากสงครามและการรบราฆ่าฟันกันเองของมนุษย์
ความจริงช่วงอายุขัยดังกล่าว หากพิจารณาจากแง่มุมทางวิวัฒนาการแล้วอาจไม่น่าประหลาดใจนัก เพราะว่าสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่มีอายุขัยเฉลี่ยยาวกว่าระยะสืบพันธ์ไม่มากนักเนื่องจากเมื่อสิ่งมีชีวิตใดก็ตามสามารถสืบเผ่าพันธุ์ออกลูกหลานได้แล้ว ก็เท่ากับประสบความสำเร็จในหน้าที่ทางชีววิทยาคือ ได้ถูกส่งยีนของตนไปสู่รุ่นถัดไป เวลาที่เหลืออยู่ก็เป็นแต่เลี้ยงดูจนรุ่นลูกเหล่านั้นสามารถดูแลตนเองได้ ดังนั้นหากมองตรงนี้แล้วมนุษย์เองก็ไม่น่าจะเป็นข้อยกเว้นใด
คราวนี้หากจะย้อนกลับไปดูอดีตที่ใกล้เข้ามาอีกคือเพียงแค่ร้อยปีที่ผ่านมา คุณจะพบว่ามนุษย์เรายังมีอายุเฉลี่ยไม่ถึง 50 ปีเท่านั้น เช่นชาวอเมริกันที่เกิดในปี พ.ศ. 2443 จะมีอายุเฉลี่ยเพียง 47 ปีเท่านั้น (ที่ต้องยกตัวอย่างชาวอเมริกันเพราะว่าพวกเขามีระบบสำมะโนประชากรมานานกว่าร้อยปีแล้ว) ในประเทศกำลังพัฒนาตัวเลขดังกล่าวก็ลดลงอีก
เมื่อเวลาผ่านไปช่วงอายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์ก็ยังเพิ่มขึ้นน้อยมาก คือในอีก 30 ปีต่อมาตัวเลขก็ยังขยับเพิ่มขึ้นอีกเพียง 10 ปีเท่านั้น ซ้ำร้ายลำพังแค่การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ในปี พ.ศ. 2461 ซึ่งได้คร่าชีวิตผู้คนไปทั่วโลกกว่า 25 ล้านคน (เฉพาะให้สหรัฐประเทศเดียวมีผู้เสียชีวิตกว่า 500,000 คนเลยทีเดียว) ก็ฉุดเอาอายุเฉลี่ยของมนุษย์ลงมาเหลือแค่ไม่ถึง 40 ปีเท่านั้น
หลังจากนั้นเองที่อายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จวบจนปัจจุบันในอัตราเฉลี่ยราว 2 เปอร์เซ็นต์ต่อปีเลยทีเดียว
ในปัจจุบันอายุเฉลี่ยของมนุษย์เราจะอยู่ที่ 76 ปี (ตัวเลขในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งใกล้เคียงกับประเทศที่พัฒนาแล้วอื่นๆ) กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คืออายุเฉลี่ยของเราเพิ่มขึ้นกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ในช่วงเวลาเพียงหนึ่งศตวรรษเท่านั้น
ในประเทศสหรัฐนั้น สำนักสำมะโนประชากรประมาณว่า จะมีชาวอเมริกันอายุยืนยาวถึง 90 ปีเพิ่มมากขึ้นเป็นสองเท่าของปัจจุบัน ในอีก 50 ปีข้างหน้า และมีนักวิทยาศาสตร์จำนวนไม่น้อยเชื่อว่าเด็กที่เกิดในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 นี้จำนวนมากมีโอกาสได้อยู่รวมฉลองการก้าวสู่ศตวรรษที่ 22 ด้วยซ้ำไป
เกิดอะไรขึ้นกับช่วงเวลา 100 ปีที่ผ่านมา เหตุใดมนุษย์จึงมีอายุเฉลี่ยยืดยาวขึ้นได้มากเพียงนี้ เหตุผลหลักน่าจะเป็นที่การค้นพบสำคัญหลายอย่างเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ทางด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ไม่ว่าจะเป็นการค้นพบยาปฏิชีวนะมากมายหลายชนิด (ชนิดแรกคือ เพนิซิลิน โดยอเล็กซานเดอร์ เฟลมมิ่ง ในปี พ.ศ. 2471) การค้นพบวิธีผลิตวัคซีนที่ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูงหลายชนิด ทำให้โรคอย่างฝีดาษก็แทบจะสูญไปจากโลกทีเดียว
นอกจากนี้การพัฒนาระบบสาธารณสุขพื้นฐานต่างๆ ความรู้ด้านโภชนาการที่ดีมากยิ่งขึ้น ยารักษาโรคสมัยใหม่ที่มีประสิทธิภาพดีจำนวนมากรวมไปถึงเทคนิคการรักษาแบบปลอดเชื้อ ก็ช่วยลดอัตราการตายของผู้ป่วยจากการติดเชื้อเป็นจำนวนมาก
กล่าวโดยสรุปแล้ว การยืดยาวออกของอายุขัยมนุษย์เป็นผลมาจากความสำเร็จของนักวิทยาศาสตร์และแพทย์ในการเข้าใจถึงชีววิทยาพื้นฐานของการเกิดโรค และของร่างกายมนุษย์เราเองเป็นหลัก แต่ว่าอายุเฉลี่ยของเราจะยืดออกไปเรื่อยๆเช่นนี้หรือ เราสามารถมีอายุยืนยาวถึง 150, 200 หรือ 300 ปีได้หรือไม่??
ฤาชีวิตมนุษย์จะถูกฟ้าลิขิตไว้แล้ว ??
ปี พ.ศ. 2504 นักกายวิภาคชื่อ เลโอนาร์ด เฮฟลิก ได้พบความจริงทางวิทยาศาสตร์ข้อหนึ่งที่รู้จักดีในหมู่นักศึกษาเกี่ยวกับชราวิทยานั่นก็คือ ในช่วงเวลาดังกล่าว เฮฟลิกได้ตั้งคำถามว่า “ความชรานั้นมีจุดเริ่มต้นที่ใดกันแน่ และเริ่มต้นจากสิ่งใด หรือกระบวนการใด” นอกจากนี้เขายังสงสัยไปถึงว่า “ตัวกำหนดความชรากำเนิดขึ้นและดำรงอยู่ในหน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชิวิตทุกชนิดคือเซลล์หรือไม่” หรือว่า “อันที่จริงแล้วเซลล์นั้นสามารถอยู่ได้เป็นอมตะ เป็นแต่ว่าปัจจัยภายนอกอื่นมากระตุ้นให้เซลล์แก่ลง”
ในการทดลองครั้งหนึ่ง เฮฟริกได้นำเซลล์จากเนื้อเยื่อของทารกมาเพาะเลี้ยงในจานเพาะเลี้ยง ผลก็คือ เซลล์ดังกล่าวได้แบ่งตัวไปเรื่อยๆจนกระทั่งถึงช่วงประมาณรอบที่ 50 เซลล์ทุกเซลล์ก็หยุดแบ่งตัวเพิ่มจำนวน จากนั้นเซลล์ก็มีการเปลี่ยนแปลงที่คล้ายกับอาการชราในสิ่งมีชีวิต คือ เริ่มมีการกินอาหารได้น้อยลง เยื่อหุ้มเซลล์เริ่มมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นและตายไปในที่สุด
ข้อจำกัดดังการแบ่งตัวดังกล่าวต่อมาเรียกว่า “ข้อจำกัดเฮฟริก” (Hayflick Limit) เมื่อเฮฟริกทำการทดลองดังกล่าวซ้ำอีกครั้งแต่ในเซลล์ของชายชราอายุ 70 ปีแทน เขาพบว่าอาการชราดังกล่าวเกิดเร็วขึ้น นั่นก็คือเกิดขึ้นหลังจากการแบ่งตัวเพียง 20-30 ครั้งเท่านั้น เขาสรุปการทดลองว่าเซลล์ชายสูงอายุนั้น “ชรา” กว่าเซลล์ของทารก
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความชรานั้นเกิดขึ้นลึกลงไปถึงเซลล์แต่ละเซลล์ของร่างกายเลยทีเดียว
เฮฟริกเชื่อว่า “ความชราเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไปไม่ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างต้องแก่ตัวลงรวมทั้งเอกภพเอง การกล่าวว่าภายใน 20 ปีเราทุกคนจะมีอายุยืนถึง 200 ปีเป็นเรื่องไร้สาระอย่างยิ่ง” นอกจากนี้เขายังเชื่อว่า อายุของมนุษย์เรานั้นได้ถูกกำหนดไว้ในยีนของเราเรียบร้อยแล้ว และมีขอบเขตจำกัดไม่เกิน 125 ปี
ไม่มีมนุษย์คนใดมีอายุเกิน 125 ปีเลยหรือ ??
ตามหลักฐานอ้างอิงที่พอจะหาได้ดูเหมือนว่าจะเป็นเช่นนั้นครับ ในหนังสือ “เดอะกินเนสบุ๊คออฟเรคคอร์ด” บันทึกไว้ว่าเจ้าของสถิติโลกเรื่องอายุยืนได้แก่คุณทวด ชิเงะซิโยะ อิซุมิ ชาวญี่ปุ่น และคุณทวด หลุยซ์ คาลมองต์ ชาวฝรั่งเศส ทั้งคู่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ว่ามีอายุถึง 120 ปี โดยรายแรกจะแก่วันกว่าเล็กน้อย อันที่จริงรายที่อ้างว่ามีอายุมากกว่านี้ก็มี แต่ไม่มีหลักฐานยืนยันได้แบบ 2 รายแรก) รายแรกคือคุณทวดมาร์ค แธรช ชาวสหรัฐ และคุณทวดมาเรีย โดโคโม ชาวบราซิลซึ่งชาวบ้านที่รู้จักคุณทวดทั้งคู่เชื่อว่าท่านมีอายุยืนถึง 121 และ 124 ปีเลยทีเดียว แม้ว่าจะยังไม่มีรายงานที่เชื่อถือได้ว่ามีมนุษย์คนใดที่ก้าวผ่านจุดจำกัดของอายุดังกล่าว แต่ความเชื่อของเฮฟริกจะเป็นจริงแน่หรือ
บทเรียนเรื่องความชราจากสรรพสัตว์
การจะตอบคำถามเกี่ยวกับจุดจำกัดของความชราในมนุษย์คงไม่ง่ายนัก เนื่องจากความสลับซับซ้อนในโครงสร้างของร่างกาย ความยาวของช่วงอายุรวมไปถึงปัญหาด้านจริยธรรม ดังนั้นความรู้จากการศึกษาเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตที่มีความซับซ้อนน้อยกว่าอย่างเช่น ยีสต์ หนอนตัวกลม แมงหวี่ หนู หรือแม้แต่ลิงก็ช่วยแง้มคำตอบให้เราพบได้เห็นบ้างไม่มากก็น้อย
ประมาณกันว่าจนถึงปัจจุบันมียีนไม่น้อยกว่า 20 ยีนที่เกี่ยวข้องกับความยืนยาวของชีวิตที่ได้รับการศึกษาในสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆข้างต้น หากจะนับรวมถึงยีนของโปรตีนอื่นๆที่เกี่ยวข้องแล้วก็อาจนับรวมได้เป็นร้อย ฃหรือเกินกว่าพันยีนก็เป็นได้ ต่อไปนี้จะขอยกตัวอย่างการศึกษากระบวนการชรา ในสิ่งมีชีวิตต่างๆที่น่าสนใจ
แรกสุดก็ขอเริ่มกันที่ยีสต์ เลโอนาร์ด กัวแรนเต้ แห่งสถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาซูเซ็ตต์ ได้ค้นพบการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับยีนหนึ่งในยีสต์ที่ก่อให้เกิดการเร่งกระบวนการชราให้เกิดขึ้น ทั้งยังมีแววว่าจะสามารถเชื่อมโยงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเข้ากับกลุ่มอาการชราก่อนอายุที่พบในมนุษย์อีกด้วย
ต่อไปเป็นแมงหวี่ แมงหวี่ที่เลี้ยงกันอยู่ในห้องทดลองทั่วโลกนั้น เราสามารถยืดอายุของมันได้ด้วยวิธีการง่ายๆ อย่างเช่น เลี้ยงมันที่อุณหภูมิต่ำๆ อย่างเช่นที่ 4 องศา C ซึ่งเป็นอุณหภูมิเดียวกับช่องเย็นทั่วไป
การทดลองอันหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ หากเราเลี้ยงแมงหวี่และควบคุมให้มันผสมพันธ์กันช้ากว่าในธรรมชาติ และนำแมงหวี่รุ่นลูกที่ได้มาผสมพันธ์ในแบบเดียวกันเรื่อยๆ จะพบว่าแมงหวี่รุ่นหลังๆจะมีอายุยืนยาวมากขึ้นกว่าแมงหวี่ตามธรรมชาติ ยกตัวอย่างเช่นแมงหวี่รุ่นที่ 10 หรือมากกว่าจะมีอายุยืนยาวมากขึ้นเป็นสองหรือสามเท่าของแมงหวี่ทั่วไปเลยทีเดียว
นอกจากนั้นแมงหวี่ดังกล่าวยังมีสุขภาพแข็งแรงกว่าแมงหวี่ทั่วไปในรุ่นอายุคราวเดียวกันอย่างชัดเจนอีกด้วย คือสามารถบิน เดิน และทนต่อสภาวะแห้งแล้วหรือขาดอาหารได้ดีกว่า และที่เด็ดกว่าก็คือในขณะที่แมงหวี่ทั่วไปเมื่อย่างเข้าอายุ 50-60 วันก็จะอยู่ในวัยเฒ่าชราเต็มที (อายุของแมงหวี่ตามธรรมชาติหากไม่โดนสัตว์อื่นกินไปเสียก่อนจะมีอายุราว 70 วัน) แต่แมงหวี่ผสมพิเศษนี้ยังฟิตเปรี๊ยะอยู่
ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าเหตุใดอุณหภูมิหรือการประวิงเวลาสืบพันธ์จึงมีผลยืดอายุแมลงหวี่ได้ แต่ขอบอกไว้ก่อนสำหรับคนที่คิดจะเอาวิธีการดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ว่าไม่มีรายงานว่าวิธีดังกล่าวจะก่อให้เกิดผลแบบเดียวกันในมนุษย์เราแต่อย่างใด
ทีนี้ลองมาดูเรื่องหนอนตัวกลมกันบ้าง หนอนตัวกลมที่ใช้ในการศึกษาทดลองกันทั่วโลกมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Caenorhabditis elegans หนอนดังกล่าวมีขนาดยาวเพียง 1 มิลลิเมตร และมีอายุเฉลี่ยเพียง 15 วัน แต่ที่ห้องทดลองหลายแห่งหนอนดังกล่าวมีอายุยืดยาวกว่านั้นหลายเท่านัก ยกตัวอย่างเช่น ที่แล็บของจูดิธ คัมพิซิ ที่ห้องทดลองแห่งชาติลอเรนท์ เบิร์กเลย์ หนอนเจ้าของสถิติอายุยืนมีอายุยืนกว่า 8 เท่าของหนอนทั่วไปคืออายุยืนถึง 140 วันเลยทีเดียว หรือเทียบเท่ากับ 600 ปีในมนุษย์อย่างๆเราๆท่านๆเลยทีเดียว
เกิดอะไรขึ้นกับหนอนพวกนี้หน่ะเหรอครับ??
หนอนพวกนี้ได้รับการดัดแปลงยีนที่เกี่ยวข้องกับการสร้างโฮโมนชนิดหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมระดับกลูโคสในเลือด ไม่แน่นักว่าการควบคุมฮอร์โมนที่คล้ายคลึงกับในมนุษย์ (คืออินซูลิน) อาจเป็นหนทางหนึ่งในการชะลอความชรา ยืดอายุขัย รวมไปถึงการลดหรือจำกัดอาการข้างเคียงของความชราต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียกล้ามเนื้อ อาการกระดูกเปราะ เป็นต้น ก็เป็นได้
การทดลองที่น่าสนใจอีกอันหนึ่งในหนอนเช่นกันก็คือ การเคลื่อนย้ายเอาเซลล์เพศ (คือเซลล์สเปิร์มและเซลล์ไข่) ที่พัฒนาสมบูรณ์แล้วออกจากตัวหนอน จะมีผลเร่งกระบวนการชราของสัตว์พวกนี้ เป็นไปได้ว่าเซลล์พวกนี้อาจผลิตโฮโมนบางอย่างที่คล้ายกับอินซูลิน ซึ่งจะช่วยควบคุมให้สัตว์เหล่านี้ได้มีโอกาสพัฒนาอย่างช้าๆจนโตเต็มที่ (หลังเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์) และจะช่วยให้มีสุขภาพดีมีโอกาสได้ได้สืบพันธุ์ต่อไป
ข้อสรุปที่สำคัญประการหนึ่งที่ได้จากผลการทดลองต่างๆข้างต้นในหนอนเหล่านี้คือ ช่วงอายุขัยของหนอนเหล่านี้ไม่ได้ถูกจำกัดแน่นอนจนไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ส่วนที่ว่าข้อสรุปดังกล่าวจะเป็นจริงกับมนุษย์หรือไม่ ก็ต้องศึกษากันต่อไป เช่นเดียวกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะทำได้มากน้อยเพียงใด
ฮอร์โมน น้ำพุแห่งวัยหนุ่มสาว
นอกจากผลการทดลองที่น่าสนในเกี่ยวกับฮอร์โมนในแมงหวี่และหนอนแล้ว ฮอร์โมนบางชนิดเองยังมีศักยภาพเป็นอย่างมากในมนุษย์และอาจจะเป็นหนทางหนึ่งสู่ความแข็งแรงและชีวิตอันยืนยาว
ตัวอย่างเช่น ฮอร์โมนการเจริญเติบโต (growth hormone) ในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตในวัยรุ่น และยังช่วยบำรุงรักษาและฟื้นคืนกล้ามเนื้อแก่ผู้สูงอายุอีกด้วย
ฮอร์โมนชนิดเดียวกันนี้เอง ที่นักกีฬาบางคนนำมาใช้ในการโด๊ป เพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อ ด้วยหวังว่าจะช่วยให้มีความรวดเร็วและอดทนเพิ่มขึ้น (ซึ่งเป็นการผิดกฎกติกามารยาท)
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือการใช้ฮอร์โมนดังกล่าวอาจกลายเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่งขึ้นมาได้ เนื่องจากฮอร์โมนดังกล่าว มีผลข้าเคียงอาจก่อให้เกิดโรคหัวในหรือโรคเบาหวานได้ นอกจากนี้เล้วก็ยังมีราคาแพงมาก คือค่าใช้จ่ายสูงถึง 20,000 เหรียญสหรัฐต่อคนต่อปีเลยทีเดียว
ฮอรโมนชนิดหนึ่งที่สำคัญและอาจมีผลต่อการยืดอายุหรือช่วยให้คงความหนุ่มสาวได้คือ ฮอร์โมนเพศ (sex hormone) เช่น ฮอร์โมนเอสโตรเจนในผู้หญิง ฮอร์โมนเอสโตรเจนมีผลช่วยลดรอยเหี่ยวย่น ของผิวหนังอันเนื่องมาจากการยืดอายุของคอลาเจน ที่เป็นองค์ประกอบและทำให้ผิวหนังเต่งตึง นอกจากนี้แล้วยังช่วยป้องกันโรคกระดูกเปราะและกระตุ้นการเจริญเติบโตของมดลูก
ได้มีการทดลอบที่น่าสนใจ มากในผู้ป่วยที่มีอายุมากที่ต้องตั้งครรภ์ พบว่าในกรณีของคุณป้าโรซานนา คาร์ตี้ที่ใช้ไข่ที่ได้รับบริจาคมาผสมกับสเปิร์มของสามีของเธอนั้น และนำไข้ดังกล่าวมาฝังตัวในมดลูกของเธอช่วยให้คุณป้าตั้งท้องลูกชายคนเล็กขณะที่เธออายุ 62 ปีเลยทีเดียว
แต่ข้อเสียของการใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนก็คือ อาจมีผลต่อการทำงานของหัวใจและอาจเพิ่มโอกาสการเป็นมะเร็ง เต้านมและมดลูกโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีประวัติการเป็นโรคดังกล่าวในของสมาชิกในครอบครัว
นอกจากจะอาศัยตัวฮอร์โมนโดยตรงแล้ว การเพิ่มปริมาณของ DHEA ซึ่งเป็นสารตั้งต้นที่ร่างกายใช้ในการผลิตฮอร์โมนเพศ (ทั้งเอสโตรเจนและเทสโทรเจน) ยังอาจจะมีผลช่วยเพิ่มปริมาณฮอร์โมนเพศได้อีกด้วย
การทดลองในหนูแสดงให้เห็นว่า หนูที่ได้รับ DHEA มีลักษณะอ่อนเยาว์ และกระฉับกระเฉงกว่าหนูทั่วไป นอกจากนี้ DHAE ยังช่วยเพิ่มพลังงาน ซ่อมแซมกล้ามเนื้อ ทั้งยังสามารถช่วยเพิ่มความสามารถในการจำได้ แต่ DHEA จะมีผลเดียวกันกับมนุษย์หรือไม่ยังไม่มีใครทราบได้
แต่ข้อเสียที่คล้ายคลึงกับฮอร์โมนอื่นๆก็คือมันจะไปเร่งการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อหรืออวัยวะบางอย่างจนผิดปกติ การทาน DHAE มีผลต่อการเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งเต้านมในผู้หญิงและมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ชาย
ฮอร์โมนอีชนิดหนึ่งที่มีผู้สนใจศึกษาก็คือเมลาโตนิน
เมลาโตนินนั้นมีประโยชน์ทางการแพทย์คือ มีฤทธิ์ช่วยลดความเครียดและแก้อาการนอนไม่หลับ ประโยชน์สำคัญของเมลาโตนินก็คือมันอาจมีผลช่วยลดอาการข้างเคียงที่เกิดจากการใช้เคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็งทั้งหลาย ซึ่งรู้จักกันดีในหมู่คนไข้ว่าทำให้สะบักสะบอมไม่น้อยไปกว่าตัวโรคเลย
เนื่องจากมะเร็งเป็นโรคหนึ่งที่มีอาการเกี่ยวพันกับความชรา ดังจะเห็นได้ว่าเมื่ออายุมากขึ้นโอกาสที่จะเป็นมะเร็งก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัวไปด้วย เมลาโตนินจึงเข้ามาเป็นเกี่ยวข้องกับการศึกษาชราวิทยาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่อาการข้างเคียงที่ต้องระวังจากการให้เมลาโตนินมากเกินไปก็คือ คนไข้อาเกิดอาการเซื่องซึมได้
ในอนาคตไม่แน่ใจว่าการให้ฮอร์โมนอาจจะเป็นทางเลือกหนึ่งในการชะลอความชราและคงความเป็นหนุ่มสาว แต่ทั้งนี้เรายังต้องเรียนรู้เกี่ยวกับกลไกการทำงานของฮอร์โมนพวกนี้อีกมาก